◎อภินิหารเบี้ยเเก้◎ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

◎อภินิหารเบี้ยเเก้◎

เบี้ยเป็นเปลือกหอยทะเล ที่เรียกกันว่าหอยเบี้ย มนุษย์ใช้แทนเงินตราแลกเปลี่ยนกับสินค้าต่างๆ ไปจนถึงทองคำ แม้แต่ในประเทศไทยก็เคยใช้เบี้ยแก้แทนเงินมาจนกระทั้งได้มีการสร้างเงินพดด้วงขึ้นมา เบี้ยจึงหมดบทบาทในด้านการเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนสินค้า

เบี้ยมีขนาดต่างกันเบี้ยที่ใช้เเทนเงินเป็นเบี้ยขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังมีเบี้ยขนาดกลาง และขนาดใหญ่ สำหรับเบี้ยขนาดกลางกับขนาดใหญ่ พราหมณ์ฮินดูใช้ทำเครื่องรางเรียกกันว่า ”ภควะจั่น” ติดตัวไว้ป้องกันฟ้าผ่า ป้องกันคุณไสยต่างๆ จากนั้นเเพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับพราหมณ์ฮินดู

หลวงปู่รอดวัดนายโรง บางกอกน้อยได้ไปขอถ่ายทอดวิชามาจากพราหมณ์ และนำมาสร้างเป็นภควะจั่นไทย เรียกว่า”เบี้ยเเก้”หมายถึงแก้เรื่องร้ายให้กลายเป็นดี โดยนำเบี้ยขนาดกลางมา กรอกปรอทเข้าไปภายใน จากนั้นจึงใช้ชันโรงใต้ดินอุด ปากเบี้ย ป้องมิให้ปรอทไหลออกมาด้านนอกใช้ผ้าแดงลงอักขระห่อ และใช้แผ่นตะกั่วถ้ำชาหุ้มเปิดที่ด้านบนหลังเบี้ยไว้ ถักเชือกหุ้มด้านนอกมีหูสองข้าสำหรับร้อยเชือกคาดเอว หรือคล้องคอ

ปรอทที่ใช้นั้นหลวงปู่รอดท่านดักเอามาจากธรรมชาติ และหากว่ามีศพใดก็ตามที่ทางญาติเสาะหาปรอทมากรอกใส่ปากศพให้ลงไปอยู่ในกระเพาะอาหารเพื่อป้องกันศพเน่า ก็ให้สัปเหร่อผ่าท้องตักปรอทจากกระเพาะมาถวายให้ท่านเก็บไว้ผสมกับปรอทในธรรมชาติ เพื่อทำเบี้ยเเก้ต่อไป

ไพฑูรย์บอกว่าตนเกิดไม่ทัน หลวงปู่รอด วัดนายโรง เเต่ได้ทันศิษย์รุ่นที่ 3ของหลวงปู่รอดวัดนายโรง คือหลวงพ่อม่วง วัดคฤหบดีหลวงพ่อม่วงเดิมอยู่วัดปราสาท ในคลองบางระมาด ต่อมาได้ย้ายมารับตำเเหน่งเจ้าอาวาสวัดคฤหบดี และท่านได้สร้างเบี้ยเเก้วัดนี้ ไพฑูรย์แม้จะเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ แต่ก็ได้พยายามแสวงหาพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์

เพราะหลวงพ่อเดิมเคยพูดว่า ”ที่เขาเก่งกว่าฉันยังมีอีกมาก สำหรับฉันเรียกว่าพอใช้ได้เท่านั้น”

สมัยนั้นเสด็จในกรมฯ(กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์)ทรงสนพระทัยในเครื่องรางของขลังเป็นอย่างยิ่งที่ใดมีพระอาจารย์ดีไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือพระเกจิย์ หากว่ามีวิชาอาคมแก่กล้าจะเสด็จไปนมัสการ หรือไปเยี่ยมชมสำนักหากเป็นฆราวาส เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ขอถ่ายทอดวิชา

นังเลงบางยี่ขันมีพระหล่อหลวงพ่อม่วงกันทุกคน ที่เอวมีเบี้ยเเก้ หากเกิดมีเรื่องกับทหารเรือในร้านเหล้า จะกินกันไม่ลง เพราะทหารเรือมีปลัดขิกหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ คาดเอว ต่างฝ่ายต่างหนังดี อย่างมากก็เเค่สลบหามไปรักษาพยาบาล

ความทราบถึงพระกรรณ(หู)ของเสด็จในกรมฯ จึงใส่ฉลองพระองค์แบบชาวบ้านธรรมดาไปวัดคฤหบดี พอไปถึงเห็นพระภิกษูชรากวาดลานวัดก็เข้าไปนมัสการ ถามหากุฏิเจ้าอาวาสพระภิกษุชราก็ชี้มือไปทางหมู่กุฏิด้านขวาของโบสถ์ พอไปถึงกุฏิด้านขวาของโบสถ์ เสด็จในกรมฯ จึงดำเนินไปตามทางที่พระภิกษุชราบอก พอไปถึงกุฏิเจ้าอาวาส ชายฉกรรจ์ 3คนก็กรากออกมาขวางหน้า

”จะขึ้นไปหาหลวงพ่อมีธุระอะไรกัน หน้าตาไม่คุ้น รออยู่ตรงนี้ก่อน จะขึ้นไปกราบเรียนหลวงพ่อก่อน”

เสด็จในกรมฯ ทรงยืนรอ ทันใดนั้นก็มีพระภิกษุชรารูปเดียวกับที่กวาดลานวัดเดินออกมายืนที่หัวบันได ร้องบอกกับศิษย์ที่ยืนขวางทางว่า
”รู้จักอะไรเป็นอะไรบ้าง ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่มาเที่ยววัด อย่าไปขวางทางเขา”

เสด็จในกรมรู้สึกเเปลกพระทัยว่าทำไมพระรูปนี้จึงมีญาณหยั่งรู้สูงนัก ทรงปลอมพระองค์มาก็ยังรู้ได้ จึงถอดรองพระบาทวางไว้ที่ปลายบันได ถอดพระมาลาออกถือไว้ก่อนจะเดินขึ้นไปบนกุฏิหลวงพ่อม่วง นั้งคุกเข่ากราบท่าน

‘ได้ข่าวว่าท่านเจ้าอาวาสสร้างเบี้ยเเก้เเจก กระผม กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ต้องการทราบถึงความเป็นมาของเบี้ยแก้”

หลวงพ่อม่วง จึงถวายคำอธิบายให้เสด็จในกรมฯ ทราบอย่างละเอียดว่า”อาตมาเรียนวิชานี้มาจากหลวงพ่อแขก วัดบางบำหรุ ศิษย์ถ่ายทอดวิชาด้านเบี้ยเเก้จากหลวงปู่รอด วัดนายโรง อาตมาเป็นศิษย์ถ่ายทอดคนที่สาม เบี้ยเเก้ประกอบด้วยเบี้ยขนาดกลาง ปากเบี้ยจะมีฟัน 32ซี่ ภายในบรรจุปรอทหนัก 1บาท อุดปากเบี้ยด้วยชันโรงใต้ดิน เพื่อป้องกันปรอทรั่วออกมาจากด้านใน ปลุกเสกเเล้วมีอานุภาพหลายประการ ทั้งคงกระพัน มหาอุด ป้องกันคุณไสย แก้ยาเบื่อยาสั้ง แช่น้ำทำน้ำมนต์รดไล่ภูตผีปีศาจ และประพรมสินค้าให้ขายดี”

เสด็จในกรมฯจึงขอทดสอบยิงด้วยพระเเสงปืนประจำพระองค์ หลวงพ่อม่วงท่านก็อนุญาต โดย”การยิงปรากฏสามลักษณะคือยิงใกล้ๆ ปืนจะไม่ลั่น ยิงระยะฉกรรจ์กระสุนออกแต่ถูกตัวคนยิงจะไม่เข้า และยิงระยะไกลไปอีกนิด กระสุนออกแต่ไม่ถูก เป็นเเคล้วคลาด”

เสด็จในกรมฯ ยิงสามระยะก็เป็นจริงดังที่หลวงพ่อม่วงกราบทูลไว้ทุกประการ จึงขอให้หลวงพ่อม่วงช่วยทำถวาย หลวงพ่อม่วงทูลว่า
”อาตมาทำไว้ด้วยกันสามตัวด้วยกัน ลงรักปิดทองเรียบร้อย จึงขอถวายพระองค์ทั้งหมดแล้วเเต่จะทรงมอบให้แก่ใคร”

ไพฑูรย์เล่าต่อว่า ได้ยินกิตติศัพท์หลวงพ่อม่วงแล้วอยากได้เบี้ยเเก้ จึงลงทุนไปที่วัดคฤหบดี ไปถึงวัด ศิษย์บอกว่าหลวงปู่เข้าไปนั้งสมาธิในโบสถ์ตั้งเเต่เมื่อหลังภัตตาหารเช้า (หลวงพ่อม่วงฉันเอกาวัดละมื้อเดียว) ถ้าเป็นอย่างนี้ก็โน่นก่อนทำวัตรเย็น หลวงปู่จึงจะออกมา ไพฑูรย์จึงเดินทางไปที่โบสถ์เห็นหน้าต่างเปิดทุกบาน แต่ประตูโบสถ์ปิดสนิทจากด้านใน

ไพฑูรย์เคยได้ยินว่าพระเกจิย์ที่มีญาณสูง หากมีอธิษฐานจิตจึงจะรับรู้ได้ จึงคุกเข่าลงกราบที่หน้าประตูโบสถ์ระลึกถึงหลวงพ่อม่วงแล้วกล่าวเบาๆ พอได้ยินกับตัวเองว่า

”ผมชื่อไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม ตั้งใจมาหาหลวงพ่อ แต่มาถึงหลวงพ่อก็เข้าฌานเสียเเล้ว หากหลวงพ่อมีญาณวิถีรับรู้ ได้โปรดเมตตาออกจากฌาน ให้ผมได้กราบเท้าด้วยเถิด เพราะผมมาจากทางไกล”

ก้มลงกราบอีกสามครั้งก่อนจะเดินกลับมาที่กุฏิเพื่อนั่งรอหลวงพ่อ กะว่าสัก1ชั่วโมง หากหลวงพ่อม่วงไม่ออกมาก็จะกลับ
ครบ1ชั่วโมง ก็ลุกขึ้นจะออกเดินลงจากกุฏิ พลันร่างของพระภิกษุชราก็ปรากฏขึ้นที่หัวบันไดกุฏิ

”เรานี่เองหรือที่ไปกราบขอให้ออกจากฌานมาพบ ถือดีอย่างไรมาปลุกพระออกจากณาน”

”ผมเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่อเดิมบอกว่า พระสงฆ์ที่มีญาณสูงสามารถอธิษฐานจิตติดต่อได้ ผมจึงทดลองเพื่อประจักษ์ความจริง บัดนี้ผมได้พบความจริงแล้ว ผมขอกราบเท้านมัสการ”

”อยากได้เบี้ยเเก้ไม่ใช่หรือ ตอนนี้ยังทำไม่เสร็จ ไปลงชื่อไว้ในสมุด อีก 15วันค่อยมาเอา จะประสิทธิ์ประสาทให้”

ไพฑูรย์รีบเขียนชื่อที่อยู่อย่างละเอียดลงในสมุด นมัสการลาหลวงพ่อม่วงกลับที่พัก รอวันที่จะได้เบี้ยเเก้ เช้าวันที่ 15 ไพฑูรย์หิ้วชาจีนมาถวายหลวงพ่อม่วง หลวงพ่อรับไว้เเล้วอนุโมทนา ท่านเดินไปที่หิ้งบูชาพระ หยิบเบี้ยเเก้ในพานมาตัวหนึ่งก่อนจะเดินกลับมาที่เดิม หยิบสมุดมาวางตรงหน้าไพฑูรย์
”ดูรายชื่อในสมุดแล้วกำกับท้ายว่า รับเบี้ยไปแล้วด้วย”

เมื่อไพฑูรย์ เขียนกำกับชื่อแล้วนั้งรอ หลวงพ่อม่วงปลุกเสกเบี้ยเเก้ประมาณ 15นาที จึงลืมตาบอกว่า

”แบมือมาตรงหน้ารองรับเบี้ยเเก้เอาไว้ ฉันจะประสิทธิ์ประสาทให้”
เมื่อไพฑูรย์แบฝ่ามือหงายขึ้นไปรองรับเบี้ย หลวงพ่อม่วงจึงวางเบี้ยไว้ในฝ่ามือแล้วประสิทธิ์ว่า

”พุทธัง ประสิทธิ ธัมมัง ประสิทธิ สังฆัง ประสิทธิ กายะสิทธิ วาจาสิทธิ สัพพะสิทธิ ภะวันตุเม ”
จำไว้นะ อย่าด่าแม่ผู้อื่น อย่าเอาเข้าที่อโคจรโดยไม่จำเป็น อย่าเล่นกับภรรยาผู้อื่น ทำได้อย่างนี้ของดีจะดีตลอดไป

ไพฑูรย์กราบลาหลวงพ่อม่วง เดินทางหลังวัดซึ่งเป็นสวนลึก เดินมาได้สักครู่ ก็มีชายฉกรรจ์สามคนเดินออกมาจากข้างทาง เข้ามาขวางหน้า

”มึงมาขอเบี้ยเเก้หลวงปู่ม่วงของพวกกูใช่ไหม นับเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน มึงไปได้”
พอเดินคล้อยหลัง ก็ได้ยินเสียงเเชะดังขึ้นติดกันสามครั้ง จึงหันไปดู เห็นชายสามคนลดปืนลงก่อจะยัดใส่เอวไว้ หนึ่งในสามพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆว่า ”หลวงปู่ยังเเน่เหมือนเดิมวะ ยิงไม่ออกโว้ยพวกเรา”

เดินมาได้ครึ่งทาง มีศาลานั้งพักมีชายสามคนนั้งอยู่ข้างใน ไพฑูรย์เดินผ่านหน้าศาลา เสียงคนตะโกนว่า

”มึงด่าแม่พวกกูทำไม พวกกูทำอะไรให้มึง”

”เปล่านะพี่ ผมไม่ได้พูดอะไรสักคำ”

”ผมไปรับเบี้ยเเก้จากหลวงพ่อม่วงมา”
ชายสามคนกรูกันออกมาจากศาลา คนหนึ่งมีดาบ คนหนึ่งมีมีดปาดตาล คนหนึ่งมีมีดเสือซ่อนเล็บ เข้ารุมฟันแทงไพฑูรย์จนเสื้อขาด ไพฑูรย์ต่อสู้ด้วยมือเปล่า เตะถีบจนชายสามคนเข้าไม่ติดจู่ๆชายสามคนก็หยุดมือ หนึ่งในสามร้องว่า

”พอโว้ย หลวงปู่เรายังขลังอยู่ เจอกันวันหลัง ทักกันบ้าง เรามันศิษย์สำนักเดียวกัน”

ไพฑูรย์ขัดยอกไปหมด แม้ไม่เข้าก็เจ็บช้ำภายใน ต่อมาจึงรู้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะหลวงพ่อม่วงต้องการให้ผู้ที่ได้เบี้ยเเก้ได้ประจักษ์ในอานุภาพของเบี้ยเเก้ว่าแน่เพียงใด

เบี้ยเเก้หลวงพ่อม่วง วัดคฤหบดี ไพฑูรย์คาดติดเอวไว้ตลอดเวลาด้วยความมั่นใจ ใครถูกผีเข้าไพฑูรย์ก็เอาเบี้ยเเก้เเช่น้ำทำน้ำมนต์รดให้ ผีร้องลั่นออกจากร่างทันที คนคลอดลูกยาก เอาเบี้ยเเก้เเช่น้ำทำน้ำมนต์ให้กินก็คลอดง่าย เด็กตายในท้อง กินน้ำมนต์เเช่เบี้ยเเก้ก็สะเดาะเด็กออกได้

ที่สุดได้มอบให้กับหลานชายไปปฏิบัติราชการชายเเดน
เหยียบระเบิดอย่างจังไม่มีบาดแผลแต่เเรงระเบิดทำให้อวัยวะภายในเเตกจนถึงเเก่ความตาย และเบี้ยเเก้ตัวนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเเม้จะรู้สึกเสียดายแต่ก็ถือว่าหมดบุญจะได้ครอบครอง

นี่คือเบี้ยเเก้หลวงพ่อม่วง วัดคฤหบดี ที่ไพฑูรย์ได้ประสบมาด้วยตัวเอง ซึ่งไพฑูรย์ย้ำว่าพระเกจิย์อาจารย์สมัยก่อน ท่านเก่งจริง เพราะท่านได้ฌานสมาบัติชั้นสูง สามารถปลุกเสกอะไรต่อมิอะไรให้เกิดความขลังได้เป็นยอด แต่ละองค์ล้วนมีพระกิตติคุณเป็นที่เล่าลือไปไกลในสงครามมหาเอเชียบูรพาพระเกจิย์อาจารย์ยุค หลวงพ่อจาด วัดบางกระเบา หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ ล้วนมีพระกิตติคุณสูง
สร้างเสื้อยันต์ ตะกรุด พิสมร เหรียญ เเจกทหารไปรบอินโดจีน จนได้รับขนานนามจากฝรั่งเศสและญวนว่า ”ทหารผี”เพราะโดนยิงล้มลงไปเห็นกับตา แต่ลุกขึ้นมาสู้ได้อีก ลำพังสู้กับทหารไทยก็ยากอยู่เเล้ว ให้สู้กับทหารผีหนีดีกว่า ทหารกองร้อยที่ดีที่สุดของฝรั่งเศสมาเเพ้ต่อทหารไทยถูกจับเป็นเชลย ทำให้ฝรั่งเศสเข็ดพี่ไทยไปอีกนาน

ตอนนี้ขอมอบพระคาถาที่เรียกว่า ”ครุฑธาบารมี”เดิมอยู่ในตำรับอาคมแห่งวัดประดู่ทรงธรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เป็นคาถาที่หลวงพ่อฟัก วัดทำเลไท พระนครศรีอยุธยาสอนพระธุดงค์ที่ออกรุกขมูลสวดป้องกันงู
◎คาถาครุฑธาบารมี◎

อะระหังครุฑพุทโธ อะคะโตอัสสหมิง นาคะราชา อัปราชยา อัปเปหิ อสรพิษนามะ สัพะนาเค สัพเพนาคี อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สระณังคะโต

เมื่อต้องเข้าป่ารก ดงงู ดงตะขาบ เเมงป่อง ให้หยุดยืนภาวนาคาถานี้เพื่อปัดอสรพิษให้พ้นไปจากทางเดินด้วยอำนาจแห่งพระคาถานี้จะทำให้รอดจากการเหยียบงูจนถูกกัด เมื่อจะนอนค้างอ้างเเรมปักกลดก่อนจะนอนหรือจำวัดให้หาไม้ปลายแหลมมาขีด วงล้อมรอบที่พักนอนเป็นวงกลม ขณะขีดก็ภาวนาคาถาอย่าให้ขาด งูเงี้ยวเขี้ยวขอ ตะขาบ เเมงป่อง แมลงพิษ จะไม่อาจเข้ามารบกวนได้เลย

ใส่ความเห็น