◎สิงโตหินแหกแดนทมิฬตอนจบ◎

◎แหกแดนทมิฬตอนจบ◎
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบเดินทางมารับตัวไพฑูรย์เพื่อนำตัวเดินทางลงไปยังกรุงเทพฯ เเละมีคำสั้งคือให้นำตัวมาทางรถไฟ แต่ไม่ให้คุมตัวแบบเก่าให้ประกบตัวทุกฝีก้าว แม้เข้าห้องน้ำ เพราะไพฑูรย์มีประวัติหนีการจับกุมหลายครั้ง ครั้งนี้ทำให้ไพฑูรย์ไม่อาจหนีรอดไปได้อัยการส่งตัวไพฑูรย์ขึ้นศาลฟ้องร้องเรื่องการแหกคุก และฆ่าเจ้าพนักงานระหว่างการหลบหนีศาลสั้งเพิ่มโทษแต่ก็เท่านั้น เพราะโทษประหารกับจำคุกตลอดชีวิตมันเกินพออยู่เเล้ว

เมื่อถูกส่งตัวเข้าบางขวาง ผู้บัญชาการเรือนกับพนักงานเรือนจำตั้งเเถวรอรับไพฑูรย์ หัวเราะกันสนุกสนาน ผบ.เรือนจำที่เพิ่งย้ายมาใหม่ ร้องว่า

”นี่หรือวะสิงโตหิน เขาว่าเเน่นัก วันนี้ลองหายตัวให้ดูหน่อยซีวะ”

ไพฑูรย์ถูกลากไปซ้อมสามสลบ ตีด้วยกระบอง เตะ ถีบ กระทืบ สลบแล้วเอาน้ำราดเพื่อให้ฟื้นจากนั้นให้จองจำด้วยการล่ามโซ่ขนาด 6หุน อยากรู้ว่าขนาดไหนก็เอาไม้บรรทัดมาดูที่หน่วยนิ้ว ใน 1นิ้ว จะมีอยู่8ขีดเล็ก นั้นเเหละคือ1หุน 6หุนเท่ากับ6หน่วย ใน 8หน่วยของนิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางของโซ่เกือบ 1นิ้ว มีน้ำหนักมากขนาดไหน นี่ยังไม่รวมตุ้มถ่วงที่ติดกับตรวน

ไพฑูรย์ถูกส่งตัวขึ้นไปอยู่บนตึกเเดง(คุกมืด) ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่รู้ว่าตอนไหนกลางคืนหรือกลางวันผ่าน รู้เเต่ว่าอาหารมื้อที่สองเป็นตอนเย็น ง่วงเมื่อใด นั้นคือกลางคืน
วันเวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่รู้ รู้เเต่ว่ามีผู้นำตัวลงไปที่ตึกบัญชาการ พอออกจากตึกเเดงก็เดินลากโซ่ตรวนไปจนถึงสถานที่แห่งหนึ่ง
”รู้ไหมว่ามึงอยู่ตึกแดงมากี่เดือน กี่ปี กูจะบอกให้ว่ามึงอยู่ในตึก
เเดงมาร้อยเเปดสิบวัน รวมเเล้วก็หกเดือน ต่อไปมึงจะได้ลงมาทำงานหนักเสียบ้าง พรุ้งนี้เตรียมตัวได้”
และไพฑูรย์ก็ถูกพากลับไปตึกเเดง พอรุ่งเช้าก็ถูกเบิกตัวออกจากตึกเเดงเอาลงมาทำงานกองโยธาผู้คุมปลดโซ่ตรวนออก
”มึงไปรับเครื่องมือโยธา แล้วทำงานได้เลย”

ไพฑูรย์เล่าว่าเมื่อถูกขังด้วยการล่ามโซ่ตรวนและลูกตุ้ม ทำให้คุ้นเคยกับน้ำหนักโซ่ตรวน เมื่อถูกถอดออก น้ำหนักถ่วงก็หายไป พอก้าวออกเดินก็หัวคะมำล้มลงเหมือนนกปีกหักการก้าวขาของไพฑูรย์ผิดจังหวะ ขาเหมือนลอยได้ ขาขวิดหัวทิ่มลงไปกับพื้นปูนปากคอแตกลุกขึ้นมายืนพอขยับขาก็ล้มลงอีกเหมือนเด็กตั้งไข่ ผู้คุมพากันหัวเราะเฮฮาด้วยความสะใจ
”ฮา ฮา สิงโตหินเดินไม่เป็นโว้ย เหมือนเด็กหัดเดินเชียวมึง”
ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หรือเกินความจริง กว่าจะเดินได้ปกติก็ต้องหัดเดินอยู่ 5วันเต็ม มันเป็นการทรมานให้เดินเหินเหมือนเป็ด ทำให้หัวใจของไพฑูรย์เกิดเเรงฮึดคิดแหกคุกอีกครั้ง แม้ว่าคราวนี้จะตายก็ขอให้ได้จารึกไว้ว่าคุกขังคนชื่อไพฑูรย์ไม่ได้

ไพฑูรย์จดจำยามอุบากอง หรือพม่าแหกคุกได้แม่นยำ เพราะโหรแฉล้มย้ำเเล้วย้ำอีกว่า ยามอุบากองหรือพม่าแหกคุกใช้ได้ผลจริงกำหนดวันได้เเล้วจึงติดต่อกับพรรคพวกที่อยู่ด้านนอก คราวนี้ไพฑูรย์จะขอแหกคุกเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อออกไปสังหารกำนันอามให้จงได้ ที่แหกคุกในครั้งก่อนๆ ทำในเวลากลางคืน แต่คราวนี้จะทำกลางวันเสกๆ ใ้ห้มันลือลั่นว่าสิงโตหินไม่ใช่ธรรมดา

การหนีกลางวันจะต้องมีการยิงสนั่นเเน่นอน จะต้องมีการใช้ปืนกลและระเบิด เเละต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุม

เจ้าอำไพ อินเดียนเเดง ปลอมหน้ามาเยี่ยม พูดเป็นรหัสคำเดียวว่า”เต็ม”แปลว่าทุกอย่างเรียบร้อย ตอนนี้ไพฑูรย์เตรียมอุปกรณ์การหนีไว้พร้อม สิ่งเเรกคือรองเท้าบู๊ตยาง ถุงมือกันไฟฟ้าเชือกที่ปลายเป็นตะขอเหล็กทุกอย่างได้มาเพราะใบมุกที่เพื่อนของไพฑูรย์แอบส่งเงินมาให้ใช้จ่ายเป็นค่าอุปกรณ์
”รุ่งอรุณเบิกฟ้า ไพฑูรย์กราบอัญเชิญหลวงพ่อเดิมด้วยคำอารธนาว่า”

”อิติสุคะโต พุทธสะโร นามะเต อาจาริโยเมภันเต อายัสมา อาจาริโยเมภันเตโหหิ”

เกิดปิติขนลุกซู่ซ่าขึ้นทันที ก้าวเท้าร่ายพระคาถาเหยียบพระเเม่ธรณี ไพฑูรย์ฝังอุปกรณ์ไว้ในที่ลับตาและคิดว่าปลอดภัยที่สุด วันที่กำหนดสำหรับการแหกคุกครั้งนี้คือวันอาทิตย์ เพราะว่าเป็นวันพักผ่อนของนักโทษทุกเเดน
ในวันนี้จะมีลิเก หมอลำ มโนราห์ เเสดงกันในคุกด้วย
ตอนนั้นนอกจากอิฐโปร่งทำซ้อนกันเป็นเเนวกำเเพง เหนือขึ้นไปเป็นสายไฟฟ้าเเรงสูง คืนวันเสาร์ไพฑูรย์สวดมนต์ระลึกถึงหลวงพ่อเดิม ปลุกว่านกระชายดำที่ฝังไว้ในตัว ว่านขยับตัวดันเนื้อรอบบริเวณที่ฝังจนนูนไปมา

รุ่งเช้าวันอาทิตย์ก็เตรียมตัวพร้อมป้อมที่ไพฑูรย์เลือกด้านล่างเป็นพงหญ้าขึ้นสูงบังทัศนวิสัยของยามที่อยู่บนป้อม นักโทษกับผู้คุมสนุกสนานกันตามประสาคุก ไพฑูรย์เริ่มออกไปขุดเครื่องมือ ครบแล้วก็รีบไปยังป้อมที่จะแหกคุกทันที

เวลาเเละจุดนัดพบกำหนดไว้เป็นอย่างดี ปัญหาคือจะแหกได้สำเร็จหรือไม่ การโยนตะขอเหล็กไปเกาะกำเเพงต้องผ่านอิฐโปร่งที่ก่อไว้ เพียงถูกอะไรดึงนิดเดียวก็จะร่วงหล่นลงมาส่งเสียงบอกยามบนป้อมรู้ตัวพอเหวี่ยงเชือกขึ้นไปยังกำเเพงเเล้วดึง เมื่อ
ออกเเรงดึง อิฐโปร่งก็หล่นลงมา ก่อนที่ปลายตะขอจะเกี่ยวกับกำเเพง ไพฑูรย์โหนเชือกดึงตัวขึ้นไป ภาวนาคาถาแคล้วคลาดไปด้วย คาถามีอยู่ไม่กี่ตัว แต่ใช้ได้ผลดี

”นะ โม พุท ธายะ อุด อัด ปัด ปิด พระเจ้าแผลงฤทธิ์ อุด อัด ปัด ปิด ด้วยนะโม พุทธายะ”

เสียงอิฐร่วงกราว ทำให้ยามบนป้อมหันปากกระบอกปืนกลในมือสาดกระสุนเข้าใส่ไพฑูรย์เสียงดังสนั้นหวั่นไหว แต่กระสุนไม่ถูกสักนัด ไพฑูรย์ปีนขึ้นไปเกือบจะถึงกำเเพง เสียงปืนทำให้มีการกดไซเรนดังสนั่น มันคือการบอกให้รู้ทั่วกันว่ามีเหตุร้ายขึ้น ตำรวจสายตรวจที่อยู่ใกล้เคียงจะพากันมุ่งมาที่บางขวาง

มือคว้าลวดไฟฟ้าเสียงดังเปรี๊ยะ ถนัดหู สายไฟฟ้าที่ขึงไว้กับลวดหนามสำแดงเดช แต่ถุงมือกันไฟฟ้าช่วยไว้ได้ สองเท้าเหยียบลงไปที่ลวดหนาม สปริงตัวกระโดดลงไปทันที เจ้าอำไพ อินเดียนเเดง นำพลพรรคมา รออยู่เเล้ว ขณะนั้นตำรวจสายตรวจก็มาถึงพอดี การเเลกกระสุนระหว่างปืนกลมือฝ่ายสหายกับปืนพกลูกโม่เก่าๆ ของตำรวจ ทำให้ตำรวจหลบกันวุ่นวาย

ไพฑูรย์ขึ้นรถได้ พรรคพวกต่างยินดีและขับรถมุ่งไปยังท่าน้ำนนทบุรี ที่นั้นมีเรือเร็วเตรียมพร้อมอยู่เเล้ว จอดรถยนต์ทิ้งไว้ ไพฑูรย์กับสหายลงเรือเร็วหนีไปอย่างลอยนวล
วันต่อมาหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวเกรียวกราว
”เสือไพฑูรย์เเหกคุกอีกครั้ง”

ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะเมื่อไพฑูรย์ถูกจับกลับมาหลังจากแหกคุกไปฆ่ากำนันอามเรียบร้อย ก็ไม่คิดจะแหกคุกอีกต่อไป

เนื่องจากประการเเรก อายุมากขึ้น เเละประการที่สอง ต้องการเป็นนักโทษชั้นดี เพื่อรอการพระราชทานอภัยโทษในวาระฉลองกึ่งพุทธกาล เริ่มตั้งแต่เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่เสี่ยงชีวิตปราบปรามพวกเสือร้ายที่มีวิชาอาคม เเละช่วยดูเเลเพื่อนนักโทษในเเดนประหาร จนได้รับอภัยโทษในที่สุด

ใส่ความเห็น