◎อำนาจฤทธิ์คงกระพันชาตรีว่านสามพันตึง◎

◎อำนาจฤทธิ์คงกระพันชาตรีแห่งว่านสามพันตึง◎

ชั่วชีวิตของคนๆหนึ่งที่ถูกตราหน้าว่าเป็นคนเหี้ยมโหด ไร้ความปรานี เป็นอาชญากรผู้ก่ออาชญากรรมอันชั่วช้าเลวทรามแต่ไม่มีใครที่จะยอมรับว่า เหตุจูงใจให้มนุษย์คนหนึ่งก่ออาชญากรรมอันเลวร้ายผิดถูกอย่างไรสมควรรับฟังหรือไม่ ทำให้มันเป็นตราบาปที่ติดตัวไปจนตาย

ไพฑูรย์จำได้ไม่มีวันลืม ณ เวลานั้น ไพฑูรย์หลบหนีการตามล่าของตำรวจที่ร่วมมือกันในด้านการข่าวของภูธรและนครบาล จากดอนแก้วซอกซอนขึ้นไปทางแม่สายเหมือนสวรรค์แกล้ง ไปได้ครึ่งทางโดนฝนหนัก แม้แต่เวลาจะก่อไฟตากเสื้อผ้ายังไม่มี แถมยาควินินที่สำหรับป้องกันไข้ป่าก็หมดเสียอีก

การเดินทางในป่าดงดิบสำหรับฝ่ายหนีถือว่าปลอดภัยที่สุดเพราะไม่มีเส้นทางหลักหรือเส้นทางรองให้เป็นที่สังเกตของฝ่ายล่าได้ ส่วนฝ่ายล่าคอยดักว่าอาจจะโผล่ออกมาทางที่ได้กะเกณฑ์เอาไว้เท่านั้น

การหนีจะต้องมีทั้งยาควินินและความชำนาญในการเดินป่าเพื่อเอาชีวิตรอด ต้องดูตะวันเป็นสังเกตใบไม้ได้ รู้จักว่าสิ่งใดกินได้ สิ่งใดกินไม่ได้

เห็ดที่จะกินได้ต้องดูว่ามีรอยเต่า หรือสัตว์อื่นแทะกินนั่นหมายถึงว่ากินได้ ถ้าดอกสวยไม่มีรอยสัตว์มาแทะกินละก็เป็นเห็ดพิษ ผลไม้ถ้าใต้ต้นมีอึนก มีส่วนที่นกจิกกินร่วงลงมา ปีนขึ้นไปกินได้เลย น้ำก็กินตามลำห้วยก็ต้องดูว่ามีปลาว่ายอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มีปลาว่ายอยู่เลยก็ไม่น่าไว้วางใจให้เดินย้อนขึ้นไปจนเห็นว่ามีปลาว่ายตรงนั้นแหละดื่มได้

การนับวันก็นับดวงอาทิตย์ที่ขึ้นแล้วตก ตกแล้วขึ้นเป็นหนึ่งวัน ก่อนที่จะหมดสตินั้นได้ยินเสียงสุนัขเห่าแต่ไกล แสดงว่ามีหมู่บ้าน แต่เรี่ยวแรงที่จะเดินไม่มีเสียแล้ว ตัวร้อนเหมือนไฟคอแห้งสลับหนาวกลับร้อนด้วยไข้ป่า สิ่งสุดท้ายที่จำได้คือ เซถลาเอาศีรษะไปทิ่มต้นไม้ใหญ่ แล้วล้มลงหมดสติในทันที

จะหมดสติไปนานเท่าใดไม่รู้ได้ มารู้สึกตัวเมื่อนอนอยู่บนแคร่ในยุ้งที่เก็บข้าว ชุดที่ใส่ก็เปลี่ยนเป็นชุดใหม่ ย่ามที่ใส่ปืนและกระสุนหายไป ไพฑูรย์พยุงตัวลุกขึ้นรู้สึกหมดเรี่ยวแรงและเวียนศีรษะเป็นอย่างยิ่ง ทันใดนั้นร่างของชายฉกรรจ์คนหนึ่งก็โผล่เข้ามาตรงประตูยุ้ง ไพฑูรย์ถัดตัวลงแคร่เตรียมพร้อมจะต่อสู้ แต่เสียงพูดภาษาไทยแปร่งก็ดังขึ้น

“อย่าตกใจนายไม่ตาย อาโซ่ไม่ทำอะไร อาโซ่ช่วยนายไว้”

“ย่ามกับปืนอยู่ที่ไหนกันขอคืนด้วย”

“เก็บไว้แล้ว นายชื่ออะไร”

“เปีย ชื่อเปีย”

อาโซ่ยิ้มด้วยไมตรีเดินกลับออกไป ครู่ใหญ่จึงยกกระบะไม้มีข้าวต้มหนึ่งชามเนื้อเค็มสองชิ้นมายื่นให้ไพฑูรย์ ไพฑูรย์รับมาวางไวบนแคร่กินขาวต้มกับเนื้อเค็มอย่างหิวโหย เพราะเพิ่งฟื้นไข้กินหมดแล้วจึงหันมาดูอาโซ่ที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความพอใจ

“ทำไมพุดภาษาไทยได้อาโซ่”

“มิชชันนารีที่มาสอนศาสนาให้พวกเรารู้จักพระเจ้าเป็นคนสอนให้ คุณพ่อบอกว่าพวกเราต้องรู้ภาษากลาง เพราะเมื่อเอาของป่าไปขายในเมืองจะได้พูดกับคนไทยได้รู้เรื่องดีกว่าภาษาใบ้”

อาโซ่เก็บกระบะไม้ออกไปครู่หนึ่งก็เอาย่ามมาคืนให้ไพฑูรย์ เขาตรวจสอบพบว่าปืนพกสองกระบอกพร้อมกระสุนอีกห้าสอบนัดนอกรังเพลิงยังอยู่ครบ ธนบัตรที่มัดนำติดตัวมาถูกนำออกจากกระเป๋าเสื้อมาไว้ในย่ามพร้อมนี่คือชาวป่าชาวเขาที่มีน้ำใจแสนดีและมีความซื่อสัตย์หากเอาไม้ทุบหัวไพฑูรย์ทิ้ง หิ้วปืนไปขายริบเงินที่ติดตัวมาเอาไว้ ทิ้งศพให้สัตว์แทะก็หมดเรื่องแต่ก็ไม่ทำ

พักฟื้นอีก 7 วัน ดื่มน้ำต้มรากไม้ที่อาโซ่นำมาให้ดื่มอาการไข้ป่าหายเป็นปลิดทิ้งดีกว่ายาควินินที่ติดตัวมาเสียอีกร่างกายกลับเป็นปกติกำลังคิดว่าจะแบ่งเงินที่ติดตัวมาให้กับอาโซ่แล้วออกเดินทางต่อ ก็ได้ยินเสียงผิดปกติดังมาจากทางบ้านอาโซ่ ไพฑูรย์อ้อมโอบเข้าไปด้านหลังเพื่อสังเกตการณ์ ก็มองเห็นชายฉกรรจ์เป็นชาวเขาต่างเผ่ากำลังข่มขู่อาโซ่

แม้จะฟังไม่รู้เรื่องว่าพวกเขาพูดอะไรกัน แต่จากสีหน้าท่าทางบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์กลับออกไป ไพฑูรย์จึงปรากฏตัวออกมาจากที่ซ่อน

“อาโซ่ทำไมพวกมันทำกับนายอย่างนั้น บอกเรามาเราจะจัดการพวกมันเอง”

“พวกมันเป็นสมุนของอาจะวะ พวกมันเป็นคาราวานขนฝิ่น มันมาบังคับให้อาโซ่ไปช่วยพวกมันขนฝิ่น อาโซ่เคยทำ แต่ตั้งแต่วันพระเจ้ามาจากบาทหลวง(พระเจ้าอยู่หัวร.9ทรงโปรดชาวเขาให้เลิกปลูกฝิ่น) แล้วก็ไม่อยากทำอีกเพราะฝิ่นมันทำลายผู้คนพวกมันบอกว่ารู้เห็นการกระทำของพวกมัน หากไม่ร่วมมือก็จะกลับมาปิดปาก”

“ไม่ต้องกลัวอาเปียจะช่วยอาโซ่เองไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้อาโซ่ช่วยนำไปหาอาจะวะ แล้วนอกนั้นเป็นเรื่องของอาเปียเอง”

อาโซ่พาไพฑูรย์ไปพบกับหัวหน้ากองคาราวานขนฝิ่นที่ชื่อจะวะ จะวะฟังเรื่องราวที่ไพฑูรย์เล่าให้ฟังแล้วรู้สึกทึ่ง จะวะคนนี้เป็นคนมีการศึกษาเขาจบการศึกษาจากพม่า มีความรู้ทั้งด้านภาษาอังกฤษและพูดภาษาไทยได้คล่อง จะว่าเป็นโชคดีของไพฑูรย์ก็ได้ ที่ปกติแล้วน่าจะถูกฆ่าเพราะสงสัยว่าเป็นสายตำรวจ แต่จะวะกลับไม่สงสัย

“ท่าทางนายมันบอกว่าเป็นโจรตามที่เล่ามา ยิงปืนแม่น ไหนลองให้ดูหน่อย ใครก็ได้ส่งปืนยาวกับปืนสั้นให้มันทดลองยิง”

ไพฑูรย์เล็งปืนยาวไปที่กิ่งไม้ที่อยู่สูงขึ้นอย่างพิถีพิถัน แล้วเหนี่ยวไก กิ่งไม้ถูกกระสุนตัดขาดร่วงลงมาทันที กระบอกไม้ไผ่ที่วางไว้บนขอนไม้ถูกไพฑูรย์ยิงด้วยปืนพกกระเด็นไปกลิ้งบนพื้น

จะวะลุกขึ้นเดินมารับปืนพกที่ไพฑูรย์ส่งมาให้ แล้วเอามือตบไหล่ไพฑูรย์

“ฝีมือดีมากนี่ถ้าเป็นตำรวจมาล่าพวกเราคงสนุก แต่แถบนี้ไม่เคยมีตำรวจมาป้วนเปี้ยน เพราะเราฆ่าตายหมดไม่ปล่อยให้ลอยนวล พวกมันเลยไม่กล้ามายุ่งกับพวกเรา อีกสามวันเดินทางไปกับพวกเราไปรับฝิ่นจากชายแดนที่เมืองงาย ขุนฟ้าศึกนำมาส่งให้พวกเรา คราวนี้เราจะซื้อไปขายไม่รับจ้างขนอีกแล้ว”

ไพฑูรย์จึงบอกกับจะวะว่าอาโซ่มีพระคุณที่ได้ช่วยชีวิตไว้จากไข้ป่า เขาต้องการเลิกขนฝิ่น เสร็จงานนี้แล้วขอให้จะวะปล่อยเขาให้เป็นอิสระ การไปร่วมงานครั้งนี้ ไพฑูรย์ไม่รับเงินค่าจ้างทำให้เปล่า ขอแลกกับอิสรภาพของอาโซ่ จะวะบอกว่าเสร็จงานแล้วค่อยพูดกันใหม่

การเดินทางไปยังเมืองงาย ณ เวลานั้นยากลำบากมาก ต้องกินยาควินินกันไข้ป่าวันละสามเม็ด หลายวันกว่าจะถึงเมืองงาย เมืองงายเป็นเขตปกครองของไทยใหญ่ ที่ไม่ค่อยจะถูกกับทหารพม่า และพวกค้าฝิ่นจากรัฐฉานมากนัก แต่เนื่องจากพวกพ่อค้าฝิ่นจากรัฐฉานจ่ายเงินเป็นค่าผ่านทาง และมีอุดมการณ์เดียวกันคือ ต่อสู้เพื่อปกครองตัวเองกับรัฐบาลพม่าจึงผ่านมาได้

จุดนัดพบอดีตทหารกรมพระธรรมนูญที่เคยเล่าเรียนเรื่องยุทธวิธีมาเป็นอย่างดี เห็นแล้วก็อดหวั่นมิได้จึงเตือนจะวะว่า

“จุดนี้ล่อแหลมมาก เพราะพวกที่นำฝิ่นมาขายอยู่บนที่สูงมีความได้เปรียบ พวกเราอยู่ด้านล่างการขึ้นไปรับฝิ่นแล้วถอยลงมาเต็มไปด้วยอันตราย ยังดีที่มาถึงก่อนเวลานัด ขอให้จะวะไปเจรจากับหัวหน้ากองคาราวานจากรัฐฉาน ให้ลงมาส่งมอบฝิ่นที่พื้นราบด้านล่างจะดีกว่า และให้แบ่งกำลังส่วนหนึ่งขึ้นไปฝังตัวอยู่ด้านบนเพื่อตลบหลัง หากเกิดอะไรขึ้นมาจะได้เสียหายน้อย”

จะวะเห็นด้วยจึงสั่งแบ่งกำลังส่วนหนึ่งไปฝังตัวอยู่ด้านบน จากนั้นก็รอการมาถึงของคาราวานฝิ่นจากรัฐฉานนำโดยขุนฟ้าศึก เมื่อขุนฟ้าศึกมาถึงก็พักแรมคืน รุ่งเช้าจึงส่งคนลงมาหาจะวะเพื่อเจรจาซื้อขายฝิ่น

จะวะขึ้นไปเจรจากับขุนฟ้าศึกให้ส่งมอบของกันในที่ราบด้านล่าง

การซื้อขายก็เปิดฉากขึ้น โดยขุนฟ้าศึกนำล่อบรรทุกฝิ่นสุกลงมายังพื้นราบ จะวะใช้มีดกรีดดูฝิ่นว่าเป็นของแท้ทุกห่อก่อนจะเอาเงินที่ห่อผ้ามาวางไว้ให้ขุนฟ้าศึกตรวจนับ เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ขุนฟ้าศึกก็หันกลับไปทางด้านบนเนินยกมือขึ้นโบก ก่อนจะเดินกลับ

พลันก็ได้ยินเสียงปืนดังมาจากทางด้านหลังของจะวะและไพฑูรย์ คนของขุนฟ้าศึกที่ลอบลงจากเนินในตอนกลางคืนโอบเข้าด้านหลัง ขุนฟ้าศึกกระโดดขึ้นหลังม้าพุ่งไปข้างหน้า การต่อสู้ดำเนินไปขุนฟ้าศึกเองไม่คิดว่าจะวะจะแบ่งกำลังไปซุ่มโอบไว้ด้านบน คนของจะวะสังหารคนของขุนฟ้าศึกแบบเงียบๆ พอขุนฟ้าศึกขึ้นไปถึงก็ถูกคนของจะวะจับมัดนำลงมาด้านล่าง

การต่อสู้สิ้นสุด ขุนฟ้าศึกสั่งหยุดยิง การเผชิญหน้าระหว่างขุนฟ้าศึกกับจะวะก็เกิดขึ้น จะวะชี้หน้าขุนฟ้าศึก

“ขุนฟ้าศึกเราทำมาหากินกันมานาน พวกเราเสี่ยงชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่าขนฝิ่นไปส่งลูกค้านำเงินมาให้ท่านครบทุกบาททุกสตางค์ แต่พอเราจะทำมาหากินของเราเอง ท่านใยจึงคิดสังหารเราเยี่ยงนี้”

“นายมันทำงานใหญ่เกินตัวจากนักรับขนจ้าง นายจะมาใหญ่เท่าเรามันเป็นไปไม่ได้ ถือว่าเป็นการหักหลังหรือวัดรอยเท้าจึงต้องกำจัด”

“ตอนนี้เราเท่ากันแล้วมาวัดฝีมือกันดีกว่า นายกับเราขุนฟ้าศึกยิงกันให้มันรู้ดีรู้ชั่วไปเลย ถ้าเราตายนายเอาไปทั้งฝิ่นและเงินถ้านายตายเราได้เงินและฝิ่นว่าไงจะเอาอย่างไร”

“ดี ดี เอาอย่างนั้น”

ขุนฟ้าศึกกับจะวะลงมาเผชิญหน้ากันพร้อมอาวุธปืนในมือ กติกาคือหันหลังชนกันแล้วเดินไปข้างหน้าคนละ 10 ก้าว หันหลังกลับมายิงใส่กัน ไพฑูรย์ทำทีเป็นเข้ามาเตือนจะวะ แต่แอบเอาว่านสามพันตึงแห้งยัดใส่ปากจะวะกระซิบว่าเคี้ยวให้แหลกพอลิ้นห่อร่างกายจะเหนียวยิงไม่เข้า จะวะพยักหน้า

พอได้ระยะต่างฝ่ายต่างหันหน้าเข้ายิงใส่กัน จะวะถูกยิงสามนัดแต่กระสุนไม่เข้า ส่วนขุนฟ้าศึกถูกยิงที่ไหล่และขา ทรุดลงกับพื้น จะวะเดินเข้าไปหา

“ลุกขึ้นเถอะขุนฟ้าศึก เราเพียงให้ท่านได้สำนึกเท่านั้น เงินท่านนำกลับไป เรายังต้องค้าขายกับท่านอีก คราวนี้เป็นการทดแทนคุณท่านที่ทำให้เรามีวันนี้”

จะวะพยุงขุนฟ้าศึกให้ยืน ลูกน้องขุนฟ้าศึกมาช่วยประคองกลับไป จะวะขอบคุณไพฑูรย์ยกใหญ่ที่ให้กินว่านป้องกันตัว อาโซ่เป็นอิสระ ไพฑูรย์ได้เพื่อนสองคนคือ อาโซ่ และจะวะพร้อมกัน

ใส่ความเห็น