◎สิงโตหินแหกแดนทมิฬตอนแรก◎

◎แหกแดนทมิฬ๑◎
หากผู้อ่านจำได้ ไพฑูรย์ได้เคยเล่าถึงการเเหกคุกที่กระโดดลงมาจากตึกบัญชาการลอยนวลหนีไปกบดานหลบซ่อนเพื่อหาทางออกอาละวาดอีกทำไมไม่อาละวาด ก็เงินทองของมีค่าที่หามาได้และฝากพวกพ้องไว้ พอไปขอมาใช้ก็ถูกโกงบ้าง ย้ายที่อยู่หนีไปบ้าง บางคนก็ทนสู้หน้าโดยบอกว่าเอาไปใช้หมดแล้ว จะฆ่าจะเเกงอย่างไรก็ยอมพราะนักโทษประหารอย่างไพฑูรย์ ใครจะคิดว้่าจะรอดตายมาได้ มีเเต่จะถูกประหาร

มีอยู่รายเดียวที่นอกจากจะไม่หนีแล้ว ยังหลอกล่อให้ไพฑูรย์ถูกจับอีกครั้งด้วย นายอาม เป็นญาติกับไพฑูรย์ เขาคืออดีตเสืออามที่หลบหนีคดีจนพ้นอายุความแล้วมายึดอาชีพเป็นชาวไร่ ต่อมาได้รับเลือกเป็นกำนัน ด้วยความที่สันดานเคยเป็นโจรเป็นสุนัขจิ้งจอกมาก่อนแม้จะเอาหนังราชสีห์เครื่องแบบกำนันที่มีตราราชสีห์ของมหาดไทยติดหน้าหมวกกะโล่ ก็หาได้ทำให้หางสุนัขจิ้งจอกหดหายไปไม่

กำนันอามส่งลูกน้องไปปล้น ไปขโมยควายชาวบ้านแล้วเเสร้งทำเป็นคนกลางติดต่อกับโจร เรียกค่าไถ่ควาย ซึ่งกำนันอามนั้นเเหละเป็นหัวหน้าโจร เงินค่าไถ่ที่ได้มา กำนันอามเก็บส่วนใหญ่ไว้ที่เหลือเเบ่งพวกลูกน้องพอกันตายลูกน้องคนไหนทำท่าไม่พอใจหรือคิดจะเเยกตัว กำนันอามก็จะตามไปฆ่าจนตาย ไม่ฆ่าเปล่าตัดหัวไปด้วย ทำทีว่าโจรล้างโจร จนลูกน้องไม่มีใครกล้าหือ

ไพฑูรย์นำทองรูปพรรณที่ปล้นพวกคุณหญิงคุณนายจากบ่อนที่พวกนั้นนิยมไปเล่น ก็บรรดาผัวเป็นข้าราชการขี้ฉ้อ เสียแรงที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นพ่อค้าคดโกงชาวนา คดโกงภาษีรัฐ
บ้างก็เป็นนายทุนเงินกู้ทำสัญญาหลอกหลวงชาวบ้าน

ดังนั้นเงินที่ไพฑูรย์ปล้นมาจึงเป็นเงินที่ได้มาจากการคดโกง ส่วนหนึ่งไพฑูรย์เอาไปให้คนฐานะยากจน หรือไม่ก็เข้าการกุศล ส่วนหนึ่งเอาไว้เที่ยวเตร่ ส่วนที่เป็นทองรูปพรรณจะหลอมเเท่งฝากไว้กับผู้ที่ไว้ใจ เช่นกำนันอาม แต่หารู้ไม่ว่านั้นคือการฝากเนื้อไว้กับเสือ นอกจากเสือจะกินเนื้อที่ฝากไว้เเล้ว ยังจะเขมือบคนที่เอาเนื้อไปฝากอีกด้วย หลังจากแหกคุกไพฑูรย์หนีขึ้นไปบางระกำ จ.พิษณุโลก เพื่อไปเอาทองรูปพรรณออกมาหลอมเพื่อขายตามน้ำหนัก เมื่อเผชิญกัน ไพฑูรย์จึงไปขอทองรูปพรรณคืน แต่กำนันอามทำหน้าซื่อตอบว่า

”หลานเปียอย่าใจร้อน มาถึงใหม่ๆ ยังไม่หายเหนื่อยเลย พักผ่อนกับอาสักวันสองวันก่อน อา จะไปไขเซฟเอาของมาคืนให้ ของยังอยู่ครบ รับรองความปลอดภัย เอาชื่อกำนันอามเป็นประกันได้เลย”

”ผมไม่กังวลหรอก ซีวิตผมมันก็เเค่ตาย แต่หากอาเข้ามาพัวพันให้ที่อยู่กับเสือร้ายที่เเหกคุกมาละก็ ชื่อเสียงอาจจะพลอยมัวหมองไปด้วย ผมขอพักเพียงคืนเดียว พรุ้งนี้ได้ทองเเล้วผมจะไปตาก เอาทองออกขาย จากนั้นจะขึ้นไปหลบบนดอยสักพัก”

”ได้เลย พรุ้งนี้ทุกอย่างเรียบร้อยเเน่นอน”

วันรุ่งขึ้นทุกอย่างเป็นปกติ กำนันอามขอตัวไปต่างจังหวัดเพื่อติดต่อราชการเเละจะนำทองแท่งมาคืนให้ไพฑูรย์ด้วย เหมือนกับว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาดลบันดาลใจให้ไพฑูรย์เฉลียวใจเก็บข้าวของย่องลงจากบ้านกำนันอาม กะไปตั้งหลักในพื้นที่ ที่เป็นป่าใกล้ๆบ้านกำนันอาม

ปืนกลนำออกมาประกอบ ปืนพกติดตัวไว้ตลอดเวลา ปืนกลซุกไว้ในโพรงรกทำเป็นเครื่องหมายไว้ จากนั้นย้อนกลับมาที่บ้านกำนันอามอีกครั้ง ตอนนี้มีชายเเปลกหน้ากลุ่มหนึ่งมาวนเวียนอยู่รอบบ้านกำนันอาม มีผ้าขาวม้าคาดเอว มีปืนสั้นแบบลูกโม่ยัดเอวไว้ทุกคน เหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณว่าเป็นพวกเดียวกัน เกิดเหตุจะได้ไม่ยิงกันเอง

ตอนเเรกไพฑูรย์คิดว่ากำนันอามไปต่างจังหวัดจริงๆ แต่ที่ไหนได้ กำนันอามไปยังสถาณที่ ที่ใช้เป็นที่ชุมนุมสมุนโจร เพราะได้ส่งคนไปนัดไว้ตั้งเเต่เมื่อวาน เพื่อให้สมจริง กำนันอามได้ให้คนไปเเจ้งสายตรวจของตำรวจที่เดินเท้าตรวจพื้นที่อยู่ที่หลังวัดบางระกำว่ามีเสือร้ายหนีคดีแหกคุกมาวนเวียน อยู่ในหมู่บ้านของกำนันอาม ตำรวจสายตรวจจึงรวมกำลังกันทุกสายที่อยู่ใกล้เคียงเป้าหมายคือบ้านกำนันอาม

พวกที่เดินมามีผ้าขาวม้าคาดพุง คือสมุนโจรของกำนันอาม ไพฑูรย์เเสร้งทำทีเป็นจะออกไปเดินป่า พอขยับ สมุนผ้าขาวคาดพุงก็ตรูเข้ามาขัดขวางโดยบอกว่ากำนันอามสั้งห้ามออกไปเดินเกะกะ เพราะสถานการณ์ไม่ค่อยดี กำนันเป็นมือปราบที่มีศัตรูเยอะ
หากคนแปลกหน้าไปเดินลับๆล่อๆ อาจถูกฝ่ายตรงข้ามยิงตายได้

เป็นอันว่าไพฑูรย์ต้องอยู่บนบ้านกำนันอาม เคลื่อนไหวไปมาไม่ได้่ พอพลบค่ำกำนันอามก็กลับมาถึงบ้าน พร้อมกับทองคำแท่ง

”กินข้าวกันดีกว่าเปีย ทองได้มาเเล้ว เพราะต้องรีบเดินทาง หากล่าช้าไป ข่าวการเคลื่อนไหวของผมอาจจะไปถึงหูตำรวจ ผมจะถูกล้อมจับได้”

”กำนันอามใครๆก็รู้จัก มันไม่กล้าบุกมาจับเอ็งถึงที่นี่หรอก แต่ถ้าเอ็งบุ่มบ่ามออกเดิมทางกลางค่ำกลางคืน อาจจะปะทะกับพวกสายตรวจได้”

”ผมไม่กลัวหรอกอา ผมก็ศิษย์มีครูเหมือนกัน”

ไพฑูรย์เปิดดูทองเเท่งแล้วปิดปากกระเป๋าไว้ดังเดิม ไม่ได้ตรวจนับ

”ทำไมไม่นับเสียให้ถี่ถ้วน”

ไม่ต้องนับหรอกผมเชื่อใจอา เราต้องพบกันอีกเเน่ ผมรอดไปได้ผมจะกลับมาทดเเทนคุณ

ไม่ต้องมากความหรอก จะไปก็ไปได้เเล้ว

ไพฑูรย์กราบลากำนันอาม เอาย่ามใส่ทองสะพายไหล่เดินลงมาจากบ้าน กลุ่มชายที่มีผ้าขาวม้าคาดพุงหายไปหมด มันเป็นความผิดปกติอย่างเเรก เเต่ไพฑูรย์ไม่กังวลอะไรเเล้ว พอเท้าเหยียบแม่ธรณีปลายเท้าจิกลงไปที่พื้นดิน ภาวนาคาถาฝากซีวิตกับพระเเม่ธรณี

”’เม อะ มะ อุ แม่พระธรณีเจ้าขา แม่อยู่เเล้วหรือ อยู่แล้วขอให้คุ้มชีวิตลูกด้วย ตราบใดที่ฝ่าเท้าของลูกเหยียบแม่อยู่ขอ นะ มะ พะ ทะ ธาตุทั้งสี่ เเม่พระธรณี คุ้มชีวี คุ้มวิญญาณ โส ปิ ติ อิ”

คาถานี้เป็นคาถาของหลวงพ่อเงิน วันดอนยายหอม ที่ได้มอบให้กับศิษย์ และไพฑูรย์ก็ได้มาจากหลวงพ่อเงิน วันดอนยายหอม แม้เเต่เสือผาด ทับสายทอง ก็ใช้พระคาถานี้เหมือนกัน จนทางการไม่สามารถจะปราบปรามเสือผาดได้อยู่มือ จึงต้องลวงเสือผาดกับพวกให้ไปปล้นที่โรงสีข้าวที่ ต.คุ้งพะยอม โดยวางกำลังตำรวจล้อมไว้ทุกด้าน จนเสือผาดกับสมุนถูกต้อนให้เข้าไปในโกดังเก็บข้าวสารของโรงสี

เสือผาดยิงพลางกระโดดไปตามกองกระสอบข้าวสารของโรงสีเป็นช่วงๆ ทำให้เท้าไม่อาจเหยียบพื้นได้ คาถาเหยียบธรณีของหลวงพ่อเงิน วันดอนยายหอม จึงไม่อาจแสดงฤทธิ์ได้ตามปกติ ตำรวจแม่นปืนใช้จังหวะที่เสือผาดกระโดดลอยตัวไปมาระหว่างกระสอบข้าวสารยิงตัดข้อเท้าจนตาตุ่มเเตกเสือผาดลากขาหนีกระเสือกกระสนเอาตัวรอด ในที่สุดก็จับเสือผาดได้ เเต่ยิงยังไงก็ไม่เข้า จึงใช้พานท้ายปืนทุบจนตาย ก่อนจะตัดศีรษะเอาไปเสียบประจานไว้ด้านหลังวัดพระปฐมเจดีย์

เมื่อไพฑูรย์เดินเท้าเข้าไปในป่า เมื่อเข้าไปถึงบริเวณที่ซ่อนปืนกลไว้ จุดไม้ขีดดูเพื่อนำปืนกลสะพายไปด้วย กำนันอามเองก็ฉลาดพอที่จะทำให้ไพฑูรย์ไม่เฉลียวใจหวาดระเเวง

ไพฑูรย์เดินไปตามเส้นทางเกวียนเเคบๆเพื่อจะวกเข้าทางหลัก ซึ่งเป็นทางที่ไพฑูรย์เลือกหลบหนี ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลวร้าย แต่เเล้วเมื่อไพฑูรย์เดินวกเข้าทางหลักนั้นเอง เสียงปืนก็ดังเเหวก ความเงียบสงัดขึ้น

ไพฑูรย์เล่าว่า กระสุนปืนนานาชนิดถล่มเข้ามาหลายนัดถูกเข้าที่ยอดอกถึงกับหงายหลัง แต่ยังมีสถิติคลานเข้าที่กำบัง ก่อนยิงสวนไป แสงเดือนเพ็ญส่องให้เห็นความเคลื่อนไหวของชายฉกรรจ์ซึ่งมีผ้าขาวม้าคาดพุงส่วนหนึ่งปักหลักยิงถล่มเข้ามา อีกส่วนวิ่งสลับฟันปลาเข้ามาทางไพฑูรย์ซ่อนตัวอยู่

ปืนกลในมือของไพฑูรย์ถูกเล็งไปยังร่างของชายฉกรรจ์ที่พุ่งเข้ามา มันเป็นการยิงแบบอัตโนมัติหนึ่งชุดด้วยการอุบไกปืน ผู้จู่โจมร่วงลงไปเห็นคาตา ที่เหลือหลบเข้าข้างทาง เสียงหนึ่งตะโกน
สั้งมาจากด้านหลัง ”ระวังตัวไว้ มันมีปืนกล โอบเข้าไปด้านข้าง กูนัดกับตำรวจสายตรวจให้มาสมทบจับเสือร้ายเเหกคุกแล้ว”

เสียงนั้นคุ้นหูจนไพฑูรย์คำรามกับตัวเองว่า

”อ้ายอาม อ้ายคนสารเลว”

เสียงปืนยิงข่มอีกชุด ชายฉกรรจ์ออกจากที่กำบัง ไพฑูรย์ยิงแบบกึ่งอัตโนมัติทีละนัด ๆ เพื่อประหยัดกระสุน เขาเหมือนเสือลำบาก เพราะห่วงประเป๋าทองแท่ง ทำให้เคลื่อนที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก

ไม่นานนักเสียงปืนก็ดังมาจากด้านข้างทั้งซ้ายและขวา มันเเสดงให้รู้ว่าไพฑูรย์ถูกล้อมไว้ทุกด้านมีทางเดียวคือแหกออกไปด้านหน้า หรือไม่ก็ถอยออกไปด้านหลัง เพื่ออาศัยชัยภูมิเอาตัวรอด ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียด เสียงที่ทำให้ไพฑูรย์ได้ถึงจุดจบก็ดังก้องขึ้น

”เสือไพฑูรย์ นายถูกตำรวจล้อมไว้หมดเเล้ว วางอาวุธเสีย มอบตัวรับโทษเเต่โดยดีเถอะ”

ไพฑูรย์เล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า ตัดสินใจบุกออกไปด้านหน้าปืนกลรัวเป็นชุดสุดท้าย ก่อนผละออกจากที่ซ่อน ในมือมีปืนพกออโตเมติกกระบอกแรกกระชับมือ ภาวนาตลอดเวลาที่วิ่งว่า
”อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา อิ”

คาถากระทู้เจ็ดเเบก กระสุนที่สาดเข้ามาหาเฉียดร่างไปหลายนัด เฉียดกกหูเสียงดังวิ้วๆ วิ่งจนสามารถเข้ายึดที่มั่นใกล้กับที่กำนันอามซุ่มอยู่ ตะโกนโต้ตอบกันได้ถนัด

”อ้ายอาม มึงมันคนไร้สัจจะ กูเอาทองมาฝากเพราะมึงเป็นอากู แต่มึงกลับโกงกู มึงมันสัตว์นรก”

”อ้ายเปียมึงมันขี้คุก แหกคุกออกมาหาที่ตายเอง ทองที่ไหน กูไม่เคยรับฝาก มึงมันปากหมากูจะยิงทิ้งให้เเร้งมันกิน”

ไพฑูรย์เมื่อได้ยินคำว่ายิงทิ้ง จึงคิดได้ว่า หากเขาถูกยิงทิ้ง ความเลวของกำนันอามก็จะคงอยู่หากเขาจะมอบตัวกับตำรวจเพื่อเอาชีวิตรอดไปเข้าแดนนรกก่อนแล้วค่อยหาทางออกมาแก้เเค้นภายหลังไพฑูรย์ทิ้งกระเป๋าสะพาย เพราะรู้แล้วว่า ที่คิดว่าเป็นทองแท่งนั้น มันน่าจะเป็นตะกั่วชุบทอง เพราะกำนันอามวางแผนฆ่าตนเอาทองเเละปิดปาก

ไพฑูรย์วิ่งสวนกลับ ยิงสวนไปสองข้างแล้วตะโกนว่า ”ตำรวจอย่ายิง เสือไพฑูรย์ขอมอบตัวอย่ายิง”

เสียงตะโกนของไพฑูรย์ทำให้พรรคพวกกำนันอามพากันถอย เพราะตำรวจแห่กันเข้ามา อีกอย่างหากคนร้ายมอบตัว ใครยิงก็คือฆาตกร เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้กำนันอามจึงเเค้นเคืองเป็นที่สุด

ไพฑูรย์เล่าถึงการมอบตัวกับตำรวจเพื่อเอาตัวรอดจากการถูกกำนันอามฆ่าปิดปากแล้วค่อยหาทางแก้เเค้นทีหลัง โดยยอมมอบตัว

ตำรวจสายตรวจระดมกันมาตะโกนดังลั่นป่า

”เสือไพฑูรย์เดินชูมือออกมา คนใดไม่เกี่ยวข้องอย่าเข้ามาขวาง จะถือเป็นการขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีความผิดทางอาญา”

ไพฑูรย์เดินโยนปืนพกคู่กายออกมาก่อนเเล้วเดินชูมือขึ้นเหนือศีรษะในลักษณะการมอบตัว ผบ.หมู่มียศแค่สิบตำรวจเอก ไว้หนวดดวงตาดุดัน เข้าค้นตัวไพฑูรย์ จึงเจอปืนอีกกระบอกที่เสียบไว้ที่เอวด้านหลัง

”มึงคิดจะสู้ตำรวจหรือ จึงโยนปืนออกมาเเค่กระบอกเดียว”

”แน่นอน หากจะมีการวิสามัญฯ ผมระหว่างมอบตัวละก็ ผมไม่ยอมไปคนเดียวหรอก ผมจะเอาไอ้กำนันอามกับตำรวจไปด้วย”

”มึงเเน่มาก ตำรวจบางระกำนี้ไม่มีระบบยิงทิ้ง ภูธรไม่เหมือนนครบาล คนร้ายมอบตัวแล้วยิงทิ้ง หมู่ทองคำไม่มีอยู่ในระบบ”
สิ้นอิสรภาพอีกครา ไพฑูรย์ระบายความในใจว่า

”คำว่าอาชญากร จอมอาชญากรรมหมายเลขหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องดีเเต่เป็นตราบาปต่างหากในเเวดวงอาญากรรมมักยกย่องอาชญากรว่าเป็นยอด แต่ลึกๆ ลงไปเเล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาชญากร หรือจอมอาชญากร ที่เเท้ก็คืออ้ายขี้คุกนั้นเอง”

ติดคุกตลอดชีวิต ติดคุก 6เดือน หรือ 10ปี20ปีก็ถือว่าเป็นขี้คุก
การที่เขียนเรื่อง หรือเล่าเรื่องความเป็นมาแต่หนหลัง ก็เพื่อเตือนบรรดาคนรุ่นหลังว่า เส้นทางแห่งอาชญากรรม เป็นเส้นทางที่มีเเต่ความเสื่อมแก่ตนเองเเละวงศ์ตระกูล

ประตูคุกเปิดตลอด 24ชั่วโมง แต่คนเรากลับเดินเข้าคุกกันเป็นว่าเล่น ในทางตรงกันข้าม

ประตูวัดเปิดตลอด24ชั่วโมง แต่ไม่มีใครอยากเข้าเท่าใดนัก
โบราณว่า เสนียดคุกเสนียดตะราง ไม่มีใครอยากคบ แม้อยากกลับตัวเป็นคนดีก็ไม่มีใครเชื่อถือก็คนคุกใครก็ไม่ไว้ใจ
ทุกคำบอกเล่า ทุกตัวอักษร จึงเขียนขึ้นเพื่อสะท้อนภาพของคนคุก ชีวิตในคุกเพื่อมิให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

เส้นทางโจรฤกษ์ดาวโจรมักใช้เป็นข้ออ้างเพื่อทำให้เสือคนปล้นจี้ได้รับความเห็นใจ บ้างก็ดูว่าพระอรหันต์องคุลิมาลเป็นตัวอย่าง เกิดมาในขณะที่ดาวโจรส่องเเสงเเรงกล้า อาวุธในท้องพระคลังสั่นกระทบเป็นประกายไฟ

เมื่อหิงสกะกลายเป็นมหาโจรองคุลิมาล ผู้คนบอกว่าอหิงสกะเกิดมาใต้ฤกษ์ดาวโจร จึงต้องเป็นโจรไปตามดวง แต่สมเด็จพระบรมศาสดาก็ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่า ฤกษ์ดาวโจรหาใช่สาเหตุที่ทำให้อหิงสกะเป็นองคุลีมาล แต่เหตุสำคัญคือ อหิงสกะไม่เคยรู้จักบาปจากการฆ่ามนุษย์เป็นอย่างไร พระองค์จึงทรงโปรดองคุลีมาล จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

หลังจากถูกจับกุม ไพฑูรย์ก็ถูกใส่กุญเเจมือคุมตัวออกจากที่ปะทะ เดินผ่านหน้ากำนันอาม ไพฑูรย์มองหน้ากำนันอามจ้องเขม็ง

”ในที่สุดกูก็รอดไปได้ มึงจะต้องนอนฝันร้ายไปอีกนาน เพราะบางขวางจะขังกูได้ไม่นาน กูจะแหกคุกออกมาอีก คราวนี้กูจะมาหามึงแบบไม่ให้รู้ นั้นหมายความว่ามึงกับกูพบกันวันใด วันนั้นจะเป็นวันตายของมึง”

กำนันอามแสยะยิ้มก่อนจะตอบไพฑูรย์ว่า

”มึงต่างหากที่จะต้องนอนฝันร้าย เพราะโอกาสที่มึงจะเเหกคุกมาได้อีกคงหมดเเล้ว มึงต้องอยู่ในบางขวางไปจนตาย”

ไพฑูรย์จนบันทึกการถูกจับก่อนที่จะนำไปสู่การแหกคุกครั้งสุดท้ายว่า ถูกจับที่อำเภอบางระกำปี พ.ศ.2490 ถูกส่งตัวมาที่สถานีตำรวจภูธร พิษณุโลก หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามจึงเดินทางมารับตัวลงมาที่กรุงเทพฯ
(สำหรับตอนต่อไปไพฑูรย์จะเเหกคุกออกมาแก้เเค้นได้อย่างไรต้องติดตามชมต่อไปครับช่วงนี้เเอดมินไม่ค่อยมีเวลาได้พิมต้องขอภัยเเฟนเพจด้วยนะครับที่โพสล่าช้า)

สำหรับตอนนี้ขอมอบพระคาถาฝากชีวิตกับเเม่ธรณีเเละพระคาถาพระเจ้าห้ามอาวุธ

◎พระคาถาฝากชีวิตกับพระเเม่ธรณี◎

เม อะ มะ อุ แม่พระธรณีเจ้าขา แม่อยู่เเล้วหรือ อยู่แล้วขอให้คุ้มชีวิตลูกด้วย ตราบใดที่ฝ่าเท้าของลูกเหยียบแม่อยู่ขอ นะ มะ พะ ทะ ธาตุทั้งสี่ แม่พระธรณ คุ้มชีวี คุ้มวิญญาณ โส ปิ ติ อิ

◎พระคาถาพระเจ้าห้ามอาวุธ◎

อะสิ สัตติ ธะนูเจวะ สัพเภเต อาวุธานิจะ ภัคคะภัคคา วิจุณนานิ โลมังมาเม นะผุดสันติ

ใส่ความเห็น