◎อาถรรพ์แห่งคดปลวกพ่าย◎(ตอนเเรก)

◎คดปลวกพ่าย◎(ตอนเเรก)
เมื่ออหิงสกะถือกำเนิดนั้น หอกดาบสรรพอาวุธในคลังอาวุธของพระเจ้าพิมพิสารสั้นกระทบกันไปมา เมื่ออหิงสกะคลอด ดาวที่ปรากฏบนท้องฟ้าที่โหราธิบดีประจำองค์พระเจ้าพิมพิสารที่คำนวนดวงของอหิงสกะ ยกนิ้วบอกกับท่านปุโรหิตผู้เป็นบิดาของอหิงสกะว่า ”บุตรของท่านเกิดในฤกษ์ดาวโจร ภายภาคหน้าจะเป็นมหาโจร ผู้เข่นฆ่ามนุษย์อย่างไร้ปราณีไม่มีใครหยุดยั้งได้”

ท่านปุโรหิตแม้รักลูกชาย แต่เมื่อคิดถึงความเดือดร้อนของประชาชนแห่งแคว้นมคธในภายภาคหน้าปล้ว จึงตัดสินใจจะทำลายซีวิตบุตร แต่พระเจ้าพิมพิสารได้ขอซีวิตบุตรของท่านปุโรหิตไว้ และพระราชทานนามว่า ”อหิงสกะ” ทั้งนี้ด้วยทรงเห็นว่าเป้นดวงแบบเดียวกับราชบุตรที่เมื่อสมภพพระโหราธิบดีได้ถวายคำทำนายว่าจะทรงเป็นศัตรูต่อพระราชบิดาถึงกระทำปิตุฆาต แต่พระองค์ไม่ทำลายราชบุตร และพระราชทานนามว่า ”อภิชาติบุตร”

ภายหลังราชบุตรรอชาติศัตรูเทวทัต พุทธสาวกหลอกหลวงให้เข้ายึดราชบัลลังก์จากพระเจ้าพิมพิสาร นำพระเจ้าพิมพิสารไปกักขังไว้ในตรุ จนถึงแก่สวรรคต ส่วนอหิงสะกะมานพกลายเป็นมหาโจรองคุลิมาล ไล่ฆ่าคนแล้วตัดนิ้วมือนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยจนได้ 999นิ้้ว อีกนิ้วเดียวจะรคบ 1000คน ตามที่ทิศาปาโมกข์ ผู้เป็นอาจารย์หลอกหลวง แต่สมเด็จพระสมณโคดมทรงมาโปรดจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

หลวงพ่อถิ่นเเก้ว วัดดอนเเก้ว จังหวัดตาก ผู้เป็นอุปัชณาย์ของไพฑูรย์มักเล่าให้ไพฑูรย์ฟังอยู่เสมอเพราะท่านเป็นผู้ผูกดวงแล้วบอกกับพ่อของไพฑูรย์ว่า”เจ้าเปียลูกของโยมเกิดในฤกษ์ดาวโจร มีดาวกาลกิณีกุมลักษณ์ยากที่จะให้เป็นคนดีได้”

หลวงพ่อถิ่นมักย้ำว่า”ดวงดาวบนท้องฟ้ากำหนดซีวิตคนไม่ได้ หากว่้าเราสามารถลิขิตซีวิตตนเองได้ เปียจงอยู่กับหลวงพ่อไปเรื่อยๆ บวชแล้วก็อย่าสึก จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนชาวบ้านเพราะอำนาจแห่งดวงดาว”

ไพฑูรย์เมื่ออายุ 9ขวบ ได้มีผู้มีบุณหนักศักดิ์ใหญ่ที่ต้องการเด็กสักคนไปเป็นบุตรบุญธรรมท่านขุนนวกิจพิจารณ์ นายอำเภอเมืองตากได้นำตัวไพฑูรย์ไปให้ท่านผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ได้คัดเลือกรวมกับเด็กอีก 10คน โดยมาบอกกับพ่อของไพฑูรย์ว่า หากท่านผู้นั้นตกลงรับไพฑูรย์ไว้ก็ให้ถวายไปเลย เพราะท่านจะรับเป็นบุตรบุญธรรมตามกฏหมาย จะได้เล่าเรียนจนจบชั้นสูงสุด

ท่านผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ได้เลือกไพฑูรย์เป็นบุตรบุญธรรม บิดามารดาของไพฑูรย์จึงนำเขามามอบให้โดยผู้นั้นประทานเงินมาให้เแต่บิดามารดาของไพฑูรย์ไม่รับ ให้เหตุผลว่า
”ไม่เคยคิดขายลูกกิน”
ท่านผู้นั้นบอกว่า
”รับเงินไว้เถิด ไม่ใช่เป็นการซื้อขาย นับแต่นี้ไปเด็กคนนี้จะไม่ได้เป็นลูกของเธอสองคนอีกต่อไป แต่จะเป็นคนใหม่ เงินจำนวนนี้คือเงินค่าทดแทนที่เมื่อแก่เฒ่าจะไม่มีลูกมาคอยดูเเล”

ที่ไพฑูรย์ไม่ยอมเขียนรายละเอียดถึงท่านผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เพราะเหตุว่าเมื่อต้องคดีฆ่าขุนตระเวนฯ แล้ว ไพฑูรย์ก็กราบลาจากตระกูลที่เป็นบุตรบุญธรรม เพราะเมื่อเป็นฆาตกรเป็นขี้คุกแล้วทำให้เสื่อมเสียไปถึงตระกูล ท่านเสียใจมากแต่ไม่อาจฝืนชะตาลิขิตได้

เรื่องที่ไพฑูรย์เล่าให้ฟังเป็นการย้อนหลังเมื่อยังใช้ซีวิตในบารมีของท่านผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เมื่อมาอยู่ในบารมีแล้วมีบริวารแวดล้อมมากมาย ทุกคนเรียกไพฑูรย์อย่างนอบน้อมว่า”คุณชาย”ท่านสั้งว่า อย่าไปสุงสิงกับพวกขี้ข้า พวกนี้เหมือนขี้กลาก เล่นด้วยแล้วลาม มีธุระจะใช้ก็เรียกมาใช้เสร็จแล้วให้ออกไป

นอกจากเรียนโรงเรียนชั้นดีแล้วยังได้เรียนพิเศษกับครูที่ว่าจ้างมาสอนให้บรรดาหลานๆของท่าน ท่านถามไพฑูรย์ว่า อยากเรียนอะไรเพิ่มเติม ไพฑูรย์จึงขอเรียนวิชาเพลงอาวุธ เพราะเคยเรียนขั้นต้นมาจากหลวงพ่อถิ่น วัดดอนแก้ว

ท่านบอกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ จะว่าจ้างครูมาสอนให้อีก 2สัปดาห์ต่อมา ท่านก็เรียกให้ไปพบ มีครูรูปร่างล่ำสันมานั้งอยู่กับพื้นข้างๆท่าน เมื่อไพฑูรย์เข้ามาท่านก็บอกว่า
”นี่อาจารย์ตั้ง อาจารย์สอนวิชาการต่อสู้อาวุธโบราณ”
ไพฑูรย์เดินเข้าไปนั้งคุกเข่ายกมือไหว้อาจารย์ตั้ง ท่านนั้งอมยิ้มมองดู้ด้วยสายตาแสดงความภูมิใจ

”ดีมาก เจ้าทำถูกต้อง ครูบาอาจารย์เราต้องเคารพท่าน อาจารย์ตั้งฉันฝากคุณชายไว้ด้วย”
ไพฑูรยืเติบโตมาในท่ามกลางเเวด วงที่สมัยนั้นเรียกกันว่า
”ผู้ดีแปดสาเเหรก” อันหมายถึงมีชาติตระกูลสุงส่งย้อนหลังขึ้นไปได้ถึง 8ชั่วคน

สังคมใดก็ตาม ย่อมมีทั้งคนดีเเละคนชั่วปะปนกันไป เเม้จะมีชาติตระกูลสูงแต่ความประพฤติกลับต่ำทราม เหตุเกิดเมื่อไพฑูรย์รุ่นหนุ่ม หลานของท่านที่เป็นหญิงบ่าวไพร่เรียกว่า ”คุณกรรณิกา”เป็นสุภาพสตรีทุกระเบียบนิ้ว ปกติเเล้วไพฑูรย์จะต้องนั้งรถที่ท่านจัดรับส่งมารับคุณกรรณิกาที่โรงเรียนสตรี แต่วันที่เกิดเหตุนั้น ไพฑูรย์ติดงานที่โรงเรียนไม่ได้มารับ พอกลับถึงบ้าน
นายโสม คนขับรถก็มาห้องว่า

”คุณชายเทพพงษ์มาดักรอคุณกรรณิกา พอคุณกรรณิกาเปิดประตูรถ ก็ กรากเข้าเข้ามายื่นซองจดหมายให้ แต่คุณกรรณิกาถอยหลังหนีไม่ยอมรับ คุณชายเทพพงษ์จึงใช้มือซ้ายจับข้อมือคุณกรรณิกาแล้วเอาซองจดหมายยัดใส่ลงในอกเสื้อ ปากก็ร้องว่าให้ดีๆไม่รับ มันต้องเจอแบบนี้ ผมไม่กล้าไปต่อกรเพราะผมมันเป็นเพียงขี้ข้า”

ได้ยินแล้วไพฑูรย์ก็เคียดเเค้นขึ้นไปถามความจริงจากคุณกรรณิกาที่เรียกไพฑูรย์ว่า”ท่านพี่”ส่วนไพฑูรย์เรียกคุณกกรณิกาว่า ”น้องหญิง” ทันที เมื่อได้รับคำยืนยัน ไพฑูรย์จึงให้นายโสมขับรถไปดักที่หน้าโรงเรียนชาย พอคุณชายเทพพงษ์ลงจากรถก้กรากเข้าไปหา ถามว่า
”คุณชายยังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือเปล่า น้องหญิงบอกว่าคุณชายล่วงเกิน ผมจึงมาขอให้คุณชายไปขอโทษน้องหญิงที่หน้าโรงเรียนด้วย”

”ไอ้กาฝาก มึงเป็นใครมาจากไๆหน มาบังอาจให้กูทำโน่นทำนี่ ก็น้องหญิงของมึงมันหยิ่งยโสผู้หญิงคนอื่นๆเขาอยากได้เพลงยาวจากกูทั้งนั้น แค่จับมือถือเเขนมันจะเป็นอะไรไป”
”เเสดงว่าคุณชายไม่ขอโทษหรือ”
”มึงเเน่จริงก็ทำให้กูขอโทษซี”
กล่าวจบคุณชายเทพพงษ์ก็ชกไพฑูรย์ติดต่อกันสามหมัด แต่เชิงการต่อสู้ทำให้ไพฑูรย์หลบได้หมด
เพียงแต่ก้าวเท้าหลบสองหมัดเเรกและถอยหลังหลบหมัดสุดท้าย แล้วชกตอบที่ปากครึ่งจมูกครึ่งคุณชายเทพพงษ์ถึงกับก้นจ่ำเบ้า พอดีมีผู้วิ่งมาห้ามจึงเลิกรากัน แต่ก่อนจะผละไป คุณชายเทพพงษ์ตะโกนว่า
”มึงคอยรับจดหมายท้าของกู แล้วค่อยมาเจอกันตามนัด”
”ได้เลยคุณชาย แต่หากคุณชายเเพ้ต้องไปขอโทษน้องหญิง”
”ได้ไอ้กาฝาก แล้วมึงเเพ้จะทำอย่างไร”
”ถ้าผมเเพ้ ผมจะกราบเท้าคุณชายเเล้วเรียกว่าอาจารย์”

ไพฑูรย์เล่าว่า มารู้ภายหลังว่า คุณชายเทพพงษ์เก่งวิชาอาวุธโบราณ เป็นศิษย์ของครูอาวุธโบราณแถบช่างหล่อ ในโรงเรียนชายเเห่งนั้นยกย่องว่าเป้นครูวิชาการต่อสู้เหนือนักเรียนทุกคน

ในจดหมายท้าระบุว่าพบกันที่โรงพละในโรงเรียนชายที่คุณชายเรียนอยู่ ให้นำพรรคพวกไปเชียร์ได้ เมื่อได้เวลาไพฑูรย์ก็เดินทางมาพบตามนัด มีเพื่อนไปด้วยสี่คน เมื่อไปถึงก็พบคุณชายเทพพงษ์รออยู่เเล้ว มีอาจารย์พละเป็นสักขีพยาน

ไพฑูรย์กับคุณชายเทพพงษ์ถอดเสื้อออก เปลี่ยนกางเกงเป้นกางเกงต่อสู้ อาจารย์พละบอกกติกา ว่า
”ดาบซ้อมเป็นเหล็กไม่มีคม หัวตัด ไม่มีปลายเเหลม เเพ้ชนะกันที่ฝ่ายหนึ่งล้ม ดาบหลุดจากมือ อีกฝ่ายหนึ่งใช้ปลายดาบจ่อคอได้คือผู้ชนะ”

ไพฑูรย์กับคุณชายเทพพงษ์รำดาบไหว้ครูแล้วเข้าปะดาบกัน คุณชายเป็นฝ่ายรุกเข้าหา ดาบสองมือฟันต่อเนื่องกันเป้นวง สะกดให้ไพฑูรยืตั้งรับ อาจารย์ตั้งเคยสอนว่า
”หากคู่ต่อสู้รุกไล่จนดูเหมือนจะสะกดให้เคลื่อนที่ไม่ได้ จงหยุดจรดดาบนิ่งในท่าป้องกัน จะทำลายการรุกของศัตรู จากนั้นจึงพลิกแพลงทะลวงออกไปเพื่อลุกกลับ หากทำได้แบบต่อเนื่อง ศัตรูจะพ่ายเเพ้”

ไพฑูรย์เคลื่อนที่ป้องกันเพลงรุก พอได้จังหวะก็หยุดนิ่งในท่าป้องกัน คุณชายเทพพงษ์รุกเพลินไม่ทันระวังจึงหลวมตัวเข้ามา
ไพฑูรย์ขยับตัวออกด้านนอก เเล้วพลิกดาบจู่โจมต่อเนื่องรุกประชิดคุณชายเทพพงษ์ถอยไปจนสะดุดเท้าตัวเองเซหงายหลัง ดาบกระเด็นหลุดมือ

ไพฑูรย์ใช้ปลายเท้าเขี่ยดาบพ้นจากปลายมือ ใช้ปลายดาบหัวตัดจี้ตอคุณชายเทพพงษ์ เสียงอาจารย์พละร้องว่า ”คุณชายเทพพงษ์เป็นฝ่ายเเพ้ในการต่อสู้ด้วยดาบสองมือ”
คุณชายเทพพงษ์หน้าสลดเพราะไม่คิดว่าไพฑูรย์จะสามารถพลิกสถานการณ์มาเอาชนะได้โดยเร็วจนเเก้ตัวไม่ทัน ไพฑูรย์วางดาบกับพื้นเเล้วยื่นมือไปจะดึงคุณชายเทพพงษ์ให้ลุกขึ้น แต่คุณชายปัดมือแล้วลุกขึ้นเอง เดินมาพูดกับไพฑูรย์ให้ได้ยินกันสองคนว่า ”ไอ้กาฝาก วันพรุ้งนี้ตอนเย็น กูจะไปขอโทษน้องหญิงของมึงที่หน้าโรงเรียนตามข้อตกลง แต่ยังไม่ยุติ กูยังอยากประลองกับมึงอีกยก เพื่อให้มึงกราบตีนเรียกกูว่าอาจารย์ กูจะล่อมึงด้วยพลองมึงกล้าลองกับกูหรือไม่”

”แน่นอน ตั้งเเต่จำความได้ผมไม่เคยยี่หระนักเลงคนไหนเลย ผมยินดีรับคำท้า คุณชายนัดมาก็เเเล้วกัน”

หลังจากประลองยกเเรก ซึ่งคุณชายเทพพงษ์เป็นฝ่ายเเพ้ ทำให้คุณชายเทพพงษ์รู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ท้าไพฑูรย์มาประลองกันใหม่อีกครั้ง โดยพยายามหาทางใช้อาวุธที่ไพฑูรย์ไม่ถนัด

การต่อสู้รอบ2จะเป็นอย่างไรนั้นต้องรอชมโพสต่อไปครับ
(ขอจบครึ่งเเรกเท่านี้ก่อนเดียวยาวไปจะอ่านเเล้วหลับกัน)
ในตอนนี้ขอมอบพระคาถา”หมีสิ้นทาง” ให้กับผู้ที่อ่านที่
ติดตามอ่านเเละกดไลค์

เป็นพระคาถาของหลวงพ่อช่วงวัดบางแพรกใต้ มอบให้ศิษย์ภาวนาเมื่อเข้าที่ขับขันถูกศัตรูรุมทำร้ายจนหาทางออกมิได้ให้ภาวนาในขณะต่อสู้ จะทำให้ศัตรูมองเห็นพวกเดียวกันเป็นศัตรู ตีกันเอง ทำให้เราสามารถแหกวงล้อมออกมาได้ เป็นพระคาถาที่พระพุทธเจ้าสมัยเมื่อเสวยชาติเป้นหมีพระโพธิสัตว์

◎คาถาหมีสิ้นทาง◎
มาระเสนา อัปปราชยา สะมันตา ทวาทะสะโยชะนา อธิษฐานนะวิตตัง เฉตวา จักขุมาตะโต

เมื่อภาวนาแน่วเเน่แล้วก็ลดเหลือ มาระเสนา อัปปราชยา
ตีแหกแหวกทางไปเถิดศัตรู ทำอันตรายมิได้เลย

ใส่ความเห็น