◎ศึกดวลหมัดนักชกจากซานตง◎

ศึกดวลหมัดนักชกจากซานตง ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

ไพฑูรย์ยอมรับว่า แม่ดอกเหมยที่รักเป็นหญิงชาวจีนที่เขารักที่สุด แม้จะไม่อาจออกหน้าออกตาด้วยว่ากำแพงประเพณีกั้นขวาง คนจีนสมัยโน้นรังเกียจคนไทยคิดว่าขี้เกียจ ค้าขายไม่เป็นชอบเป็นขุนนางข้าราชการ คนไทยฐานะด้อยกว่าเมื่อเทียบกันโดยรวม ที่สำคัญคนจีนมักให้ลูกหลานแต่งงานกับคนจีนด้วยกัน

แม่ดอกเหมยเป็นหัวหน้าอั้งยี่ แม้ว่าไพฑูรย์จะมีตำแหน่งเป็นผู้คุมกฏและหัวหน้าสมุนอั้งยี่แต่เมื่อเทียบกับแม่ดอกเหมยแล้วจะแต่งงานหรือสนิทกันไม่ได้เพราะอยู่ในฐานะนายกับบ่าว แต่แม่ดอกเหมยที่รักดอกนี้เมตตาทอดกิ่งลงมาให้ไพฑูรย์เชยชมด้วยความพอใจในความเป็นชายชาตรีที่เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเธอ แต่หลังจากที่เธอกลับแผ่นดินใหญ่แล้วก็ไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย

ปฏิบัติการสุดท้ายก่อนที่เธอจะกลับแผ่นดินใหญ่คือการต่อสู้กับ ตัน ฟาเซิน นักชกจากซานตง ที่มีเพลงหมัดพิสดารสะท้านภพ อันเป็นอมตะมาจนทุกวันนี้ ตอนนั้นไพฑูรย์อยู่กับพี่เสงี่ยมที่นางเลิ้ง คนจากแม่ดอกเหมยนำเทียบมาเชิญให้ไปพบ

“อั๊วได้ยินมาว่านักชกจากซานตงที่ชื่อ ตัน ฟาเซิน มีหมัดพิสดารน่าเกรงขาม ไม่เกี่ยงที่จะสู้กับอาวุธทุกรูปแบบ อยากให้เปียช่วยดูหน่อยว่าพิสดารเป็นอย่างใด ตัน ฟาเซิน จะซ้อมที่ลานหน้าวัดเล่งเน่ยยี่ เพราะอาตันขอท้าประลองกับอั๊ว อีต้องการล้มอั๊วเพื่อครองพื้นที่แทน”

ตัน ฟาเซิน เป็นชายวัยกลางคนใบหน้าแดงด้วยเลือดฝาดดวงตาเล็กหยีที่เรียกว่าตาปลาดุกคนแบบนี้ท่านเรียกว่าคดในข้อ งอในกระดูก ไม่ซื้อสัตย์

วัดเล่งเน่ยยี่มีพระหลายรูปที่มีฝีมือทางมวยจีนไม่เป็นรองใคร แถมยังเขียนฮู้ให้เกิดความคงกระพันชาตรี หรือผ้าแพรเขียวที่เขียนฮู้ไปกดบนบาดแผลที่ถูกฟันหรือแทง เลือดจะหยุดไหลทันที

เมื่อได้เวลา เจ้าอาวาสเข้ามานั่งเป็นประธานชมการแสดงมวยเสียงตวาดก้องดังมาจากด้านหลังเสาประตูทางเข้าวัด ร่างของตันละลิ่วมาในอากาศม้วนตัวยืนกับพื้นอย่างมั่นคง สองมือประสานคารวะเจ้าอาวาสและผู้มาชมการรำมวยก่อนกล่าวว่า

“ขอคารวะท่านเจ้าอาวาสวัดเล่งเน่ยยี่ และพี่น้องชาวบู๊ลิ้มทุกคน อั๊วแซ่ตัน ชื่อฟาเซินจากซานตง มวยพิสดารสะท้านภพเป็นเพลงหมัดตระกูลเกา แต่ขาดผู้สืบทอด เกา หยวนถิง จึงประกาศรับศิษย์ อั๊วผ่านการทดสอบจึงได้เป็นผู้สืบทอดวิชามวยจนบัดนี้ที่มาเมืองไทยคราวนี้ก็เพื่อทดสอบวิชาการรำมวย หากมีสิ่งใดผิดพลาดโปรดช่วยชี้แนะด้วย บัดนี้ขอเชิญชมเพลงมวยหมัดพิสดาร”

ตัน ฟาเซิน เริ่มอุ่นร่างกายด้วยท่าพื้นของมวยจีนจากนั้นจึงเริ่มเข้าหมัดพิสดาร แม่ดอกเหมยอธิบายให้ฟังถึงท่ามวยต่างๆ ก่อนจะสรุปว่าเป็นมวยต้นรากเดิมของวัดเส้าหลินใต้ ต่อมาได้ถ่ายทอดออกไปสู่ชาวบ้าน ผสมกับมวยตระกูลต่างๆจนเป็นมวยตระกูลเกาที่พิสดารสะท้านภพ

เมื่อกลับถึงสำนัก แม่ดอกเหมยจึงถามความคิดเห็นของไพฑูรย์ทันที

“ในฐานะที่ได้ปะฝีมือกับนักบู๊มาหลายรูปแบบ อี๊วเห็นว่ามวยของอาตันต้องการหวังผลให้เกิดการแพ้ชนะโดยเร็ว เพราอั๊วเห็นประกายตาของอาตันแล้วมีแต่ความโหด หากลื้อเข้าต่อสู้จะต้องระวังการบุกต่อเนื่องแบบคลื่นกระแทกเข้าหาฝั่ง หากลื้อรับไม่ได้จะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ อั๊วเชื่อว่าอาตันจะฆ่าลื้อแน่นอน แต่ทำไมอาตันจึงเลือกทดสอบกับลื้อ อั๊วไม่เข้าใจ”

“อาตันเป็นญาติกับคนที่ลื้อเคยฆ่า พวกมันล้มลื้อไม่ได้จึงหันมาหาอั๊ว แต่อั๊วไม่เคยกลัว วันที่อั๊วเริ่มจับอาวุธเตี่ยอั๊วก็บอกแล้วว่า ไม่เสียดายเลยที่อั๊วเกิดมาเป็นหญิง อั๊วใจกล้าเหมือนผู้ชาย เตี่ยฝึกอาวุธประจำตระกูลให้ทุกอย่าง เมื่อเตี่ยตาย อั๊วก็เป็นหัวหน้าคณะอั้งยี่ แก้แค้นแทนเตี่ยครั้งนี้หากอั๊วพลาด ลื้อช่วยแก้แค้นให้อั๊วด้วยก็แล้วกัน”

น้ำเสียงของแม่ดอกเหมยแสดงถึงความหนักใจที่จะต้องสู้กับคู่ต่อสู้ที่มิอาจคาดเดาฝีมือได้ ไพฑูรย์จึงปลอบใจว่า

“คนเราเกิดมาต้องตายทุกคน ตายแบบนักสู้ในสังเวียนนับว่ามีเกียรติที่สุด อั๊วอยากลงสู้แทนลื้อ แต่ติดที่ว่าจะเป็นการละเมิดกฎ ไม่งั้นอั๊วจะเอาชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อตอบแทนความรักที่ลื้อมีต่ออั๊ว”

ไพฑูรย์นึกถึงคำพูดของแม่ดอกเหมยที่ว่าอาตันเป็นญาติกับคนที่เขาฆ่าตายในศึกอั้งยี้ อาตันต้องการล้มแม่ดอกเหมยเพื่อให้เขาเจ็บปวด ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาจะปล่อยให้แม่ดอกเหมยมารับความเจ็บปวดแทนเขาไม่ได้ จะทำอย่างไรต้องคิดให้รอบคอบ

ที่สุดไพฑูรย์ก็คิดตก ระหว่างชีวิตตัวเองกับแม่ดอกเหมยเขายอมสละได้ จึงจ้างชาวจีนที่เป็นอาลักษณ์เขียนเทียบท้าประลองกับ ตัน ฟาเซิน

“ถึงฟาเซิน เจ้าแห่งมวยพิสดารสะท้านภพ อั๊วไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม อดีตผู้พิทักษ์กฎคณะอั้งยี่ การที่ลื้อจะไปแก้แค้นกับหัวหน้าสำนักของอั๊วที่เป็นหญิง ลื้อมันเป็นสุนัขซ่อนหัวอยู่หว่างขา แน่จริงอั๊วขอท้าลื้อสู้ ลื้อใช้หมัดของลื้อ อั๊วจะใช้มวยไทย หากแน่จริงก็นัดวันมาได้เลย”

3 วันต่อมา จดหมายรับคำท้าก็มาถึง สถานที่จัดการประลอง ทางตัน ฟาเซิน นัดที่ลานกว้างในวัดญวนตลาดน้อย ที่อยู่นอกเขตอั้งยี่ ไพฑูรย์แต่งตัวด้วยชุดผู้คุมกฎ ด้านบนเปลือยเปล่าสวมกางเกงที่มีสายรัดที่ข้อเท้ามากับเพื่อนรักร่วมแก๊ง ซึ่งเขาสั่งไว้ว่าหากพลาดพลั้งก็ขออย่าได้คิดแก้แค้น ด้วยเป็นกฎของการประลอง

ตัน ฟาเซิน รออยู่แล้วมีสมุนจากอั้งยี่ คณะซากิมแซ มาให้กำลังใจ เมื่อเข้าถึงลานประลอง ตัน ฟาเซินลุกขึ้นมาต้อนรับและทักทาย

“ยินดีที่จะได้รับมือมวยสยาม ที่เล่าลือว่าเป็นยอด ขอบอกก่อนว่าการประลองไม่มีคำว่าปรานี หากใครพลาดถือว่าหมดฝีมือ ก็ไม่สมควรอยู่ดูหน้าผู้อื่นต่อไป”

“การประลองถือเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ไม่ถือว่าเป็นการมีฝีมือหรือไม่มีฝีมือ เป็นการเผยแพร่วิชาการต่อสู้ให้แพร่หลายออกไป มีสิ่งหนึ่งที่ต้องขอติง นั่นคือลื้อบีบให้หัวหน้าคณะของอั๊วพิสูจน์ฝีมือกับลื้อ ทั้งที่บุญคุณความแค้นมันอยู่กับอั๊ว ไม่ใช่หัวหน้าคณะ”

“ลื้อไม่รู้ข้อเท็จจริง อั๊วท้าประลองกับลื้อ แต่เจ้าสำนักลื้อบอกขอรับมืออั๊วเอง”

ไพฑูรย์จึงได้รู้ว่าแม่ดอกเหมยเอาชีวิตตัวเองเข้าประลองเพื่อป้องกันชีวิตของตน น้ำตาคลอเบ้าด้วยความสงสาร เมื่ออาตันส่งสัญญาณ ไพฑูรย์จึงออกมารำมวยไหว้ครู รำลึกถึงครูบาอาจารย์ก่อนออกไปประจันหน้ากับ ตัน ฟาเซิน

ค้อมศีรษารวะกันก่อนเริ่มการต่อสู้ อาตันพุ่งเข้าเตะกราดด้วยเท้าไพฑูรย์ฉากหลบยกมือขึ้นป้องกัน อาตันเตะกลับหลังเหมือนที่คาด ไพฑูรย์จึงถอยออกด้านหลังพ้นไปได้

เพื่อให้การออกอาวุธของอาตันเพลาลง ไพฑูรย์จึงพลิกตัวกลับเตะแบบ”เถรกวาดลาน”ตัดที่ขาพับ อาตันลอยตัวพ้นไปได้หวุดหวิดไพฑูรย์เตะเป็นชุดสลับซ้ายขวาเพื่อมิให้ตั้งตัว อาตันถอยร่นไปรอบๆ

ทันใดนั้น อาตันลอยตัวขึ้นจากพื้น เตะเข้าหาก้านคอไพฑูรย์ที่ไม่ทันระวังตัว สัญชาตญาณระวังภัยทำให้เบี่ยงตัวหลบแต่ไม่วายถูกปลายเท้าเฉี่ยวเข้าที่กกหูถึงกับเอียงไปข้างหนึ่ง สมุนของซากิมแซเป่าปากกระทืบเท้าเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

กลับเข้ามาเผชิญหน้ากันอีกครั้ง ไพฑูรย์จรดหมัดแบบมวยไทย อาตันจรดหมัดแบบจีนต่างดูชั้นเชิงกันไพฑูรย์คาดไว้ไม่ผิดอาตันเป็นมวยรุกและรุนแรงต้องการให้การต่อสู้จบเร็ว

เมื่อได้จังหวะก็ชกหมัดเป็นชุดติดต่อกันครอบคลุมไปทั่วร่าง ไพฑูรย์เต้นไปมาเพื่อหลบและเตะสวนทำลายจังหวะ ทำให้การชกของอาตันไม่เป็นระลอกเหมือนเคลื่อนกระแทกหิน

เมื่ออาตันเกิดอาการเหนื่อย ไพฑูรย์จึงเดินเข้าหาเตะสกัดตัดต้นแขนดังฉาดๆ แต่ไม่แสดงอาการขัด หรือเดาะ แถมยังชกสวนเข้าหาจนไพฑูรย์ต้องถอยออกมา ยกนี้ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ

การต่อสู้ดำเนินไปต่างฝ่ายต่างทำอะไรกันไม่ได้ นอกจากจะบาดเจ็บบ้างเล็กๆน้อยๆ ทั้งคู่หอบด้วยความเหนื่อย อาตันยกมือขึ้นเป็นสัญญาณหยุดพัก

หม่อมหลวงกำมะลอบอกว่า “นายน่าจะรีบจบการต่อสู้ เพราะยิ่งยืดเยื้อจะยิ่งเสียเปรียบ”

“รู้แล้วล่ะเพื่อน ฉันมองเห็นเป็นจุดด้อยจุดเด่นของเจ้าตันมันแล้ว ครานี้ละเป็นไม่พลาด”

อาตันให้สัญญาณต่อสู้ไพฑูรย์ออกไปจรดมวยใหม่ คราวนี้จรดมวยกว้างเพื่อให้อาตันชะล่าใจ อาตันใช้เพลงมวยกับเพลงเตะสลับกัน วางการเตะและชกแคบลงบีบให้ถอยไม่ออก นั่นคือสิ่งที่ไพฑูรย์ต้องการ เพราะมวยไทยเป็นมวยอาวุธรอบตัวแต่จำกัดที่ว่าการต่อสู้จะเป็นเพียงวงเท่ากับปลายเท้าของตัวเองและคู่ต่อสู้ ยิ่งวงแคบเรายิ่งมีพิษสงรอบตัว

เมื่ออาตันชกด้วยหมัดตรงด้านซ้าย ไพฑูรย์ก็ปัดด้วยขวา แต่น้ำหนักหมักที่ชกเข้ามามันรุนแรงจนทำให้สะท้านไปทั้งแขน

ไพฑูรย์จึงถีบซ้ายสกัดแบบ “มอญยันหลัก” แรงถีบทำให้อาตันชะงัก ไพฑูรย์เตะสวนเข้าให้ อาตันพลิกตัวหลบจึงเตะถากไป แต่ศอกขวาของไพฑูรย์ขวิดตูมตรงช่องว่าง

ปลายศอกกระแทกหางคิ้วของอาตันดังสนั่น เปิดแผลกว้างขึ้นทันที แทนที่จะได้เปรียบ อาตันกลับเตะจากบนลงล่างแบบการกดส้นเท้าลงมาตรงไหล่ของไพฑูรย์ดังพลั่ก ความแรงทำให้เจ็บแปลบที่ไหล่ซ้ายต้องถอยออกมา

อาตันคำรามลั่นเมื่อเห็นเลือดของตัว ประกายตาอำมหิตเปล่งแววออกมาทันที หมัดและเท้าบุกเข้าหาแบบไม่ให้ตั้งตัว ไพฑูรย์หลบหลีกเป็นพัลวัน ก่อนลอยตัวใช้เท้าซ้ายเหยียบหัวเข่าขวาของอาตัน ใช้ศอกขวาตำลงที่กลางกระหม่อมของอาตัน ร้องในใจว่า
“ขุนกระบี่นั่งแท่นแพ่นตรีพระราม” ใครโดนแม่ไม้นี้เข้าไม่ตายก็สลบ

ไพฑูรย์ใช้แรงสองในสามเพื่อให้เกิดผลเพียงบาดเจ็บ เพราะนิยมในความเป็นลูกผู้ชายของอาตัน พอไพฑูรย์กระโดดลงมา ร่างของอาตันก็คุกเข่าลงกับพื้นตาลอยด้วยฤทธิ์ศอก ถ้าไพฑูรย์ซ้ำอาตันก็ตาย แต่เขากลับเดินไหล่เอียงเข้าไปประคองร่างอาตัน นวดต้นคอให้จนเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้ง สายตาที่มองไพฑูรย์ไม่มีความแค้นเหลืออยู่ มีแต่ความชื่นชมกล่าวว่า

“อั๊วประจักษ์แล้วว่าลื้อเป็นลูกผู้ชายแท้ สิ่งที่ญาติผู้ตายบอกกับอั๊วเป็นเรื่องโกหก บอกว่าลื้อเอาเปรียบและฆ่าญาติของเขาอย่างเลือดเย็น อั๊วจึงเดินทางมาจากซานตงมาเพื่อแก้แค้นและรับเงินค่าเหนื่อยตอนนี้อั๊วรู้ความจริงแล้ว อั๊วจะคลายจุดให้ ไหล่ลื้อเอียงไปข้างหนึ่งแล้ว เพลงเตะที่ลื้อเจอเรียกว่าง้าวพันชั่งทลายศิลาแกร่งลื้อพลิกหลบได้ไม่โดนจังๆ แต่พิษของมันทำให้กล้ามเนื้อไหล่ลื้อใช้การไม่ได้จนกว่าอั๊วจะคลายจุดให้”

อาตันให้ไพฑูรย์ยืนหันหน้าให้ ใช้หมัดต่อยลงไปที่ใต้ไหล่ข้างที่เอียงจนขยับขึ้นมาตามเดิม ทั้งหมดกล่าวอำลาแล้วเดินทางกลับ อาตันยุติการท้าประลองกับแม่ดอกเหมยและกลับซานตง

*ภาพประกอบต่างๆเป็นเพียงภาพที่แอดมินหามาประกอบเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องแต่อย่างใดนะครับ*

ฉบับนี้ขอมอบคาถา”พญายูงทอง” เป็นสุดยอดแคล้วคลาดที่สุดในคาถาทั้งปวง ให้ว่าดังนี้ “นะโมวิมุตติยา นะโมวิมุตตานัง”

เมื่อเข้าที่คับขันให้ภาวนาให้ขึ้นใจ ลูกปืน ลูกธนูมาเป็นห่าฝนก็ไม่ต้องร่างกาย เดินทางภาวนาไว้แคล้วคลาดอันตรายทั้งปวง เป็นที่เมตตาของคนทั่วไปเหมือนเมื่อพญานกยูงทองพระโพธิสัตว์เป็นที่ต้องการของพระเจ้าพรหมทัตนั่นแล….พระคาถาบทนี้รู้สึกแอดมินจะเคยลงไว้ในตอนต้นๆเพจไม่ตอนใดก็ตอนหนึ่ง แต่สำหรับตอนนี้เป็นพระคาถาที่อาจารย์ไพฑูรย์ ท่านต้องการมอบไว้ให้ผู้ที่ติดตามในผลงานของท่านได้ ใช้ป้องกันตัว หากท่านใดศรัทธาจะขอประสิทธิ์กับท่านก็ได้นะครับ การขอประสิทธิ์ก็ไม่ยากสามารถกระทำได้ตามนี้เลยครับ

ใส่ความเห็น