◎ตำนานเสือโจรผู้มีคุณธรรมตอนแรก◎ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

◎ตำนานเสือโจรผู้มีคุณธรรมตอน๑◎ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

เกิดมาเป็นมนุษย์ได้รับฉายาจากผู้คนว่า “ไอ้เสือ” หลายคนรู้สึกว่าโก้ เป็นการยกย่องว่าเป็น “เสือในร่างคน” หมายถึงความเหี้ยมโหดเหมือนเสือที่ล่าเหยื่อและโจมตีด้วยเขี้ยวเล็บอย่างรุนแรงจนตายคาปาก

มีเล่ห์เหลี่ยมในการพรางตัว การวางแผนจู่โจมเหยื่อมิให้ทันระวังตัว ย้อนรอยพรานที่ตามล่าเอาจนถึงตาย อดทนต่อทุกสิ่งทุกอย่างแม้หิวไส้จะขาดแทบหมดแรงเดินก็ยังคงออกตระเวนหาเหยื่อต่อไปไม่ลดละ อาจารย์ฮี้ผู้สอนวิชาอาวุธโบราณมักสอนไพฑูรย์ว่าเป็นลูกศิษย์ครูต้องทำตัวอย่างเสือ

“ไม่แย่งเนื้อใครกิน ยอมอดตายไม่ขอเนื้อใครกิน ไว้ลายแม้ตายลายไม่เลือน ลูกผู้ชายต้องไว้ลายแบบเสือ”

แต่สำหรับไพฑูรย์ คำว่า “เสือไพฑูรย์” ที่หนังสือพิมพ์ตั้งให้มันเหมือนตราบาปที่ประทับลงในชีวิต เพราะเสือคนส่วนหนึ่งเป็นโจรปล้น ฆ่า ข่มขืน ลูกเขาเมียใครไม่เว้น ไม่มีใครสักคนที่จะแยกเสือคนออกเป็น “เสือมีคุณธรรม” กับ “เสือไร้คุณธรรม” ผู้เขียนย้อนถามไพฑูรย์ว่า

“เสือมีคุณธรรมด้วยหรือ”

ไพฑูรย์มองหน้าผู้เขียนดวงตาเป็นประกายแวบหนึ่งก่อนกลับเป็นปกติอธิบายว่า

คำว่าคุณธรรมของเสือคือมีสัจจะ หลวงพ่อหรุ่นเก้ายอด หรืออดีตขุนวิกาลใจภารา บอกกับศิษย์ว่า

ตอนที่เป็นโจรนั้นท่านปล้นปีละไม่กี่ครั้ง และทิ้งจดหมายไว้ทุกครั้งเพียงแต่ไม่บอกวันเวลาเท่านั้น ปล้นเพื่อให้ได้ทรัพย์สินมาแบ่งปันกันพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ตลอดหนึ่งปี เรียกเป็นภาษาเฉพาะว่า “จะปล้นใหม่เมื่อผ้าขาดตูด” หมายถึงเงินที่เลี้ยงตัวตลอดหนึ่งปีหมดจึงจะเรียกประชุมวางแผนปล้นใหม่

เมื่อเข้าปล้นได้กำชับสมุนทุกคนว่า อย่าทำร้ายผู้วางอาวุธ ให้ทำร้ายเฉพาะผู้ที่จับอาวุธสู้เท่านั้นถือเป็นการป้องกันชีวิตไม่ลวนลามทำบัดสีกับลูกเมียบริวารเจ้าทรัพย์ที่เป็นสตรี ทิ้งสมบัติไว้ให้เจ้าทรัพย์ได้ไว้เลี้ยงชีวิตบ้างมิใช่กวาดไปจนหมด

มีสมุนโจรหลายคนผิดสัจจะ ถูกหลวงพ่อหรุ่นเมื่อเป็นเสือหรุ่นลงโทษอย่างหนัก หลายคนถึงตาย ที่เหลือจึงผูกใจเจ็บ เมื่อทางการให้ท่านมอบตัว ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนวิกาลใจภารา สมุนเหล่านั้นจึงปล้นฆ่าข่มขืนเจ้าทรัพย์แล้วอ้างชื่อเสือหรุ่นเข้าปล้น แม้ท่านจะทำการปราบปรามจนหัวหน้าโจรหลายคนที่อ้างชื่อท่านถึงตาย ก็มิอาจทำให้ผู้คนเลิกกริ่งเกรงท่านอย่างใด

ในที่สุด ท่านจึงขอลาออกและถวายคืนบรรดาศักดิ์ ออกบวชล่องเรือไปเรื่อยๆ ค่ำไหนก็จำวัดที่นั่น เช้าขึ้นบกบิณฑบาตพอฉันเช้าฉันเพลแล้วล่องเรือต่อไปจนมาถึงวัดอัมพวัน แถวราชวัตรที่ลูกสาวของท่านบวชชีอยู่จึงจำพรรษาในฐานะลูกวัดเป็นอาจารย์สักเก้ายอด

เสือผาด ทับสายทอง เป็นเสือมีคุณธรรม ปล้นคนรวยที่หน้าเลือดคดโกงที่ดินชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือ ที่เสือผาดต้องกลายเป็นเสือเพราะช่วยชาวบ้าน มิให้ถูกพวกเศรษฐีหน้าเลือดโกง จึงถูกใส่ความว่าขโมยควาย ร่วมมือกันทั้งกำนัน ตำรวจ อัยการ จนศาลตัดสินจำคุก เสือผาดจึงแหกคุกออกมาแก้แค้นผู้ที่สร้างรอยบาปให้ชีวิต กลายเป็นเสือผาดที่ออกปล้นสะดมเอาทรัพย์สินมาแจกคนจน เอาโฉนดที่ดินที่ถูกโกงมาคืนให้

ชาวบ้านที่ได้รับความอนุเคราะห์จากเสือผาดแทนที่จะเรียก “เสือผาด” กลับเรียกว่า “คุณพระผาด” จนติดปาก รักษาสัจจะเป็นที่หนึ่ง คราวหนึ่งสายแนะให้เข้าปล้น บอกว่าเป็นงานเลี้ยงฉลอง แต่พอเข้าปล้นปรากฏว่ากลายเป็นงานบวชไปฉิบ แต่ตามธรรมเนียมโจรโบราณนั้นเขาถือว่าเมื่อเข้าปล้นแม้พลาดเจ้าของบ้านจนไม่มีทรัพย์ก็ต้องหยิบฉวยอะไรติดมือกลับมิให้เสียฤกษ์ พอเห็นว่าเป็นงานบวชเสือผาดจึงให้เจ้าทรัพย์เปิดเซฟพบว่ามีเงินอยู่ 60,000 บาท เสือผาดหยิบติดมือมา 30,000 บาท ก่อนจะลงเรือนไปได้หันกลับมาบอกกับพ่อแม่ของพ่อนาคว่า

“เอาติดมือไปเพื่อบูชาฤกษ์ จะส่งกลับคืนมาทั้งหมดไม่ต้องห่วง”

วันรุ่งขึ้นขณะพ่อนาคกำลังทำขวัญ คุณพระผาดให้คนนำเงินมาคืนให้กับมือพ่อแม่ของพ่อนาคแบบเงียบๆ จำนวน 30,000 บาท พร้อมสั่งมาว่าที่เกินมา 3,000 บาท ช่วยบวชนาคแต่ไม่มีเวลามาร่วมงาน ไพฑูรย์บอกว่านี่แหละคือคุณธรรมของโจร

เมื่อตำรวจจับตายคุณพระผาดตัดศีรษะไปใส่ขาหยั่งประจานด้านหลังองค์พระปฐมเจดีย์ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับด่าตำรวจภูธรภาค 7 อย่างไม่เลี้ยง ชาวบ้านก่นด่าตำรวจและประท้วงจนต้องรีบนำศีรษะคุณพระผาดมาให้เย็บติดกับร่างคืนให้ญาติไปประกอบพิธีในที่สุด

ไพฑูรย์ได้เล่าถึงการปล้นคนรวยมาช่วยคนจนของตนครั้งหนึ่งว่า ประมาณปี พ.ศ. 2484 ปีที่ญี่ปุ่นขึ้นมาขอไทยเป็นทางผ่านมีเศรษฐีสงครามร่ำรวยเพราะทำการค้ากับญี่ปุ่นเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ของกินของใช้หายไปในตลาดมืด น้ำตาลทราย ไม้ขีดไฟ น้ำมันก๊าด ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดแอสไพริน ผ้าสำหรับตัดเสื้อกางเกงหายไปจากตลาด

ไพฑูรย์เล่าว่าตอนนั้นคนไทยต้องเอาผ้าที่ทอสำหรับตัดเย็บเป็นกระสอบป่านมาตัดเย็บทำเป็นเสื้อผ้า โดยใช้ผ้าทำเป็นซับในเพื่อป้องกันอุจาด เพราะราคาผ้าทอสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าแพงมาก ส่วนข้าราชการไม่เป็นปัญหาเพราะโรงงานทอผ้าของทหารญี่ปุ่นทอเผื่อให้หน่วยงานราชการอย่างเพียงพอ จึงมีการปล้นขบวนรถไฟลำเลียงของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ไทยถีบ”

นายเบิ้มตลาดน้อย เป็นคนไทยเชื้อสายจีนแต่บังเอิญผิวดำเหมือนคนไทย แม้พูดจีนและไหว้เจ้าแบบคนจีนแต่คนจีนไม่ยอมคบหาสมาคมด้วย เพราะคนจีนเขาเรียกว่า “ตึ่งหนั่งโอว” แปลเป็นภาษาไทยง่ายๆว่า “เจ๊กดำ” เขาไม่คบ เลยกลายเป็นคำคล้องจองของไทยที่อธิบายถึงลักษณะคนที่ไม่ควรคบหาสมาคมที่ว่า

“ผมหยิก หน้ากร้อ คอสั้น ฟันขาว (ข้อสุดท้ายปัจจุบันล้าสมัยเพราะทุกคนแปรงฟันจนฟันขาวจั๊วะ แต่สมัยโบราณคนไทยส่วนใหญ่กินหมากฟันดำ ใครไม่กินหมากฟันขาวแปลกกว่าคนอื่นเขา) แล้วเติมเข้าไปอีกสองคำกลายเป็น ผมหยิก หน้ากร้อ คอสั้น ฟันขาว ไทยเล็ก เจ๊กดำ คำว่าไทยเล็กหมายถึงคนไทยแท้ๆที่มีรูปร่างเล็กผิดปกติโดยไม่ใช่เป็นคนแคระ”

ในขณะที่ชาวจีนในเยาวราชประกาศไม่ค้าขายกับญี่ปุ่น ใครฝ่าฝืนถือว่าเป็นคนทรยศต่อคนจีนด้วยกัน ไม่ถูกทำร้ายก็ถูกสังหาร แต่สำหรับนายเบิ้มแกไม่ยี่หระ ค้าขายกับญี่ปุ่นได้สินค้ามาขายเอากำไรในตลาดมือ ส่งเสบียงให้กองทัพงิ เคยถูกอั้งยี่ในเยาวราชขู่เอาชีวิตแต่นายเบิ้มแกไม่กลัวเพราะแกมีสมุนเป็นนักเลงคนไทยที่มาจากตรอกสลักหินหัวลำโพงเป็นสมุนคอยคุ้มกัน เคยปะทะกับอั้งยี่ชาวจีนมาหลายหนล้มตายกันไปฝ่ายละหลายคน

ร้านของนายเบิ้มมีชื่อเป็นภาษาจีนแปลเป็นภาษาไทยว่า “ค้าขายร่ำรวย” นายเบิ้มจะนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ที่มีลูกกรงเหล็กกั้นป้องกันการเข้าถึงตัวเกิดอะไรคับขันนายเบิ้มจะออกทางประตูหลังที่มีรถจอดรอไว้ มีสมุนเฝ้าคอยรักษาความปลอดภัย เถ้าแก่ให้คนมาตามหาไพฑูรย์ที่บ้านพี่เสงี่ยมแต่ไม่พบจึงสั่งฝากไว้พร้อมป้ายกับจดหมายระบุสถานที่นัดพบ พี่เสงี่ยมให้คนนำไปให้ไพฑูรย์ที่ซ่องลับ

ไพฑูรย์จึงถือป้ายไปยังสถานที่นัดพบ ด้านหน้าเป็นร้านขายยาจีนแต่ด้านหลังมีทางออกไปบ้านเถ้าแก่ได้

ไพฑูรย์ทำทีเป็นลูกค้ามาขอซื้อยา เอาป้ายวางให้คนจัดยาเห็น คนจัดยาได้เดินน้ำเข้าไปด้านหลังร้าน นำออกไปพบเถ้าแก่ที่บ้าน เถ้าแก่เห็นไพฑูรย์มาก็ดีใจ ชงน้ำชามาเลี้ยง จิบน้ำชาแล้วก็เริ่มคุยเรื่องงาน

“อาเปีย อาหมวยอีเคยบอกอั้วว่าหากมีเรื่องจะให้ลื้อช่วยให้ไปหาที่บ้านพี่เสงี่ยม ลื้อเคยรับปากกับอาหมวยก่อนที่อีจะเดินทางไปเมืองจีนว่าจะช่วยทำงานให้กับคนจีนในเยาวราชที่ลื้อเคยมาอาศัยหลบภัย ตอนนี้มีเรื่องจะรบกวนลื้อหน่อย”

“ไม่ต้องเกรงใจเถ้าแก่ว่ามาเลยไม่เหนือบ่ากว่าแรงแล้วไอ้เปียคนนี้ทำให้ทุกอย่าง”

เถ้าแก่เล่าเรื่องนายเบิ้มให้ฟังแม้จะอยู่ในเขตคนจีนและเป็นคนไทยเชื้อสายจีนแต่กลับไปค้าขายกับญี่ปุ่นเคยส่งจดหมายไปให้หยุดค้าขายกับญี่ปุ่น แต่นายเบิ้มไม่ใส่ใจ แถมยังไม่เกรงกลัวคำขู่ เกณฑ์นักเลงตรอกสลักหินมาเลียะพะ กับนักสู้จีนจากเยาวราชถึงตายไปหลายคน ให้ไพฑูรย์ช่วยสั่งสอนให้หลาบจำจะได้ไม่กล้าค้าขายกับศัตรูของคนจีน

ไพฑูรย์รับปากแต่ไม่ได้บอกรายละเอียดและกำหนดวันเพียงแต่บอกกับเถ้าแก่ว่างานนี้งานใหญ่ ให้คอยดูข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ก็แล้วกัน ไพฑูรย์ลาเถ้าแก่กลับ แต่เถ้าแก่บอกว่านี่ก็เย็นแล้วขอเลี้ยงขอบคุณที่หยาดฟ้าภัตตาคาร(ห้อยเทียนเหลา)สักมื้อ

ไพฑูรย์ตอบตกลง หลังรับประทานอาหารเสร็จจึงกลับซ่องลับ เพื่อรอปรึกษากับสหายร่วมตาย เจ้าประจวบ เจ้าอำไพ และหม่อมหลวงกำมะลอ ในการสั่งสอนนายเบิ้มตลาดน้อยให้หลาบจำตามที่ได้รับปากไว้กับเถ้าแก่ที่หยาดฟ้าภัตตาคาร….เรื่องราวจะเป็นอย่างต้องติดตามกันต่อครับ 

*เหตุที่คนจีนยุคสงครามโลกเกลียดญี่ปุ่นเข้ากระดูกดำก็เพราะญี่ปุ่นนำกองทัพบุกเข้าถล่มจีนใช้กำลังปล้นฆ่าข่มขืนไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็ก

ใส่ความเห็น