◎วิชาแปลงโฉมเสือไพฑูรย์◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎วิชาแปลงโฉมเสือไพฑูรย์◎ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ไพฑูรย์เคยพูดว่าหากย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ดวลกับ ขุนตระเวนฯ เป็นเด็ดขาด เพราะทุกอย่างที่ท่านผู้มีพระคุณสูงสุดได้วางไว้มีอันต้องพังทลายลงทั้งหมด เมื่อได้คลานเข้าไปกราบแทบเท้าท่านผู้มีพระคุณสูงสุดก่อนจะมอบตัวสู้คดี

พอเงยหน้าขึ้นมองดูสายตาของท่านผู้มีพระคุณสูงสุดพบว่าแววตาของท่านที่มองดูไพฑูรย์เป็นแววตามีเมตตาเหมือนที่เคยเป็นมาแต่แฝงไวด้วยความเสียใจและเป็นทุกข์ ประโยคสุดท้ายที่ท่านผู้มีพระคุณกล่าวกับไพฑูรย์ก่อนที่ท่านจะกลับขึ้นตึกยังก้องในหูของไพฑูรย์ตลอดมา

“ขอบคุณคุณชายวรรณวินที่สมเป็นชายชาติทหาร ทำผิดแล้วกล้ารับยอมมอบตัวต่อสู้คดี ฉันภูมิใจที่ดูคนไม่ผิด ต่อไปนี้คงไม่ได้พบกันอีก ขอให้คุณชายวรรณวินโชคดี”

“กระผมมิอาจใช้คำว่าคุณชายวรรณวินได้อีกต่อไป กระผมจะเหลือแต่นายไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม หรือนายเปียที่กระผมเคยเป็น ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดผมจะเป็นนายไพฑูรย์ และจักไม่อ้างบารมีของพระเดชพระคุณเป็นเครื่องต่อรองทางคดี และจักไม่เปิดเผยกับผู้ใดว่าพระเดชพระคุณเป็นผู้ใด เพราะสิ่งที่กระผมทำจะนำความเสื่อมเสียมาสู่พระเดชพระคุณ กระผมไม่สมควรกับสิ่งที่พระเดชพระคุณได้เมตตา”

มีคนในวงการนักเขียนท่านหนึ่งถามผู้เขียนเป็นการส่วนตัวว่า

“ไพฑูรย์เคยบอกหรือไม่ว่าผู้มีพระคุณสูงสุดเป็นใครกันแน่เป็นท่าน…ใช่หรือไม่”

ผู้เขียนตอบอย่างไม่ต้องคิดเลยว่า

“พี่ไพฑูรย์ไม่เคยปริปากพูดถึง แม้แต่ในเรื่องจอมอาชญากรหมายเลขหนึ่ง พี่ไพฑูรย์ยังไม่เคยเขียนถึง แล้วผมเป็นใครเล่าที่พี่ไพฑูรย์จะมาบอกให้รู้ว่าไม่ว่าใครก็ตามที่ถามเรื่องดังกล่าวกับพี่ไพฑูรย์ พี่ไพฑูรย์จะแสดงความไม่พอใจออกมาทันที เรียกว่าหากต้องการคบกันก็อย่าได้ถาม”

ไพฑูรย์นัดมอบตัวที่กองปราบปรามสามยอด โดยไม่ขอให้จัดทนายแต่ขอเป็นทนายต่อสู้ด้วยตัวเอง ไพฑูรย์บอกว่าสู้กับตำรวจกับอัยการไม่ได้เพราะสำนวนการสอบสวน วัตถุพยาน พยานบุคคล ได้มีการสร้างขึ้นอย่างเป็นมั่นเหมาะ เมื่ออัยการยื่นฟ้องต่อศาล ศาลนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ฝ่ายจำเลยครบทุกปากแล้ว ท่านก็ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาว่าผิดจริงตามฟ้องให้ประหารชีวิตจำเลยพิพากษายืนจนถึงฎีกา

จะไปโทษศาลท่านไม่ได้เพราะท่านมิได้อยู่ในเหตุการณ์ท่านออกนั่งบัลลังก์ฟังความสองฝ่าย แล้วชั่งน้ำหนักว่าควรจะเชื่อฝ่ายโจทก์หรือจำเลยจึงเขียนคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญา ไพฑูรย์บอกว่าในคุกมีแพะคนอยู่จำนวนไม่น้อยที่ไพฑูรย์ช่วยเขียนฎีกาให้ ส่วนหนึ่งรอดส่วนหนึ่งไม่รอด ก็ตัวคนเขียนฎีกาเองยังต้องคำพิพากษาให้ประหารสองคดี ติดคุกอีกนับรวมกันเป็น 100 กว่าปี ที่ช่วยเพราะเคยเป็นนายทหารกรมพระธรรมนูญทหารมาก่อน

เพราะการช่วยนักโทษให้พ้นคดีหรือได้รับการลดโทษทำให้มีเพื่อนฝูงที่เคยเป็นนักโทษชายจำนวนหนึ่งคอยช่วยเหลือเมื่อแหกคุก ทำให้หลบหนีได้นานเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกับตำรวจแบบสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง อีกประการหนึ่งการที่ได้สนใจในการแปลงโฉมทำให้สามารถปลอมตัวหลบเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สะดวกกว่าการหลบหนีแบบธรรมดา ไพฑูรย์ได้ย้อนถึงการปลอมตัวหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดตามไปจนถึงหัวหิน

ประกาศจับสินบนนำจับเป็นหรือตายจำนวน 20,000 บาท ทำให้นักล่ารางวัลออกล่าตัวไพฑูรย์อย่างจ้าละหวั่น เครื่องมือปลอมตัวไพฑูรย์อธิบายว่า

“เป็นกล่องสำหรับนักแสดง ประกอบด้วย หนวดปลอม จมูกปลอม คิ้วปลอม ไฝปลอม ปานปลอม กาวพิเศษ สีสำหรับตกแต่งให้กลืนกับผิว มีขายที่ถนนสิบสามห้าง แถวบางลำพู ผู้สอนแต่งหน้าปลอมตัวชื่อ “นางดา” หรือนายธาดากะเทยที่เป็นนักแต่งหน้านักแสดงละครเวทีสนิทกับไพฑูรย์เพราะไพฑูรย์ช่วยเหลือผัวของนางดาให้พ้นคดีร่วมมือฆ่าผู้อื่นที่ตำรวจทำสำนวนมั่วจนศาลยกฟ้อง

เมื่อไพฑูรย์สนใจการแปลงโฉมนางดาจึงสอนแบบไม่ปิดบังส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งอ่านจากนิยายเรื่องอาแซน ลูแปง จอมโจรพันหน้า และศึกษาจากตำรับตำราที่พอจะหาได้”

ที่หัวหินตำรวจจากทั้งกองปราบและกองเมืองพากันมาล่าตัวไพฑูรย์จนต้องหาทางขยับตัวให้พ้นจากหัวหิน ทางเลือกมีสองทางคือ ทางบกด้วยรถไฟ ทางเรือด้วยเรือหาปลา ไพฑูรย์ตัดสินใจเลือกทางรถไฟเพราะทางเจ้าอำไพได้โทรเลขมาที่โรงแรมที่ไพฑูรย์พักนอนอยู่ว่าจะเดินทางมาด้วยขบวนรถไฟกรุงเทพฯ-สุราษฎร์ฯ กำหนดเวลาแน่นอน การเดินทางคราวนี้มาพร้อมกับเงินและอาวุธสำหรับหนีการตามล่า

ไพฑูรย์ไปเช็คเวลารถไฟที่จะมาถึงแล้วบวกลบเผื่อช้าเอาไว้เรียบร้อย ไพฑูรย์เป็นเสือระแวงภัยปลอมตัวพักในโรงแรมสลับกันเพราะตำรวจมักจะมาตรวจรายชื่อผู้เข้าพักเป็นระยะๆ ปลอมเป็นพ่อค้า ปลอมเป็นเถ้าแก่คนจีนมาพักผ่อนด้วยการแปลงโฉม หลายครั้งที่เดินเฉียดจมูกตำรวจกลางวันแสกๆ ใครจะไปคิดว่านักโทษแหกคุกคนนี้จะแปลงโฉมได้แนบเนียน แต่แล้วในประกาศจับรุ่นหลังๆนอกจากจะมีตัวแดงเตือนว่า

“ผู้ต้องหาชำนาญด้านอาวุธปืนและการต่อสู้ด้วยอาวุธอื่นๆ มีเพิ่มมาว่า ชำนาญการแปลงโฉมเพื่อหลบหนี”

ทำให้การปลอมตัวใช้ไม่ได้คล่องเหมือนช่วงแรกๆ เมื่อเวลานัดมาถึงไพฑูรย์จึงออกจากโรงแรมที่พักอยู่เดิมมาพักโรงแรมรถไฟเพื่อสะดวกแก่การเดินทางและตรวจเช็คเวลา โรงแรมรถไฟสมัยนั้นทันสมัยไม่น้อยแต่ก็สู้โรงแรมเอกชนไม่ได้คนที่มาพักส่วนใหญ่เป็นพวกเซลล์แมนพ่อค้าที่มาตรวจการณ์ตลาด และคนทั่วไปที่มีฐานะปานกลาง

ไพฑูรย์บอกว่าพอออกจากโรงแรมเดิมตำรวจก็เอาหมายจับไปสอบถามที่โรงแรมเคราะห์ดีที่แปลงโฉมจึงไม่มีใครจำได้

ไพฑูรย์เลือกปลอมตัวเป็นเถ้าแก่คนจีนอมโรค ไอแค็กๆ ออกจากโรงแรมโดยลงชื่อเช็คเอาต์เมื่อมีการตรวจข้าวของเรียบร้อย แล้วจึงแปลงโฉมในห้องน้ำ ไพฑูรย์บอกว่าแปลงโฉมเป็นคนจีนอะไรก็เหมือนหมดยกเว้นนัยน์ตาที่คนไทยมีตาสองชั้นคนจีนตาชั้นเดียวที่ต้องแปลงเป็นคนจีนอมโรคไอแค็กๆ เพราะไม่มีใครอยากเข้าใกล้พราะเกรงว่าไอ้เสียงไอแค็กๆจะมีเชื้อวัณโรคปะปนออกมาด้วย

หลายหนที่ตำรวจท้องที่เดินเฉียดมาใกล้ ไพฑูรย์ดึงปีกหมวกลงหลุบหน้า เอามือป้องปากไอแค็กๆ ตำรวจจึงเดินผ่านไป

รถไฟเสียเวลาครึ่งชั่วโมงเพราะรอหลีก ไพฑูรย์เล่าว่าอากาศร้อนทำให้เหงื่อแตกซิก เหงื่อทำให้เครื่องแต่งหน้าเลอะได้ง่ายแถมกาวก็จะลื่น ไพฑูรย์บอกว่าเวลาผ่านไปสุดแสนทรมานหนวดเคราปลอมและคิ้วปลอมเริ่มทำให้มีอาการคันยิบๆ จนต้องจาม การจามทำให้กาวที่ชุ่มเหงื่อเลื่อนหลุดได้ และกาวพวกนี้ถ้าหลุดแล้วละก็หากไม่เติมกาวใหม่เป็นอันใช้ไม่ได้

เสียงทางสถานีประกาศให้รู้ว่ารถไฟกำลังจะเข้าเทียบ ปรากฏว่าไพฑูรย์จามอุตลุตทำให้หนวดเคราที่ติดไว้เคลื่อนต้องเอามือช่วยประคองวุ่นวาย เคราะห์ดีที่วันนี้ทากาวเผื่อไว้เป็นพิเศษจึงดันกลับเข้าที่ได้ไม่ยาก

“อาแป๊ะ ลื้อถอยไปทางโน้นได้ไหม ผู้โดยสารเขาบอกว่ากลัวจะติดวัณโรคจากลื้อ”

ตำรวจรถไฟเดินมาหยุดพูดกับไพฑูรย์อย่างไม่ได้ตั้งตัว ทำให้ไพฑูรย์ต้องรีบตั้งสติ ก่อนจะดัดเสียงตอบ

“หม่ายน่ออาหมาต๋า(ตำรวจ) อั๊วได้เป็งวันละโลกน่อซาเหลกมังติกคอน่อ ต้องอายให้ซาเหลกหลุก อั๊วจาปายรกไฟเที่ยวนี้แหละอาหมาต๋า อั๊วจะไปน่างที่อื่ง คาก ทุด”

“ไปไหนก็ไปเลยไป ยังจะมาขากขากทุดลงพื้นอีกไอ้นี่ไม่เข้าท่า”

ไพฑูรย์ลุกลี้ลุกลนลุกจากม้านั่ง รีบเดินไปรอรถไฟ คิดในใจว่า เกือบไปถ้าไม่นิ่งอาจจบเห่ตรงนี้แหละ รถไฟมาเทียบสถานีหัวหินพอดี ไพฑูรย์เดินขึ้นไปหาที่นั่งในชั้น2 โดยเดินหาเจ้าอำไพโดยมิได้ระวัง หนวดปลอมหลุดเหลือแต่เครา พอรู้สึกโล่งจึงเอามือคลำแล้วรีบเอามือบังไว้เดินก้มหน้าสายตามองหาเจ้าอำไพก็เห็นนั่งหลับนกจึงเดินเข้าไปหา เอามือสะกิดไหล่เจ้าอำไพ เจ้าอำไพลืมตาพอเห็นตาแป๊ะแก่ๆมาสะกิดก็ไม่พอใจ

“ไอ้แป๊ะนี่มาสะกิดทำไมวะ คนจะนอนไปไหนก็ไปเดี๋ยว พ้อด”

“ไอ๊ย่า ๆ ซี้อ้า”

“เอะอะอยู่ได้โว้ย เอาซะดีไหมนี่”

“อำไพนี่เปีย”

เจ้าอำไพจ้องมองดูครู่หนึ่งจึงหัวเราะพูดกับไพฑูรย์ด้วยอารมณ์ขันปนทุเรศ

“ปลอมเป็นตาแป๊ะอมโรคสิ้นคิดแล้วหรือเปีย”

“รอดมาได้ก็ตาแป๊ะนี่แหละมึง”

ยกกระเป๋าวางไว้บนชั้นเดินกลับไปที่ห้องน้ำดึงหนวดเคราปลอมทิ้งลงหน้าต่าง ล้างเอากาวและสีออกด้วยครีมที่เตรียมมาแปลงโฉมอีกครั้งเดินกลับไปนั่งหลับคู่กับเจ้าอำไพจนถึงปลายทางที่สุราษฎร์ธานีอย่างปลอดภัยรอดมาได้อีกครั้งหนึ่ง

ใส่ความเห็น