◎อภินิหารฤทธิ์แห่งพ่อครูพระพิราพ◎

◎อภินิหารพ่อครูพระพิราพ◎
สมัยเมื่อเมืองไทยยังไม่มีโรงหนัง มหรสพนับว่าขึ้นหน้าขึ้นตาที่สุดคือ ลิเก ละครชาตรี โขน โขนสด ตกค่ำเสียงตะโพนดัง เสียงเพลงโหมโรงดังกระหื่มลอยมาตามลม มีมนต์ขลังให้ผู้คนที่ได้ยินทนอยู่บ้านไม่ได้ต้องเดินตามเสียงโหมโรง เชื่อกันว่าเป็นเช่นนั้นเพราะพลังอำนาจเเห่ง ”พระประโคนธรรพ์” คนธรรพ์เจ้าแห่งการบรรเลงดนตรี

คนธรรพ์ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นมานพกึ่งเทพ มีถิ่นที่อยู่ในป่าหิมพานต์ สำเริงสำราญอยู่ด้วยเสียงคนตรีและการเสพสุขทางกาม ไม่สำรวมในกาม ชอบลักลอบเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น หรือพอใจก็ใช้มนตราเป่าให้ฝ่ายหญิงเคลิ้ม ลักพาตัวไปจากสามี จนกลายเป็นศัพท์ที่แสดงถึงการได้เสียกับแบบไม่ถูกต้องตามประเพณี ด้วยการหนีตามกันไปว่า ”วิวาห์คนธรรพ์” มาจนทุกวันนี้

สำหรับการโขนแล้วต้องยกให้กรมศิลปากร ต้นตำรับโขนในประเทศไทย มีการสอนกันแบบเข้มข้น แสดงสมจริงสมจัง งานไหนมีโขนศิลปากรไปแสดง ลานที่ว่ากว้างจะแคบไปถนัดตา แต่มีข้อห้ามสำคัญสำหรับการแสดงโขนอยู่ข้อหนึ่งคือ

”โขนชักรอก ว่าหากมิได้มีพระบรมราชานุญาตให้แสดงเเล้ว แม้แต่งานหลวงก็แสดงไม่ได้โขนชักรอกเป็นการคิดค้นของท่านผู้มีหน้าที่สร้างฉากโขน โดยคิดประยุกต์ให้ทำเครื่องคาดพิเศษเพื่อโยงตัวโขนด้วยรอกและเชือกให้ตัวแสดงลแยไปลอยมาในอากาศเหนือพื้นเวทีแสดง”

พุทธศักราช 2475 กรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ 150 ปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้รัฐมีพิธี ”ฉลองกรุงครบ 150 ปี” มีพระราชพิธีสมดภชพระสยามเทวาธิราช พระหลักเมือง ตลอดจนเทวดารักษานภดลมหาเศวตฉัตร เปิดสะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปฐมบรมกษัตริย์แห่งบรมราชจักกรีวงศ์ ท่ามกลางเสียงเล่าลือว่าจะมีการปฏิวัติเปลี่ยนเเปลงการปกครอง

ที่ท้องสนามหลวง โปรดเกล้าฯ ให้จัดการแสดงโขนชักรอกติดต่อกัน 7 วัน 7คืน คืนละหนึ่งตอนเวทีแสดงสร้างใหญ่ยาวและมีเพดานสูง มีการระดมจิตรกรเขียนฉากที่มีฝีมือจากงานช่าง 10หมู่ มาเขียน

มีการตกแต่งไฟแสงสี เพื่อให้เข้ากับการชักรอกโขนขึ้นไปในอากาศ ผู้คนทราบข่าวก็พากันมาชมจนแน่นขนัด คนที่ต้องการดูถนัด ๆ ก็เอาเสื่อเอาหมอนมาจองที่หน้าเวทีการแสดงตั้งเเต่เที่ยง เอาร่มกางกันแดดกันจ้าละหวั่น

ไพฑูรย์เล่าว่า ตอนนั้นเรียนมัธยมต้น อาศัยว่าเป็นบุตรบุญธรรมของท่านผู้มีบารมี จึงเข้านอกออกในหลังโรงโขน ซึ่งเป็นที่แต่งตัวของพระนาง แบ่งออกเป็นสองส่วน ด้านในสุดเรียกว่า”โรงนาง”สำหรับตัวนางที่เป็นสตรีใช้แต่งตัว จากนั้นจะเป็นช่องว่างต่อจากช่องว่างเป็น ”โรงพระ”เป็นที่แต่งตัวสำหรับชาย การเเสดงจะออกคนละข้าง พระออกขวา นางออกซ้าย

ผู้ควบคุมตัวนางคือ ”หม่อมเฟื่อง” ชื่อจริงไม่มีใครรู้ เป็นคนเฉียบขาด ดุ เเละด่าไม่เลือก ตัวพระที่แอบดูตัวนางจะถูกหม่อมเฟื่องดุด่าประจานจนเสียผู้เสียคน ที่ร้ายที่สุดคือ หม่อมเฟื่องจะมีกระป๋องใส่ปัสสาวะเตรียมไว้ราดหัวคนที่มุดลอดเข้ามาแอบดูตัวนางแต่งตัว ใครโดนเข้าไปรดน้ำมนต์ 7 วัดยังไม่หายซวย

ไพฑูรย์ได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูได้ตรงช่องว่างระหว่างที่แต่งตัวพระกับตัวนาง จะเห็นนางได้ก็ตอนที่แต่งตัวเสร็จแล้วและเตรียมออกฉาก ไพฑูรย์เล่าว่า การแต่งตัวของตัวพระตัวนางจะลำบากที่สุดเพราะ เป็นชุดสำเร็จรูปเปิดด้านข้างเอาไว้ เเต่ละชุดมีราคาแพงเพราะปีกดิ้น ประดับเพรชพลอยให้เกิดประกายกับแสงไฟบนเวที ใส่แล้วจึงเย็บด้วยด้ายตรึงไว้อีกทีหนึ่ง

เรียกว่าเมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแล้วจะถอดออกไม่ได้ แม้จะปวดอึปวดฉี่ก็ต้องทน ดังนั้นก่อนการแสดงจะเริ่มงดกินน้ำอาหารเพื่อไม่ให้เป็นภาระในการขับถ่าย ร้อนและอึดอัดก็ต้องทน ก่อนแต่งองค์ทรงเครื่อง ตัวแสดงจะต้องมาทำความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำโรงโขน ได้แก่เศียรพระพิราพ เศรียรพระคเณศ และเศียรพ่อแก่ (ฤษี) ก่อน เศียรดังกล่าวถือว่าเป็นครูใหญ่ ต้องไหว้ครูประจำทุกปี

ตัวนางรองที่ผลัดกับนางเอกที่มีชื่อว่า ”เรียม”หน้าตาสวยมาก แม้ถอดเเป้งออกแล้วก็ยังสวยไพฑูรย์แอบหลงรักมาก เวลาบทเธอจะเดินเยื้องกรายสง่างามเหมือนนางพญา ต่อมาเธอไปแต่งงานกับพระยาพานทอง หนุ่มเนื้อหอม กลายเป็นคุณหญิงไป

การแสดงโขนชักรอก ตัวเอกต้องเตรียมไว้ 3ตัวผลัด เช่นพระราม พระลักษมณ์ ขุนกระบี่เช่นหนุมาร สุครีพ เพราะหากใช้ตัวแสดงตัวจะแสดงไม่ไหว การแสดงจะมีหยุดพัก เปลี่ยนนักดนตรี มีการแสดงคั้นเพื่อเปลี่ยนฉาก ไพฑูรย์แอบดูอยู่หลังฉาก ตัวโขนถูกชักรอกขึ้นไปบนอากาศ ดนตรีบรรเลงทำนองรบ ไฟบนเวทีสลับไปสลับมาคล้ายกับเเสงศรที่แผลงออกมาจากสองฝ่าย

พระราม พระลักษมณ์ ขุนกระบี่กับยักษ์เหาะขึ้นไปรบกัน เรียกเสียงปรบมือเป่าปากจากคนดูด้วยความสะใจ หม่อมเฟื่องบอกกับนางเรียมว่า เตรียมตัวให้พร้อม อีก 20 นาทีจะขึ้นแสดงเป็นเมขลาล่อแก้วกับรามสูร นางเรียมปวดปัสสาวะเต็มกลั้นจึงยกมือไหว้หม่อมเฟื่อง ”หม่อมเจ้าขา ดิฉันถอดเครื่องไปปัสสาวะ มันอั้นไม่ไหวจริงๆเข้าค่ะ” ”นางเรียม เวลาแค่20นาที ไม่ทันหรอกอดทนเอาอะไรกันก็รู้แล้วนี่นาว่าแต่งตัวแล้วจะอย่างไรก็เเล้วเเต่จะถอดชุดไม่ได้ ไปเตรียมตัวแสดง อย่าเรื่องมาก”

ไม่พูดเปล่าขยับหวายไปด้วย นางสาวเรียมจึงต้องล่าถอยกลับไปนั้งตาปริบๆ เมื่อถึงเวลาแสดงนางสาวเรียมในเครื่องทรงนางเมขลา ก็ออกจากฉาก อั้นปัสสาวะเอาไว้ ร่ายรำโยนลูกเเก้วล่อรามสูรบนเวที

สักพักดนตรีรัวเป็นสัญญานบอกให้รู้ว่ารามสูรกับเมขลาต้องแอบเข้าหลืบฉากเพื่อให้เกี่ยวตะขอกับเครื่องสวมเพื่อชักรอก ดนตรีเชิด เมขลากับรามสูร ก็เหาะลอยขึ้นไปล่อแก้วบนฉากก้อนเมฆทันใดนั้น เทพอรชุนก็ลอยขึ้นมาขวางหน้ารามสูร ป้องกันเมขลาจากรามสูร แต่พลาดท่าถูกขวานรามสูรเข้าอย่างจังร่วงลงมากระเเทกกับเขาพระสุเมรุสิ้นซีวิต เมขลาได้โอกาสจึงโยนลูกแก้วสามครั้ง รามสูรก็ตามืดมัวไปชั่วขณะทำให้เมขลาเหาะหนีไปได้

เชือกชักรอกนางเมขลาลงมาที่พื้นเวที ส่วนรามสูรยังคงลอยอยู่ด้านบน คนดูหัวเราะชอบใจ ส่วนนางสาวเรียมหัวเราะไม่ออก เพราะทนอั้นฉี่ไม่ไหว เลยฉี่ราดก่อนจะลงถึงพื้น เข้าไปในห้องเเต่งตัวผ้าทรงท่อนล่างเปียก กลิ่นฉี่เหม็นหึ่ง

หม่อมเฟื่องหน้าบึ้งตึงร้องตวาดเสียงดังลั่น ”หมดกันเครื่องทรงราคาเเพง รู้ไหมว่าจะปักเสร็จใช้เวลากี่เดือน ใช้เงินไปเท่าไหร่ ชักก็ไม่ได้ หลวงท่านต้องเสียเงินทำชุดใหม่อีก อิเรียม มึงนะมึงทำกูได้”
”หม่อมเจ้าขา อิฉันบอกแล้วว่าปวดจนทนไม่ไหว เวลาก็ยังเหลือ เเต่หม่อมก็ไม่ยอม อิฉัน กลั้นเต็มที่เเล้ว เเต่พอถูกชักรอกเลยกลั้นไม่อยู่เจ้าค่ะ”

”อ้อ…มึงว่ากูเป็นต้นเหตุอย่างนั้นหรือ เอาละอีพวกเด็กๆดูเอาไว้ นี่เป็นโทษของผู้ที่ทำชุดเครื่องทรงหลวงเสียหาย”
หม่อมเฟื่องหันซ้ายหันขวาจะหาหวายเเต่ไม่เห็น เลยคว้ากระบองยักษ์ที่ทำด้วยไม้กลึงตีลงไปที่ร่างของนางสาวเรียมจนฟกช้ำดำเขียว นางสาวเรียมยกมือปิดป้อง ปากก็ร้องว่า ”หม่อมเจ้าขาผิดไปเเล้ว ต่อไปจะระมัดระวัง พอทีเถิดเจ้าค่ะ”

หม่อมเฟื่องไม่ยอมหยุดจนมีเสียงตวาดดังมากจากที่ว่างระหว่างโรงพระกับโรงนาง เป็นเสียงจางวางเพิ่มนั้นเอง
”หม่อมจะตีลูกเขาให้ตายเลยหรือ เป็นอาญาแผ่นดินนะ ถ้าพ่อแม่เขารู้ว่าหม่อมตีลูกเขาปางตาย จะแก้ตัวว่าอย่างไร”

นั้นเเหละหม่อมเฟื่องจึงหยุดตี โยนไม้กระบองยักษ์ทิ้ง จะเดินเข้าไปกำกับการเเสดงที่จะออกฉากต่อไป ทันใดนั้นนางสาวเรียมก็ทะลึ่งลุกขึ้นยืนตาขวาง พูดเป็นเสียงผู้ชายทรงอำนาจ

”นางเฟื่องสามครั้งสามคราแล้วที่มึงลงโทษตัวแสดงสาหัสต่อหน้ากู กูอดทนจนทนไม่ไหวคราวนี้มึงบังอาจใช้กระบองยักษ์ของสูงมาตีเเทนหวาย มันผิด มึงก็ผิดด้วย กูคอยดู คอยคุ้มครองให้พวกมึง เวลาชักรอกกูก็ช่วยภาวนาให้ตัวเเสดงปลอดภัย คราวนี้กูต้องลงโทษให้มึงหลาบจำเสียบ้าง”

หม่อมเฟื่องหัยมาดูเต็มตา เห็นเเววตาของนางสาวเรียมผิดปกติก็รู้ได้ว่าครูเข้า เเต่ไม่รู้ว่าเป็นองค์ไหน ทันใดนางสาวเรียมก็ตวาดว่า
”นางเฟื่อง จำไม่ได้หรือ ก็เศียรกูที่บูชานั้นไง กูพระพิราพ มึงคิดว่ากูมีเพียงเศียรกับชื่อหรือกูน่ะอยู่ทุกหนทุกเเห่ง ที่ใดบูชากู กูเเบ่งภาคไปช่วย กูจะบิดคอมึงให้เอียงไปข้างหนึ่ง เมื่อมึงเกษียณไปแล้ว มึงจงรักษาศิลภาวนาเป็นชีกำหนดปี ครบปีเมื่อใด คำสาปของกูจึงจะถอนออก”

แล้วร่างของนางเรียมก็ล้มฮวบลงนอนไม่ได้สติ ส่วนหม่อมเฟื่องรู้สึกเสียวที่ก้านคอจากนั้นคอก็เริ่มเอียงไปข้างหนึ่ง พยายามไปให้หมอนวดจับเส้นก็ไม่หาย เลยได้ฉายาในหมู่นักเเสดงกรมศิลปากรว่า ”หม่อมเอียง” วันที่หม่อมเฟื่องอำลากรมศิลปากร บรรดาศิษย์ทุกคน ต้องพากันมารดน้ำดำหัวเเละร่ำราให้อาลัย เพราะเป็นผู้ให้อาชีพแก่ตน แม้หม่อมจะดุเเต่ก็รักศิษย์ทุกคนต้องการให้ได้ดี

เมื่อเกษียณแล้วหม่อมเฟื่องกลับไปเพรชบุรีบ้านเกิด ไปบวชชีรักษาศิลภาวนาที่สำนักชีวัดเขาวัง ไพฑูรย์รับราชการทหาร หรมพระธรรมนูญได้เดินทางไปฝึกงานที่มณฑลทหารบกเพรชบุรีรู้ว่าหม่อมเฟื่องมาบวชชีที่เขาวัง จึงซื้อของไปเยี่ยม เมื่อพบกับไพฑูรย์ แม่ชีเขม้นมองอยู่นาน เพราะไม่ได้พบกันหลายปี ไพฑูรย์ต้องการรำลึกความหลังว่า ”ผมเปียไง ชื่อจริงว่าวรรณวิน เคยไปดูโขนหลังโรงเมื่อตอนเป็นเด็กไงครับ”
”โอ…พ่อเปียนั้นเอง เป็นนายทหารหรือนี่ ดีใจจริงที่ได้เจอ ขอบใจนะที่จำแม่ชีได้” ”คอเเม่ชีหายดีแล้วหรือครับ”

”หายเมื่อปีที่เเล้วนี่เอง ครบหนึ่งปีที่แม่ชีบวชรักษาศีลภาวนา คืนวันที่ครบหนึ่งปี เเม่ชีฝันไปว่า พระพิราพมายืนอยู่ที่หน้ากุฏิ ท่านมาบอกว่าได้ใช้เวรตามประกาศิตจนครบวาระแล้ว คอจะกลับคืนสู่สภาพเดิม คอจะหายเอียง พ่อตื่นเช้่าขึ้นมาก็หายจริง ๆ จึงได้ทำอาหารไปถวายเพลพระอุทิศกุศลให้กับพระพิราพ”

เรื่องนี้ไพฑูรย์ประสบมาด้วยตัวเอง จึงนำมาเล่าไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ตระหนักว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แม้จะมองไม่เห็น หรือหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหลนั้เป้นเรื่องจริง ดังเช่นที่หม่อมเฟื่องได้พบมาด้วยตัวเองถึงอิทธิฤทธิ์ของพระพิราพ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ จะเกิดอันตรายต่อตัวเอง

ในตอนนี้ขอมอบพระคาถาเกี่ยวกับเรื่องเมตตาหมานิยม อันอยู่ในท้องร้อง เป็นคาถาเสกเเป้งผัดหน้าของตัวพระเเละตัวนางเวลาจะออกมาเเสดง พสกไม่มีเเป้งผัดหน้าก็รำลึกเอาฝ่ามือเปล่านี่เเหละเสมือนว่ามีเเป้งเสกเเล้วก็ผัดหน้าใช้ได้เหมือนกัน คาถานี้เรียกว่า

”คาถาพระพิราพหน้าทอง”

นะ สุวรรโณ นะมะสิตตวา โม กาโร มณีโชตะกัง พุทธ กาโร
สังขะเมวะจะ ทา กาโร สุริยาเอวะ ยะ กาโร มุกขะกังขะเมวะจะ
สุทะมะมัง มะมังทะสะ กะระณียะเมตตัง เมตตา กรุณา มุฑุตา อุเบกขา จิตตัง จิตตัง เชยยะนารี จักกะวัติราชา มะโนโจรัง ไมตรีจิตตัง เอหิจิตตัง ปิยังมะมะ

*คาถาทุกบท อักขระทุกคำ ทางผู้เขียนหนังสือได้ตรวจสอบ กับต้นตำรับคาถาอาคมที่ครูบาอาจารย์ได้บันทึกไว้ทุกตัวอักษรจึงสมบูรณ์ไม่มีอักขระวิบัติเเม้เเต่ตัวเดียวเเอดมินก็คัดลอกมาให้ได้รับชมเเละจะตรวจสอบพระคาถาจนเเน่ใจว่าไม่มีอักขระผิดไปถึงจะโพสให้รับชมครับ นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว

ใส่ความเห็น