◎สิงโตหินเยือนถิ่นเสือสุพรรณ◎ ตอน๑

◎สิงโตหินเยือนถิ่นเสือสุพรรณ◎ ตอน๑ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ไพฑูรย์เล่าการหนีและการพรางตัวบางครั้งจำต้องใช้ความอดทนสูงเพราะหมดที่ไปจริงๆ ด้วยการแหกคุกที่เพิ่มขึ้น นอกจากโทษจากทางการบ้านเมืองแล้วยังต้องพบกับทัณฑ์ทารุณหากถูกจับกลับเข้าบางขวางอีกครั้ง การหนีคราวนี้เป็นการหนีครั้งที่ 2 จะหาที่หลบไม่ได้อีกแล้วเพราะตำรวจสกัดทุกทิศ

จะกบดานในกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้อีกด้วยเบาะแสอันเกิดจากการตีพิมพ์ภาพในหนังสือพิมพ์เป็นเครื่องยืนยันว่าเสือไพฑูรย์หน้าตาเป็นอย่างนี้ จะแต่งหน้าพรางก็ลำบากเพราะเครื่องแต่งหน้าและเครื่องปลอมหน้าหาได้ลำบากเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เส้นทางการค้าระหว่างยุโรป แอฟริกา อเมริกา เอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกเรือดำน้ำของเยอรมันที่เรียกกันว่า เรือ-อู” คอยยิงด้วยตอร์ปิโดอับปางกลางมหาสมุทร

ครั้นเมื่อญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ทำให้สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามภาคพื้นแปซิฟิกกับญี่ปุ่น สินค้าจากสหรัฐฯที่เคยมีมาขายในประเทศไทยโดยเฉพาะเครื่องแต่งหน้าและอุปกรณ์แปลงโฉมขาดตลาด มีอยู่ก็กับคณะละครเวทีเท่านั้นที่เก็บไว้มากเพราะเกี่ยวกับอาชีพการแสดงละครเป็นหลัก

ไพฑูรย์หลบหนีไปที่สุพรรณบุรี ในเขตปกครองของเสือฝ้าย ขุนโจรใหญ่ที่มีลูกน้องฝีมือดีมากมาย มีเสือดำ เสือใบ เสือมเหศวร สามเสือหนุ่มที่มีความจัดเจนเรื่องการใช้ปืนและคาถาอาคม เป็นที่หนักใจของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปราม

ไพฑูรย์พเนจรไปแบบค่ำไหนนอนนั่น ที่ไหนมีงานให้ทำก็ทำเท่าที่จะทำได้เพื่อให้มีข้าวกินมีที่ซุกหัวนอน มีเงินไว้ใช้บ้าง อยู่ที่ไหนไม่นานอย่างมากแค่ 3 เดือนก็ย้ายไปเพราะเกรงตำรวจจะรู้แกวและย้อนรอยมาดักจับ โรงสีไฟของนายช้วนอยู่ที่ศรีประจันเป็นพ่อค้าคนไทยที่รับซื้อข้าวแข่งกับเถ้าแก่โรงสีที่เป็นคนจีน โดยถือนโยบายว่า

“ไม่คดในข้อ ไม่งอในกระดูก ไม่กดราคา ไม่แทะกระดูกชาวนา”

เพราะสมัยนั้นพ่อค้าโรงสีที่เป็นคนจีนโกงทุกอย่าง โกงตาชั่ง โกงเวลาสีข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสารกดราคาซื้ออ้างโน่นอ้างนี่สารพัด

นายช้วนถือว่าซื้อในราคาปกติไม่กดราคาก็ได้กำไรพออยู่แล้ว จึงซื้อข้าวจากชาวนาด้วยราคาที่แพงกว่าเถ้าแก่โรงสีคนจีนทำให้ชาวนาไม่ยอมขายข้าวให้กับพ่อค้าคนจีน รอนายช้วนไปซื้อ

นายช้วนถือว่าคนดีผีคุ้มจึงออกซื้อข้าวข้ามเขตด้วยเห็นว่าชาวนาถูกกดราคา เป็นเหตุให้เถ้าแก่โรงสีคนจีนต้องยอมซื้อข้าวในราคาเดียวกับนายช้วน ในจำนวนนั้นมีเถ้าแก่กิมไป๊ที่เป็นหัวเรือใหญ่ของพ่อค้าข้าวของจีน ถึงกับประกาศกลางวงชุมนุมเถ้าแก่โรงสีชาวจีนว่า

“ไอ้ช้วน ไอ้ฉิกหาย มันทำให้พวกเราเจ๊ง แต่ก่อนพวกเรากดราคาได้กำไรเกวียนละหลายสตางค์ แต่ไอ้ช้วนมันมาซื้อราคาดีกว่าทำให้ชาวนาไม่ยอมขายข้าวให้พวกเรา จึงจำต้องซื้อในราคาเดียวกับไอ้ช้วน ไอ้หย่าอั๊วช้ำ ต้องให้มันซี้จึงจะลี”

นายช้วนแกมีมือปืนคุ้มกันอยู่สองคน ชื่อเปล่ง กับปลื้ม เป็นมือปืนฝาแฝด ฝีมือยิงปืนเฉียบขาด ใจถึง ยอมแม้เอาตัวบังนายช้วน ยอมตายก่อน นายช้วนรักเหมือนลูกชายในไส้ของแก ไปไหนไปด้วยกัน

นายช้วนแกเป็นอดีตมหาเปรียญเก่าแต่สึกออกมาแต่งงานกับลูกสาวเจ้าของโรงสีและได้บริหารกิจการโรงสีต่อจากพ่อตา ไม่ยอมพกปืน ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ถือว่าคนดีผีคุ้ม ที่ตลาดศรีประจันไพฑูรย์รับจ้างขับรถโดยสารวิ่งระหว่างศรีประจันกับบ้านลาดสิงห์

ขับรถอาทิตย์ละ 6 วัน หยุด 1 วัน แล้วแต่จะเลือกหยุด ไพฑูรย์ตัดผมเกรียน ใช้กรรไกรซอยขนคิ้ว ติดหนวดปลอมอันเป็นเครื่องพรางหน้าที่มีอยู่เป็นชิ้นสุดท้าย วันหยุดไพฑูรย์ไปนั่งกินข้าวแกงหาบ

ไพฑูรย์ว่าข้าวแกงหาบมีอาหารอยู่ไม่กี่อย่างแต่อร่อยหอมเครื่องแกงเป็นอย่างยิ่งอร่อยกว่าข้าวแกงร้าน อีกอย่างหนึ่งแม่ค้าที่หาบข้าวแกงมาขายเป็นสาวสวยมาขายแทนแม่ที่เดินตามถือกระแป๋งสำหรับหาน้ำใส่ไว้ล้างชาม

สมัยนั้นไม่มีถุงพลาสติกหากไม่ล้อมหาบนั่งกินหรือสั่งไปกินที่ร้านจะเอากลับไปบ้านไม่ได้ นอกจากจะมีอวยมาซื้อ สาวจิตรมีหน้าตาดี มีชายหนุ่มและชายแก่มาจีบแม่ค้าคนสวยกันไม่ได้ขาดแต่เธอก็มิได้เล่นหูเล่นตากับใครเป็นพิเศษ แต่กับไพฑูรย์แล้วถูกชะตาเธอก็รักษามารยาทด้วยเกรงว่าจะขาดลูกค้าประจำไป

ปืนพกประจำตัวสองกระบอกไพฑูรย์ใส่ไว้ในย่ามสะพายติดตัวไปด้วยเพราะหากทิ้งในห้องพักเกิดมีมือดีมาดอดขโมยจะยุ่งกันใหญ่เพราะเสือคนหากขาดเขี้ยวเล็บคือปืนประจำกายแล้วละก็คำรามไม่ออกเป็นแน่

สายวันนั้นมีนักเลงดีมาจับมือถือแขนสาวจิตร แต่เธอสะบัดแล้วพูดจาดีๆว่า อย่ามาลามปามเพราะเธอเป็นแม่ค้าขายของฐานะไม่ดีก็จริงแต่จะมาจับมือถือแขนกันแบบไม่เกรงใจก็จะหาว่าไม่เกรงใจก็แล้วกัน

ไพฑูรย์เดินเข้ามาสั่งข้าวแกงเห็นเข้าพอดีจึงเข้าไปยืนยกมือไหว้ชายคนที่ไว้หนวดเขี้ยว สักยันต์เต็มตัว ที่คนในตลาดรู้จักดีว่าคือ “นายสิงห์หนังกระบือ” เพราะลายสักตามตัวหลวงพ่ออิ่มวัดหัวเขาเป็นผู้สักให้เรื่องคงกระพันชาตรีแล้วกินนายสิงห์ไม่ได้ก็แล้วกัน

“พี่สิงห์ น้องจิตรแกเป็นสาวแล้วพี่ไปจับมือถือแขนแกๆก็ตกใจ อย่าไปถือสาแกเลย เลิกแล้วต่อกันนะพี่สิงห์นะ”

“อ๋าว ไอ้นี่วอนซะแล้วเว้ยเฮ้ย มึงเป็นผัวมันรึจึงเสือกกบาลมาขวางทาง กูจะทำอะไรก็ได้ที่กูพอใจ มึงไม่เกี่ยวออกไปก่อนที่หนวดกูจะกระดิก ใครๆก็รู้ว่าคนที่ทำให้หนวดกูกระดิกได้ผลอยางไร”

“พี่สิงห์นี่พูดมากปากหมาจริงๆ น้องจิตรเขาเป็นสาวเป็นแส้ พูดอย่างนี้ได้อย่างไรไอ้สิงห์ ทุด เรียกพี่ก็เสียปาก นักเลงอย่างนี้มันเสียเกียรตินักเลงโว้ย”

ไพฑูรย์รู้แม่ไม้อยู่แล้ว พอหลบจังหวะหนึ่งแล้วถอยหลังออกไปสองก้าว ไม้ตะพดที่ตีซ้อนเลยพลาดเป้าหวดอากาศ จนตัวถลำไปข้างหน้า

ไพฑูรย์ดีดแข้งตันๆเข้าหาชายโครงอ่อนซี่สุดท้ายที่เรียกว่าสวาบเสียงดังบึบเหมือนเสียงย่ำกลองเพล ความจุกเสียดแทงขึ้นไปที่ลิ้นปี่สุดที่จะทน นายสิงห์ส่งเสียงอ้วกดังโอ้ก เศษอาหารในกระเพาะอาหารพุ่งออกมาทางปาก ไม้ตะพดหลุดมือ มือสองข้างลดมากุมที่พุงกะทิก้นเตี้ยหงายหลังผลึ่งหมดสภาพ

บรรดาชาวศรีประจันมุงตบมือกระทืบเท้าด้วยความสะใจ เพราะนายสิงห์หนังกระบือแกเกะกะระรานผู้คนไปทั่วเพราะถือว่าหนังดี คราวนี้เจอนักเลงเตะทีเดียวจอดป้าย

ไพฑูรย์เข้าไปประคองพยุงให้ลุกขึ้นแล้วพูดกับนายสิงห์ว่า

“ขอโทษทีเถอะพี่สิงห์ที่ล่วงเกิน แต่ถ้าไม่ป้องกันตัวโดนไม้สองของพี่สิงห์ผมคงไม่รอดนึกว่าอโหสิให้กับน้องเถิด”

นักเลงโบราณเขารู้แพ้รู้ชนะรู้อภัยเหมือนในเพลงกราวกีฬา นายสิงห์บอกให้ไพฑูรย์ช่วยประคองไปนั่งพักพอหายจุกนายสิงห์พูดกับไพฑูรย์ว่า

“เอ็งจะชื่อเรียงสียงใดกูไม่ใส่ใจ แต่กูรักและนับถือน้ำใจเอ็งมาก นี่ถ้าเป็นคนอื่นมันคงกระทืบกูซ้ำทำลายกูจนย่อยยับแต่มึงรักษาชื่อของกูเอาไว้ได้ คนอย่างมึงมันไม่น่าจะมาขับรถประจำทางหรอกว่ะ กูจะหางานให้มึงทำ

เจ้าช้วนพี่ชายข้าเป็นเถ้าแก่โรงสีรับซื้อข้าวเปลือกข้ามถิ่น ไอ้พวกเถ้าแก่ที่เป็นคนจีนเลยกดราคาข้าวเปลือกชาวนาไม่ได้ มันจึงเห็นว่าเจ้าช้วนเป็นศัตรูดีแต่ว่าได้เจ้าเปล่งกับเจ้าปลื้มหลานห่างๆเป็นมือปืนคุ้มกัน หากได้เองไปเป็นคนขับและคุ้มกันเจ้าช้วนก็จะทำให้ข้าอุ่นใจขึ้น

วันนี้เดี๋ยวเอ็งไปบ้านข้าไปกินเหล้าป่ากับต้มข่าไก่บ้านกับใบมะขามอ่อนตำรับย่าศรีประจันสมัยขุนช้างขุนแผนแกจะติดใจ ตัดสินใจตั้งรกรากที่นี่ก็ได้นา”

“ผมชื่อสนิท เป็นคนจรหมอนหมิ่น ค่ำไหนก็นอนนั่นตอนนี้มาได้งานเป็นคนขับรถเมล์จึงหยุดเร่ร่อนแต่ไม่รู้นะว่าจะนานแค่ไหน เพราะผมไม่ชอบอยู่ที่ไหนนานๆ มันเป็นคนที่ตกที่นั่งเทวดาจรครับพี่”

ไพฑูรย์ไปนั่งก๊งสุราป่ากับไก่บ้านต้มข่าใส่ใบมะขาม กับผัดเผ็ดงูเห่าที่เมียนายสิงห์เป็นคนปรุงจนเมานอนค้างที่บ้านของนายสิงห์ ก่อนจะไปขับรถเมล์ต่ออีกเจ็ดวัน

ต่อมาในวันหยุดของไพฑูรย์ นายสิงห์ได้มาพาไปที่โรงสีของนายช้วนพี่ชาย พอพบกันเสียงนายช้วนทักน้องชายดังลั่น

“ได้ข่าวว่ามึงถุกกระทุ้งด้วยแข้งจนรากแตกกลางตลาดใช่ไหมไอ้สิงห์ มือมึงตกลงไปมากว่ะ”

“คนเรามันก็ต้องมีบ้างจะเก่งอะไรตลอดปี แต่มันก็ทำให้ฉันได้พบคนดีมีฝีมือมาให้พี่ใช้คนหนึ่ง โน่น เจ้าสนิทคนนี้แหละทำให้ข้ารากแตก มันเป็นคนขับรถเมล์แต่หน่วยก้านมันไม่น่าจะเป็นคนขับรถเมล์ ถ้าพี่คุยกับมันแล้วถูกใจก็ให้มันลาออกจากบริษัทรถเมล์มาเป็นคนขับรถรับซื้อข้าวเปลือกร่วมกับเจ้าเปล่งกับเจ้าปลื้มมันอีกแรงฉันว่ามันจะปลอดภัยมากขึ้น เพราะได้ข่าวมาว่าเถ้าแก่กิมไป๊มันบอกว่าพี่ไปสร้างความฉิบหายให้มัน ทำให้มันกดราคาข้าวเปลือกไม่ได้ แถมพี่ยังข้ามเขตไปซื้อข้าวเปลือกในถิ่นมันอีกน่ากลัวมันจะคิดร้ายกับพี่”

“ไอ้สิงห์คนเราเกิดมาแล้วต้องตาย แต่เราทำความดีมีหรือที่พระจะไม่คุ้มเรา อีกอย่างพระหูยานหน้ายักษ์ที่พ่อถักลวดแขวนคอที่ตกทอดมาถึงพี่ พี่ว่าพวกมันทำอะไรไม่ได้หรอกน่า แต่เรื่องเจ้าสนิทพี่ไม่ขัด แต่ต้องพบกับเจ้าเปล่งกับเจ้าปลื้มว่าจะพอใจหรือเปล่า คนเราแต่ละคนก็มีศักดิ์ศรีด้วยกันทุกคน มันเป็นคนเก่าแก่ต้องแล้วแต่มัน”

(ตอนจบต้องติดตามกันต่อไปครับ…..)

*นักเลงจริงเมื่อคู่ต่อสู้พลาดพลั้งล้มลงนอนแล้วต้องไม่ซ้ำเด็ดขาด ไม่ทำร้ายรังแกผู้อ่อนแอกว่าตนเอง ไม่ทรนงถือตัวและนับถือนักเลงรุ่นพี่ที่อายุแก่กว่าตนเสมอ นักเลงจริงต้องไม่เที่ยวไปหาเรื่องใครโดยที่ไม่มีสาเหตุ*

ดังคำสุภาษิตโบราณที่ว่า (นักเลงไม่หาญราญนักเลง)

ใส่ความเห็น