◎สิงโตหินเยือนแดนพระรถเมรี◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎สิงโตหินเยือนแดนพระรถเมรี◎ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ไพฑูรย์ย้ำกับผู้เขียนหลายครั้งว่า “พลังจิตมนุษย์นั้นมีอำนาจมากที่สุดเหนือพลังทั้งมวล” ไพฑูรย์เมื่ออยู่ในบางขวางไม่เคยแยแสต่อความตาย เพราะคดีที่ถูกประหารพ่วงด้วยคดีจำคุกอีกมากคดี ทำให้ชีวิตของไพฑูรย์ไม่ว่าอยู่หรือตายล้วนมีความหมายไม่แตกต่างกัน

ฉายาสิงโตหินก็มาจากการวางเฉยไม่เกรงกลัวใคร และไม่รังแกใคร ไม่ใช่ขาใหญ่ แต่นักโทษให้ความเกรงใจ เขียนฎีกาช่วยชีวิตคนไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทน ญาตินักโทษเอาของมาเยี่ยมนักโทษก็เอามาแบ่งให้กินเป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องกรณีพิพาท ไม่ว่าจะเป็นแย่งข้าวกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันนอน เหมือนกับสิงโตหินที่เฝ้าบันไดศาลเจ้าจีน ใยดีกับคนที่ผ่านขึ้นลงเพื่อไปสักการะเจ้า แต่ก็ดูน่าเกรงขามอยู่ในที

หลายครั้งที่จำเป็นต้องป้องกันตัวด้วยการฆ่าฟัน เพราะหากไม่ฆ่าเขาๆก็ฆ่าเรา มันเป็นกฎธรรมดา แต่เรื่องลอบกัดหรือใช้หมาหมู่ไม่เคยอยู่ในความคิดของไพฑูรย์เพราะหลวงพ่อเดิมเมื่อเป็นศิษย์แล้วต้องรับสัจจะต่อไปนี้

ไม่ฆ่าฟันทำร้ายศิษย์สำนักเดียวกัน ถือเป็นมหันตโทษของดีจะไม่คุ้มครองรักษาตัวต่อไป

ไม่พฤติศีลข้อกาเม ไม่เป็นชู้เมียผู้อื่น ไม่ว่าจะกรณีใดๆทั้งสิ้น ดวงดีๆไปดวงร้ายตายโหงทันที

ไม่ข่มเหงรังแกคนที่ไม่มีทางต่อสู้ ดูหมิ่นบุพการีผู้อื่น(ด่าแม่ผู้อื่นปากพล่อย)

หากรักษาสัจจะสามข้อนี้แล้ว หากชะตาไม่ถึงฆาตก็จะมีอันเป็นไป เรื่องนี้คุณพระกล้ากลางสมรท่านคิดสังหารไพฑูรย์ทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ไพฑูรย์ไม่เคยคิดเพื่อรักษาสัจจะที่ให้ไว้กับหลวงพ่อเดิมไว้เท่าชีวิต

ไพฑูรย์ได้ย้อนความหลังเมื่อคราวหลบหนีคดีไปอยู่เมืองพระรถ-เมรี เมืองพระรถเด็กรุ่นหลังไม่รู้จัก ถามปัญหาร้อยทั้งร้อยก็ต้องงง เพราะเมืองพระรถคือ อำเภอ พนัสนิคม ต้นกำเนิดตำนานพระรถที่อุ้มไก่ไปเที่ยว ตีไก่พนันข้าว 12 ห่อ เอาไปเลี้ยงแม่กับป้าอีก 11 คนให้รอดชีวิตมีตำนานเกี่ยวกับพระรถ-เมรีที่ปรากฏเป็นหลักฐาน และที่นับว่าแน่ก็คือ ไก่ชนเมืองพนัสนิคมมีฝีแข้งเป็นเลิศเพราะสืบเชื้อสายมาจากไก่ชนของพระรถนั่นเอง

พนัสนิคมสมัยนั้นเป็นไร่อ้อย มีหลงจู๊ฮงเป็นเจ้าของไร่อ้อย ให้นายหน้าไปกว้านหาคนงานมาจากภาคอีสานมาทำงานในไร่ แล้วกักขังไม่ให้กลับบ้านมียามคอยถือปืนตรวจตราตามจุดเข้าออก

คนงานที่พยายามหลบหนีกลายเป็นปุ๋ยให้ต้นอ้อย ศพแล้วศพเล่า ตำรวจเคยบุกเข้ามาตรวจแต่ก็ต้องปะทะกับกำลังของหลงจู๊ฮง กว่าจะเข้าไปได้ สุดท้ายก็ไม่พบคนงานเพราะถูกอพยพไปแล้ว

ไพฑูรย์หลบไปอยู่กับอดีตนักโทษชายสำราญที่ไพฑูรย์เขียนฎีกาจนได้รับการลดโทษออกมาทำงานเป็นไส้หู้(เสมียน) ของหลงจู๊เต็ง เจ้าของไร่ที่เป็นไร่เปิด ไม่ได้กักขังคนงานทำให้คนงานในไร่ปิดพากันมาพึ่งบารมีของหลงจู๊เต็ง เมื่อมีคนงานหนีมาหลงจู๊เต็งก็จะรับไว้แล้วจ่ายค่าตัวให้กับหลงจู๊ฮง เจ้าพ่อไร่ปิดที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับหลงจู๊เต็ง ที่เคยเรียกหลงจู๊เต็งไปเจรจามาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดหลงจู๊เต็งบอกกับหลงจู๊ฮงว่า

“อาฮงลื้อกับอั๊วมีอาชีพเดียวกันก็จริง แต่ที่นี่เป็นไร่เปิดใครหนีร้อนมาพึ่งเย็นอั๊วก็รับ อั๊วไม่เคยส่งคนไปเกลี้ยกล่อมให้คนงานของลื้อมาอยู่ด้วย พวกเขาหนีมาหาอั๊วๆเมตตาก็รับเอาไว้ อาฮงลื้อควบคุมคนงานราวกับนักโทษติดคุก ทำให้คนงานอีรู้สึกเป็นทุกข์ อีก็เลยหนีมา ทำเป็นไร่เปิดแบบอั๊วก็พอมีกำไรนี่นาอาฮง”

“เก๋าต๋า (พูดหมาหมา) เรื่องไร่ปิดไร่เปิดเป็นเรื่องของอั๊วแต่ที่อั๊วมาหาลื้อวันนี้นะอาเต็ง อั๊วมาขอให้ลื้ออย่าได้ช่วยเหลือพวกคนงานที่มันหนีมาจากไร่อั๊วเพราะถ้าลื้อไม่ช่วย พวกมันก็ไม่รู้จะไปไหน อั๊วก็ตามตัวมันกลับคืนไปทำงานเหมือนเก่า”

“อาฮงอั๊วไม่ใช่เด็กๆ คนงานที่หนีมาแล้วลื้อตามกลับไปลื้อจะทรมานมันจนตาย เพื่อให้คนงานเห็นลื้อเชือดไก่ประชดหมาให้คนงานกลัว อั๊วไม่มีวันทำตามที่ลื้อต้องการเป็นเด็ดขาดอั๊วไม่ปล่อยให้คนที่หนีภัยมาถูกลื้อเอาตัวไปเชือด”

“อาเต็งอั๊วมาวันนี้เพื่อให้ลื้อนึกถึงว่าเราเป็นเพื่อนรักกันมาแต่เด็ก เคยดื่มเหล้าสาบานกันไว้ อย่ารับคนงานที่หนีมาจากไร่ของอั๊ว อั๊วจะตามมันกลับไปเอง”

“เสียใจอั๊วทำไม่ได้อาฮง ป่วยการพูด”

“ถ้าอย่างนั้นน้ำชาถ้วยนี้ อั๊วจะดื่มให้ลื้ออาเต็ง สิ้นน้ำชาถ้วยนี้แล้วอั๊วกับลื้อขาดกัน”

“สำหรับอั๊ว ลื้อยังเป็นเพื่อนของอั๊วเสมอแม้ลื้อจะตัดขาดกับอั๊ว”

หลงจู๊ฮงกลับไปด้วยความหัวเสีย ไพฑูรย์เล่าว่ารู้สึกนิยมชมชอบในตัวหลงจูเต็งว่าเป็นคนดีแต่ก็อดพูดกับสำราญไม่ได้ว่าเป็นห่วงหลงจู๊เต็งเกรงจะถูกสมุนของหลงจู๊ฮงลอบกัด แต่จะพยายามใช้ความสามารถที่มีป้องกันภัยให้กับหลงจู๊เต็งเข้าตัวเมืองพนัสนิคมเพื่อไปเบิกเงินมาจ่ายค่าแรง หรือไปยื่นเช็คขึ้นเงิน ไพฑูรย์จะนั่งประกบหลงจู๊เต็งเพื่อคุ้มครองความปลอดภัย ซึ่งหลงจู๊เต็งได้ให้เงินเป็นค่าตอบแทน

วันนั้นสำราญพาไพฑูรย์ไปหาความสำราญตามประสาผู้ชายที่ตัวเมืองชลบุรี ในซ่องที่เรียกกันว่า “ซ่องเฮียผ่อง” คนเมืองชลฯรุ่นเก่ารู้จักดี หาความสำราญแล้วก็มานั่งดื่มกันที่ร้านอาหารที่มีฝีมือทางด้านกับแกล้มเหล้าลือชื่อ ชื่อ “ร้านโกผ่าย” แม่ครัวกับแกล้มชื่อแม่ตลับฝีมือจัดจ้าน เวลาสั่งกับแกล้มจะต้องสั่งว่า

นายพัน นายร้อย หรือนายสิบ ถ้าเผ็ดธรรมดาก็นายสิบ เผ็ดกลางๆก็นายร้อย ถ้าระดับนายพันเวลาถ่ายรับรองว่าปากทวารหนักแดงโร่ทีเดียว

อาหารขึ้นชื่อของร้านนี้คือ ผัดฉ่า ไม่ว่าจะเป็นปลากะพง หอยเชลล์ หรือปลาหมึก จานเดียวไม่เคยพอ กับผัดเผ็ดหมูป่า หมูป่าแท้ๆล่ามาจากป่าแช่น้ำแข็ง หนังหนาเป็นนิ้ว กินเหนียวหนืดแต่เนื้อหวานอย่าบอกใคร เอาสเต๊กมาแลกก็ไม่ยอม ร้านนี้เขามีกากหมูเจียววันต่อวันมาเป็นเครื่องเคียงกับผัดเผ็ดหมูป่ามันเข้ากันเหมือนปี่กับขลุ่ย

คืนนั้นหลังจากเดินตึงๆออกจากร้านโกผ่ายมาถึงรถจี๊ปก็มีคนมาดักรอพบ พอเห็นหน้านายสำราญก็กรากเข้ามายกมือไหว้

“พี่สำราญผมไอ้ชมไง ผมเคยได้รับความช่วยเหลือจากหลงจู๊เต็งพ้นจากนรก ผมมารอพบพี่สำราญเพราะได้ข่าวมาจากไอ้บุญรอด เพื่อนของผมที่อยู่กับหลงจู๊ฮงว่า พวกมันรวมหัวกันจะฆ่าหลงจู๊เต็ง โดยทำทีเป็นปล้นเงินค่าแรงที่ไปเบิกมาจากธนาคารกลางทาง ทำเป็นพวกปล้นฆ่าตำรวจจะได้ไม่สงสัยมาถึงหลงจู๊ฮงให้พี่สำราญเตือนหลงจู๊ด้วย”

กลับมาถึงไร่อ้อยสำราญปรึกษากับไพฑูรย์เรื่องที่ได้ยินมาไพฑูรย์ให้แง่คิดว่า

“โบราณว่าจิ้งจกทักเขายังไม่ออกเดินทางนี่ คนทักนะสำราญ ผมว่าเราวางแผนรับมือดีกว่า”

“เอาไงก็เอากันผมกับพี่ด้วย”

วันสิ้นเดือนหลงจู๊จะต้องเดินทางไปเบิกเงิน ไพฑูรย์ให้คนสนิทของสำราญขี่จักรยานยนต์พาหลงจู๊เต็งออกเดินทางจากไร่ตอนเที่ยงคืนแบบเงียบๆ ลัดเลาะไปตามไร่ไม่ใช้เส้นทางถนนหลัก ส่วนไพฑูรย์สวมเสื้อผ้าของหลงจู๊เต็งสวมหมวกดึงปีกหมวกมาปิดหน้าสวมแว่นตาดำนั่งรถจี๊ปในที่ที่เคยนั่ง มีสำราญคอยประกบ ส่วนมือปืนคุ้มกันให้ซุ่มไว้รายงานทางถนนหลักเผื่อเหนียว

ไพฑูรย์มีโคลท์ออเมติกขนาด 9 มม. กับปืนลูกซองแฝดที่วางไว้ปลายเท้าอีกหนึ่งกระบอก สำราญมีปืนลูกโม่ สมิธ แอนด์ เวสสัน ลำกล้อง 6 นิ้ว กับโคลท์ออโตเมติก ขนาด 9 มม.

ด้วยความชำนาญของไพฑูรย์ทำให้พอจะมองพื้นที่สังหารได้ทะลุปรุโปร่ง จึงสั่งให้เร่งรถผ่านจุดสังหาร ได้ผล พอรถเข้าไปใกล้ข้างทางก็มีความเคลื่อนไหว ไพฑูรย์ดึงปืนออกมาจากเอวง้างนกเตรียมพร้อม ยิงใส่ในจุดที่สงสัยทันที ได้ผล เสียงคนแหกปากร้อง จากนั้นก็ตรูกันออกมาไพฑูรย์กระโดดลงจากรถพร้อมกับสำราญเอารถเป็นกำบัง

มือปืนห้าคนพุ่งออกมาจากข้างทาง คนที่โดนลูกปืนจากไพฑูรย์นอนจมกองเลือดอยู่ในป่าอ้อยข้างทาง มือปืนของสำราญที่ซุ่มไว้เลยจากจุดปะทะไปไม่ไกลก็พากันวิ่งมา การดวลปืนจึงเกิดขึ้น กระสุนปืนออโตฯของไพฑูรย์หมดแม็กฯ จึงดึงลูกซองแฝดออกมาแล้ววิ่งตามหลังมือปืนที่เหลือจากการดวลไปติดๆสำราญตามเข้าไปซ้ำพวกที่ยังไม่ตายจนตายเรียบ

คนที่ไพฑูรย์ไล่ตามไปยิงสวนเข้ามาสกัด ไพฑูรย์ยังไม่ยิงแต่เคลื่อนที่เข้าไปช้าๆ ไพฑูรย์เชื่อแน่ว่าสุนัขจนตรอกมันจะสวนกลับแบบไม่กลัวตายในที่สุดก็มองเห็นจุดที่มือปืนคนสุดท้ายซุ่มอยู่จึงร่ายพระเวทคัดของทันที

“อนิจจังวะตะสังขารา นามะรูเปิด ระเบิดด้วยยะธาพุทโมนะ” (หรือนะโมพุทธายะก็ได้)

นิ้วมือแตะไกระหว่างภาวนา พอจบคำว่ายะธาพุทโมนะก็เหนี่ยวไกยิง

“ตึ้ม โอ้ก”

กระสุนปืนลูกซอง 9 เม็ด ยังไม่ทันบาน เข้าที่หน้าอกมือปืนคนสุดท้ายเป็นกลุ่ม 5 รู หมดโอกาสหายใจ หลงจู๊เต็งกลับมาพร้อมกับตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุไพฑูรย์เผ่นแน่บไปแล้วเหลือแต่สำราญยืนรอมอบตัว ด้วยอิทธิพลของหลงจู๊เต็งที่ทำความดีและเป็นคนที่สังคมสรรเสริญ การสอบสวนจึงเป็นไปตามความจริงว่ามือปืนถูกว่าจ้างมาสังหารหลงจู๊เต็ง แต่หลงจู๊เต็งรู้ตัวจึงวางแผนป้องกันดังกล่าว

ปรากฏว่าคนตายเป็นมือปืนรับจ้างมาจากตราด มีค่าหัวทุกคนคดีจึงปิดง่ายขึ้น สำราญพ้นคุกไพฑูรย์เตลิดหนีไปเกาะกง หลงจู๊เต็งรอดปลอดภัย แต่หลงจู๊ฮงภายหลังติดคุกเพราะตำรวจกองปราบบุกเข้าทลายไร่นรก พบโครงกระดูกคนงานฝังในไร่ 20 ศพ หลงจู๊ฮงกับสมุนสู้คดีแต่ไม่รอดติดคุกบางขวาง ไพฑูรย์ถูกจับกลับมาบางขวาง ได้พบกับหลงจู๊ฮงแต่อยู่กันคนละแดน

ใส่ความเห็น