◎อำนาจแห่งพระเวทย์สังข์ถ่วงคุ้มชีวี◎

◎ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม◎

พระเวทสังข์ถ่วง คาถาเข้าถึงหลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์จุดธูปเทียนให้พร้อมพนมมือทำจิตให้สงบ หากมีรูปถ่ายหลวงพ่อให้จ้องดูให้จิตมั่น หากไม่มีรูปถ่ายให้ใช้การหลับตารำลึกถึงใบหน้าของหลวงพ่อเดิม จากนั้นก็เริ่มสวดภาวนา

ตั้งนโม 3จบ

”อิติสุคะโต พุทธสโร นามะเต อาจาริโยเมภันเตอายัสมา อาจาริโยเมภันเตโหหิ”

 

”ข้าพเจ้าขอรำลึกพระคุณพระศรีรัตนตรัย เเละหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ ขอหลวงพ่อเดิมได้รับรู้ การเข้าถึงหลวงพ่อเดิม ญ บัดนี้”

 

จะขอให้หลวงพ่อช่วยอย่างไรก็อธิษฐานตามความพอใจก่อนจะสวมวัตถุมงคลของหลวงพ่อเดิมก็ให้สวดภาวนาเข้าถึงเสียก่อน จึงอาราธนาติดตัวจะประสิทธิเมดีนักอาจารย์ไพฑูรย์บอกว่าเหมือนนั้งนมัสการอยู่ต่อหน้าหลวงพ่อเดิมทุกครั้งที่ได้สวดพระคาถาหากเข้าที่คับขันจะระลึกถึงหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพก็ใช้หัวใจย่อว่า

”อิติ พุทธสโรนามะเต อิติ”

 

เรื่องราวที่ข้าพเจ้าจะลงให้ท่านผู้อ่านได้รับชมคือการผจญภัยของเสือไพฑูรย์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเดิมที่พลาดพลั้งเข้าสู่วงการอาชญากร เเละเจอกับเรื่องเสี่ยงตายมานับไม่ถ้วนเเต่ก็รอดพ้นมาด้วยเครื่องรางคาถาอาคมต่างๆ ที่หลวงพ่อเดิมประสิทธิ์ให้
เเละต้องขอขอบพระคุณเจ้าของหนังสือทั้ง2เล่มนี้ที่ทำให้ได้มีโอกาสนำความรู้เเละเรื่องราวของอาจารย์ไพฑูรย์ มาเผยเเพร่เป็นวิทยาทานหวังว่าผู้อ่านทุกท่านเมื่อได้รับอ่านเรื่องราวนี้จะศรัทธาในพระพุทธศาสนามากๆยิ่งขึ้นไป เเละสร้างเเต่คุณงามความดีครับ เเละกุศลที่ได้นำเรื่องราวต่างๆที่อัศจรรย์นี้มาเผยเเพร่
ข้าพเจ้่าขออุทิศให้เเก่ อาจารย์ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม เเละเจ้าของหนังสือทั้ง2เล่มครับ ขอพระบารมีหลวงพ่อเดิมคุ้มครองครับ

สาธุ สาธุ สาธุ
มารับชมกันเลยครับ

→ไพฑูรย์เข้าตาจนถูกจับกุมเพราะน้องชายต่างมารดาวางเเผนหลอกให้ติดกับที่บ้านเกิดตัวเอง ไพฑูรย์คำรามใส่น้องชายต่างมารดาว่าเพียงเพื่อเห็นเเก่การเลื่อนยศมึงถึงกับขายกูกับหลวงอดุลฯ ”กูเเหกคุกออกมาเมื่อใดกูจะมาเอาซีวิตมึง สิงโตหินอย่างกูเขี้ยวเล็บไม่กล่อนกูพร้อมจะฆ่ามึงได้ทุกเวลา”

 

ส่วนหลวงอดุลฯ ท่านเดินทางล่วงหน้ามายังที่พักเผื่อพักผ่อน ตอนดึกท่านก็มาที่กองกำกับการด้วยชุดไปรเวท ท่านให้เบิกตัวไพรฑูรย์ออกมาพบท่านในห้องสอบสวน

”ว่าอย่างไรไพฑูรย์ได้ข่าวความโหดเหี้ยมของนายมาตั้งเเต่ฆ่าขุนตะเวนอริพ่ายเเล้ว นายมันเหี้ยมมาก ท่านขุนเป็นตำรวจยังยิงตายคามือ นายอ้างว่าเป็นการดวล ท่านขุนยิงนายไม่ออก บันทึกยินยอมน่ะ ศาลไม่เชื่อ เพราะนายบุกเข้าไปในบ้านท่านขุนในยามวิกาล มันก็เเสดงเจตนาเเล้ว ว่านายมันจงใจฆ่าท่านขุน”

 

”ท่านอธิบดีก็เป็นนักกฏหมาย ผมเองก็เป็นนายทหารพระธรรมนูญ ก็ตำรวจนิติเวชส่งเเต่ผลตรวจอาวุธปืนของผมว่ามีรอยยิงจริง เเต่ไม่ส่งรายงานการตรวจพิสูจน์ปืนของท่านขุน กลับบอกว่าไม่มีร่องรอยการยิง ก็ผมเห็นท่านขุนกระดิกไกปืน เห็นสับนก หากเอาตามจริงจาน ท้ายกระสุนต้องมีรอยเข็มเเทงชนวนเจาะ อีกอย่างหนึ่งผมก็ถูกศาลท่านตัดสินประหารซีวิตไปเเล้ว ท่านอธิบดีจะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บทำไม”

 

”เเล้วคดีตำรวจถูกยิงตายในหมู่บ้านหนองโพถึง 5ศพ พยานบอกว่านายเป็นคนยิง นายจะสารภาพหรือภาคเสธ”

 

”ท่านอธิบดี ผมมาต่างถิ่น ผมต้องมีลูกน้องติดตามมา หรือว่าอาชญากรไม่มีสิทธิ์มีลูกน้อง คนเราถูกตำรวจล้อมยิง จะนั้งงอมืองอเท้าให้ถูกยิงฝ่ายเดียวหรือ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นโจร คนธรรมดาหรือตำรวจ ก็มีสิทธิ์ป้องกันตัวเอง เเต่ถ้าเป็นคนธรรมดา ตำรวจเเจ้งข้อหาป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ ถ้าเป็นโจร ตำรวจก็ตั้งข้อหาต่อสู้ขัดขืนการจับกุม ถ้ายิงตำรวจบาดเจ็บหรือตาย ก็ตั้งข้อหาพยายามฆ่า หรือฆ่าเจ้าพนักงานในระหว่างปฏิบัติหน้าที่เเต่หลายครั้งเเม้ไอ้เสือมอบตัวก็ถูกนำตัวไปยิงทิ้งเเล้วสร้างหลักฐานว่าพยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงถูกยิงตาย บางครั้งยอมเเพ้ก็ถูกยิงตาย เเล้วบอกว่าวิสามัญฆาตกรรม”

 

”เป็นอันว่านายให้การภาคเสธละชีไพฑูรย์”

”การต่อสู้เหมือนสาดน้ำรดกัน ตำรวจตายห้าศพ ผมไม่ได้ยิงทุกศพ ลูกน้องผมก็ยิงใส่ หากชันสูตรกันจริงๆ ก็จะพบว่าตำรวจเเต่ละคนถูกปืนขนาดใดบ้าง เเต่นี่โยนความผิดมาให้ผมทั้งหมด ก็ผมใช้ปืนพกลูกโม่ขนาด .38 บรรจุกระสุน 6 นัด ผมจะยิงตำรวจตายห้าศพอย่างไร ตำรวจของท่านสร้างหลักฐานมาปรักปรำผม”

 

”ก็ในเมื่อนายเชื่อว่านายไม่ได้ทำ นายแหกคุกทำไม แหกเเล้วแหกอีก ยิงตำรวจบาดเจ็บล้มตายทุกครั้ง”

 

”ก็ในเมื่อผมถูกสร้างหลักฐานเท็จ ผมก็ต้องหนีเพื่อเอาตัวรอด หรือท่านจะให้ผมยอมรับตามหลักฐานที่ลูกน้องท่านสร้างมามัดผม”

หน้าตาของหลวงอดุลฯเเดงก่ำ ดวงตาที่ดุอยู่เเล้วดูน่ากลัวยิ่งขึ้น ท่านยกกำปั้นทุบลงบนโต๊ะสอบสวนดังสนั่น

 

”ไอ้ไพฑูรย์ เอ็งมันสันดารโจรชัดเจน ไอ้ผู้ร้ายปากเเข็ง ตำรวจจะไปใส่ร้ายเอ็งทำไม ในเมื่อเอ็งมีโทษประหารอยู่เเล้ว ซีวิตเอ็งมีซีวิตเดียว เขาไม่ประหารศพเอ็งหรอกไอ้โจรโดยสายเลือด เอ็งมันโจรโดยสันดาร พ่อเเม่สั้งสอนเอ็งให้ทำร้ายสังคมอย่างนี้หรือ”

 

”ไอ้…ไอ้หลวง…มึงมันก็เป็นหัวหน้าพวกโจรเหมือนกัน เเต่เป็นโจรในเครื่องเเบบ พ่อเเม่ของกูไม่รู้เรื่องอะไร มึงเอาพ่อเเม่กูมาเหยียบย่ำได้หรือ กูขอประกาศว่ากูจะจองเวรมึงไปทุกที่ ตราบใดที่กูยังมีลมหายใจ มึงอย่าหวังกูจะรามือ”

 

หลวงอดุลฯ ผุดลุกขึ้นยืนคบกรามกรอด ยกมือชี้หน้าไพฑูรย์ คำรามลั่น

”กูจะคุมตัวมึงลงไปกรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง ได้ข่าวว่ามึงเเน่นักหรือ กูอยากดูว่ามึงจะมีเดชอะไร จะสำเเดง เอามันกลับไปขังอย่างเดิม”

 

ท่านผู้ท่านที่เคารพไพฑูรย์เล่าให้ฟังว่าหลังจากที่หลวงอดุลฯ กลับจากกองบัญชาการตำรวจเมืองตาก ผู้บัญชาการตำรสจเมืองตากก็สั้งลูกน้องจัดการเลี้ยงอาหารมื้อดึกไพฑูรย์ ด้วย ”เเกงส้มมะรุม” สามอิ่ม สลบเเล้วเอาน้ำสาด ให้กินอีกจนครบหรือสามสลบ จึงหามไปทิ้งไว้ในห้องขัง พวกพ่อครัวนี้เก่ง หน้าไม่เเตก ไม่ปูด ไม่บวม เเต่เนื้อตัวช้ำไปหมด

ไพฑูรย์ มารู้สึกตัวตอนรุ่งเช้า นอนระบมเนื้อตัวไปหมด เเม้เเต่ข้าวที่ตำรวจเวรนำมาให้กินก็กินไม่ลง กินเเต่น้ำ ตอนสายหลวงอดุลฯ ท่านมาประชุมตำรวจเมืองตาก เเละตำรวจบอกกับท่านว่า พบความเคลื่นไหวของบรรดาพวกเสือไพฑูรย์ที่มาดูลาดเลาเพื่อหาทางชิงตัวไพฑูรย์ระหว่างเดินทางนำตัวไปกรุงเทพฯ หลวงอดุลฯ ท่านจึงตัดสินใจเลือกการเดินทางทางน้ำในการกลับกรุงเทพฯ เเทน

 

ไพฑูรย์เล่าว่า ตอนเย็นมีการเบิกตัวออกจากห้องขัง ตีตรวนสองสถาน คือที่มือเเละเท้า นำขึ้นรถไปยังท่าเรือ ไพฑูรย์รู้สึกหัวใจพองโต เพราะการเดินทาง ทางน้ำนั้น สามารถใช้พระเวทสังข์ถ่วงที่หลวงพ่อเดิมประสิทธิ์ ประสาทให้กับไพฑูรย์ เเละได้ทดลองในสระน้ำวัดหนองโพเมื่อหน้าฝนที่มีน้ำลึกเขาสามารถรูดโซ่ที่พันธนาการอยู่ให้หลุดออกไปได้ทั้งหมด

 

ผู้บัญชาการตำรวจเมืองตากเเจ้งให้หลวงอดุลฯ รับทราบว่า เสือไพฑูรย์เคยกระโดดจากรถไฟขณะข้ามเเม่น้ำในการคุมตัวจากเชียงใหม่ ทั้งที่มีกุญเเจมือเเละตรวนที่ขา สะเดาะกุญเเจมือเเละตรวนสามารถหนีรอดไปได้ พวกตำรวจที่นั้นไม่รู้ว่าหลวงอดุลฯ ท่านไม่เชื่อเรื่องคาถาอาคม ของขลัง ท่านเคบบอกกับตำรวจที่เป็นนายเวรของท่านว่า

 

”ไอ้เสือที่ว่าเเน่ ผมยิงตายมาหลายสิบศพตั้งเเต่ผมเข้าราชการมาในยศร้อยตำรวจตรี ตะกรุดเอย เขี้ยวหมูตันเอย พระเครื่องเอย ผมยิงตายทุกราย ผมไม่ได้ลบหลู่ เเต่ผมเชื่อว่าของดีไม่คุ้มซีวิตคนชั่วที่ทำผิดกฏหมาย พวกมันปล้นฆ่า ข่มขืน กักขัง เรียกค่าไถ่ ปล้นวัวปล้นควายชาวบ้าน มันเป็นคนเลว พระไม่คุ้มครองมันหรอก ที่ว่ามันเหนียว ยิงไม่ออก หายตัวได้ เพราะมันยังไม่ถึงที่ตาย เเต่พอมาเจอกับผม มันจอดทุกราย”

 

หลวงอดุลฯเดินผ่านหน้าไพฑูรย์เเล้วพูดพอให้ได้ยินเสียงสองคนว่า ”ไอ้ไพฑูรย์ หากมึงเเน่จริงกระโดดจากเรือเหมือนกระโดดรถไฟชีวะ กูสั้งเพิ่มกุญเเจมืออีกอันหนึ่ง ดูซิว่าจะหนีไปได้ไหม”

หลวงอดุลฯ พยายามสอบสวนไพฑูรย์ตลอดทางที่เรือเเล่น เเต่ก็ไม่ได้ความคืบหน้า ไพฑูรย์บอกว่าขอให้การในชั้นศาล หลวงอดุลฯ ท่านเป็นลูกผู้ชาย เเม้ท่านจะโกรธแต่ไม่เคยสั้งให้ลูกน้องมาเลี้ยงเเกงมะรุมไพฑูรย์สมัยนั้นหากมีเรื่องร้องเรียนเรื่องการซ้อมผู้ต้องหา หากสอบสวนเเล้วมีหลักฐาน หลวงอดุลฯ จะสั้งลงโทษทางวินัยทันทีให้เป็นเยี่ยงอย่างเเก่ตำรวจว่าอย่าทำเลว

 

เมื่อหลวงอดุลฯท่านเกษียณไปเเล้วจึงถึงยุคท่านอธิบดีตำรวจชื่อ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ การกระทำทารุณกรรมต่อผู้ต้องหาโดยเฉพาะนักโทษทางการเมืองด้วยเเล้วละก็ตายกันเป็นเบือ เก๋งดำไปจอดหน้าบ้านใคร ผู้นั้นจะถูกเชิญตัวไปกองปราบปราม เเละจะไม่ได้กลับมาในสภาพมีลมหายใจอีก ไพฑูรย์ เล่าว่า รอนเเรมมาหลายวันหลายคืนมาถึงลานเท เเสงจันทร์ข้างขึ้นทำให้เห็นความเวิ้งว้างของลานเทเเละศาลเจ้าแม่ลานเท ไพฑูรย์ถูกล่ามติดกับเสาเหล็กในเรือ นั้งๆนอนๆสลับกับการถูกเรียกไปสอบสวน คืนนี้ก็เช่นกัน ไพฑูรย์ ถูกนำตัวไปสอบสวนอีกเหมือนที่เคยมา ไม่มีอะไรคืบหน้า หลวงอดุลฯ สั้งให้นำตัวไพฑูรย์กลับไปล่าม

 

ขณะนั้นไพฑูรย์ได้ร่ายพระเวทสังข์ถ่วงจนจิตเป็นหนึ่งจึงเเกล้งเซ พอตำรวจถูกเบียดก็เสียหลักไพฑูรย์เอาตัวชนตำรวจจนหงายหลัง เเล้วขยับตามไปทางกราบเรือโดยคิดว่าหลวงอดุลฯ ยังคงนั้งอยู่ที่เก่าเเต่หลวงอดุลฯ เดินตามหลังมาติด ๆ

 

”อย่าขยับนะเสือไพฑูรย์ กูเอามึงตายเเน่”

 

”ผมมันคนตายไปเเล้ว ตายตั้งเเต่ถูกพิพากษาโทษคดียิงขุนตระเวนอริพ่ายเเล้ว ผมจะไปกลัวตายทำไม ผมจะกระโดดน้ำสู่อิสรภาพ คุณหลวงหยุดผมไม่ได้หรอก”

 

ไพฑูรย์ พุ่งตัวไปที่กราบเรือ รู้สึกจุกที่หน้าอก ด้วยเเรงปะทะของลูกปืนที่หลวงอดุลฯ ยิงใส่ ทิ้งตัวออกจากกราบเรือลงไปในน้ำ ปากร้องตะโกนฝ่าความมืดว่า

 

”เจ้าเเม่ลานเทคุ้มซีวิตลูกด้วย”

ตรวนถ่วงไพฑูรย์ให้ดิ่งลงไปในน้ำ ลึกลงไปทุกที ร่ายพระเวทสังข์ถ่วง ขยับข้อมือเเละเท้า กุญเเจมือกับตรวนก็หลุดออก รีบพุ่งตัวขึ้นเหนือน้ำสูดอากาศเข้าไปเต็มปอด ว่าน้ำเข้าฝั่ง หลวงอดุลฯ สั้งให้เรือมาวนหาให้ฉายไฟกราดดูบนผืนน้ำ เเต่ไพฑูรย์ ว่ายน้ำหายไปในความมืดรอดได้อีกครั้ง หลวงอดุลฯ วนหาอยู่พักใหญ่จึงสั้งให้แล่นเรือกลับกรุงเทพฯ ส่วนไพฑูรย์ขึ้นบกไปหาพรรคพวกเพื่อเตรียมการหลบหนี หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวตามที่ท่านอธิบดีเเถลงว่า

 

”ขบวนการโจรบุกชิงตัวเสือไพฑูรย์ ยิงกันสนั้นลานเท” โดยในเนื้อข่าวระบุว่า พรรคพวกเสือไพฑูรย์เอาเรือเร็วบุกแย่งตัวเสือไพฑูรย์ขณะที่อธิบดีตำรวจคุมตัวลงมาจากจังหวัดตาก ดวลปืนกันสนั้นหวั่นไหวคาดว่าจมน้ำตาย อธิบดีสั้งให้รีบหาศพด่วน

 

ไพฑูรย์ว่ายไปขึ้นบกตรงหน้าศาลลานเทเหมือนปาฏิหารย์ ก้มกราบเจ้าแม่ลานเท สำนึกพระคุณที่ห้ามเรือ (จระเข้) พาหนะของเจ้าแม่มิให้มาทำร้าย ไพฑูรย์บอกว่าที่ร้องให้เจ้าแม่คุ้มซีวิตไม่ใช่จากการถูกตำรวจฆ่า เเต่เป็นจากพาหนะของเจ้าแม่ที่อยู่ในน่านน้ำลานเท

 

 

สมัยก่อนใครอยากเห็นพาหนะของเจ้าแม่ก็ทำแพหยวกกล้วยเอากระทงอาหารหวาน คาว วางไว้บนแพ จุดธูปเทียนไหว้เจ้าแม่ และปักไว้บนแพ พอแพลอยออกไปวนที่ใด พาหนะเจ้าแม่ก็จะผุดขึ้นมาให้เห็น ปู่ย่าตายายเล่าว่า แต่ก่อนโน้นพอมีงานประจำปีนมัสการเจ้าแม่ พาหนะเจ้าแม่จะคลานขึ้นมาบนบกให้ผู้คนเอากายมะพร้าวมาขัดตะไคร่น้ำที่จับเขียวปี๋ออกจากเกล็ด อ้าปากโร่ไว้ให้ผู้คนขัดโดยไม่ทำอันตรายแต่อย่างใด

 

นับเป็นครั้งแรกเเละครั้งสุดท้ายที่ไพฑูรย์ได้เผชิญหน้ากับหลวงอดุล เดชจรัส เพราะขณะที่ท่านถึงเเก่กรรม ไพฑูรย์ยังอยู่ในเรือนจำบางขวาง นรกบนเเดนมนุษย์ที่หฤโหดที่สุด

ใส่ความเห็น