◎อำนาจอาถรรพ์แห่งวิชาไสยศาสตร์◎

 

อำนาจอาถรรพ์แห่งวิชาไสยศาสตร์

“ไสยศาสตร์นั้นเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และยังมีคนมากมายในโลกที่ยังสงสัยว่า “ไสยศาสตร์” นั้นคืออะไร กำเนิดมาจากไหน เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ยังคาใจของท่านทั้งหลายที่ต่างก็อยากรู้ในวิชาแขนงนี้ ฉะนั้นเมื่ออยากรู้จึงต้องเสาะหาผู้ที่รู้จริงซึ่งนั่นก็คือผู้ที่เรียนมาทางด้านนี้โดยตรง ซึ่งมีมากมายหลายแขนงให้ศึกษาเกี่ยวกับความลี้ลับของวิชาไสยศาสตร์และผู้ที่จะเรียนรู้อย่างจริงจังนั้นจะต้องเป็นผู้มีความชอบหรือความรักทางด้านนี้โดยเฉพาะเท่านั้นจึงจะเรียนได้และสามารถนำมาใช้ได้จริงจึงต้องมีความพยายามเป็นอย่างมากในการฝึกฝน ”

เมื่อมาถึงตรงนี้เรามาเข้าเรื่องของวิชาไสยศาสตร์นั้น มี 2 ประเภท คือ

สายดำ คือ เดรัจฉาวิชา เรียนแล้วนำไปใช้ในทางที่ผิดๆ คือ นำมาทำร้ายคนอื่นๆด้วยวิชาที่ตนมี เช่น เสกหนังควายเข้าท้อง , ทำเสน่ห์ยาแฝด , ทำให้ผัวเมียเลิกกัน โดยอาศัยเดรัจฉาวิชาคนพวกนี้เมื่อตายไปแล้วน่าสงสารอย่างยิ่ง เพราะต้องตกนรกอเวจี และต้องใช้กรรมเป็นอย่างมาก

สายขาว คือ วิชาพุทธคุณ เรียนแล้วนำไปใช้ในการช่วยรักษาคนที่โดนกระทำด้วยคุณไสยศาสตร์ต่างๆ หลักศีล 5 เป็นหลัก วิชาพุทธคุณนี้มีเสื่อมมีดับหากเราทำผิดกฎข้อห้าม และยังช่วยผู้ที่ตกทุกข์ ร้อนใจต่างๆให้พ้นจากทุกข์ โดยใช้วิชาพุทธคุณในการช่วยเหลือ โดยใช้คาถา ต่างๆที่พระพุทธเจ้าท่านได้นำแสดงไว้มาใช้ให้เกิดความขลังในด้านต่างๆ เช่น ทำให้เกิดเป็นเมตตามหาเสน่ห์,มหานิยม, มหาอำนาจ, โภคทรัพย์ โดยการนำมาสัก, นำมาเขียน, นำมาเป่า, นำมาเสก ลงสู่ร่างกายโดยต้องยึดถือกฎข้อห้ามต่างๆ โดยกฎต่างๆจะยึด

คุณสมบัติของผู้ที่จะเรียนไสยศาสตร์ได้สำเร็จ คือ

  1. เป็นผู้ที่มีความสนใจอย่างจริงจัง
  2. ต้องมีความอดทนอย่างยิ่งยวด
  3. ต้องเป็นผู้ที่เคารพครูบาอาจารย์อย่างที่สุด
  4. ต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนได้เรียนและได้ใช้อย่างไม่แคลงใจ

ผู้ที่สนใจอยากศึกษาไสยศาสตร์ ท่านต้องมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในสิ่งที่มองไม่เห็น โดยต้องยึด หลักความจริงของพระพุทธศาสนามาเป็นหลักและต้องเชื่อเรื่องของกรรมดีกรรมชั่วที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้ เพราะมันมีความเกี่ยวเนื่องกับวิชาไสยศาสตร์ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ผีสาง , เทวดา , เทพ , พรหมต่างๆ ล้วนมีอยู่จริงในหลักธรรมคำสอนขององค์พระพุทธเจ้าทั้งสิ้น และท่านที่จะเรียนวิชาไสยศาสตร์ได้นั้นต้องเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกจิต-สมาธิมาเป็นอย่างดี จนสามารถนำพลังงานที่มีอยู่ในตัวและในโลกมาใช้ได้ในรูปแบบต่างๆ

เช่นดังพระเกจิอาจารย์ท่านต่างๆที่สามารถนำพลังงานต่างๆมาประจุลงเครื่องรางและของขลังต่างๆ

เพื่อใช้เป็นเครื่องป้องกันอันตรายที่จะมีแก่บรรดาลูกศิษย์ของท่าน และท่านทั้งหลายยังจะสามารถนำพลังงานที่เกิดจากการปฏิบัติสมาธิมาสำแดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ต่างๆ เช่นดังที่มีอยู่ในตำนานเรื่องเล่าของหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ท่านสามารถเสกหัวปลีเป็นกระต่ายและเสกคนเป็นจระเข้ได้อย่างน่าแปลกใจ

ท่านที่ต้องการศึกษาไสยศาสตร์ท่านต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ในคาถาอาคมต่างๆและต้องเป็นผู้ใฝ่หาครูบาอาจารย์ที่จะมาให้คำแนะนำอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับตนเองเพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่ตนเอง หรือที่เรียกว่า “ ของเข้าตัว ”

หลักวิชาไสยศาสตร์ทั้ง 4 สาย

ท่านผู้สนใจในวิชาไสยศาสตร์พึงจะต้องรู้จักหลักวิชาไสยศาสตร์ทั้ง 4 สาย มีดังนี้

  1. มฤคเวท เป็นการสวดเพื่อสรรเสริญพระเจ้า
  2. ยชุรเวท เป็นการสวดอ้อนวอนพระเจ้า
  3. สามเวท ใช้สำหรับสวดมนต์ทำพิธีถวายน้ำโสม
  4. อถรรพเวท เป็นเวทมนตร์คาถาเรียกผีสางเทวดาให้มาช่วยป้องกันอันตราย และมีการแก้อาถรรพณ์ต่างๆในวิชาอาถรรพณ์

อถรรพเวทเป็นคัมภีร์ที่มีความสำคัญยิ่งและเป็นคัมภีร์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากคัมภีร์อถรรพเวทแบ่งออกเป็น 8 สายย่อยอีกด้วย มีดังนี้

1 วิชาแก้โรคต่างๆ อาคมประเภทนี้ใช้เป่ารักษาโรคต่างๆให้หายได้

2 วิชามหาประสาน อาคมประเภทนี้ใช้เป่าบาดแผลให้ประสานเป็นเนื้อเดียวกันและยังสามารถใช้ประสานกระดูกได้อีกด้วย ในปัจจุบันยังมีคนนำวิชานี้มาใช้อยู่

3 วิชาสะเดาะ อาคมประเภทนี้ใช้เป่าสิ่งของให้หลุดออกจากกัน เช่น สะเดาะกุญแจ,โซ่ตรวน, สะเดาะลูกในครรภ์ของมารดา แม้แต่ก้างติดคอก็ยังใช้อาคมบทนี้

4 วิชาป้องกันตัว อาคมประเภทนี้ใช้เป่าปลุกเสกเครื่องรางของขลังต่างๆ เพื่อให้เกิดความเป็นคงกระพันชาตรี ฟันแทงไม่เข้าคงทนต่ออาวุธทั้งปวง และให้แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง

5 วิชาแสดงปาฏิหาริย์ อาคมประเภทนี้มีความศักดิ์สิทธิ์สามารถสำแดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆได้ เช่น ล่องหน, กำบังกาย, หายตัวดำดิน เดินบนน้ำและอากาศ, ย่นระยะทาง, ลุยไฟ, แปลงกาย ผู้ที่มีวิชานี้สามารถทำได้หลายอย่าง

6 วิชาคุณไสยทำอันตรายผู้อื่น อาคมประเภทนี้ใช้ทำร้ายผู้อื่นให้เจ็บและตายได้ แล้วแต่ความต้องการของผู้กระทำหรือผู้จ้างวาน เช่น เสกหนังควายเข้าท้อง, เสกมีดเข้าท้อง,เสกตะปูเข้าท้อง, เสกกระดูกผีเข้าท้อง เป็นต้น

7 วิชาแก้คุณไสยและแก้ภูตผีปีศาจ อาคมประเภทนี้ใช้เป่าและแก้การถูกกระทำด้วยไสยศาสตร์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสกตะปู, มีด และกระดูกผี วิชานี้สามารถใช้แก้และรักษาได้

8 วิชาการทำเสน่ห์ อาคมประเภทนี้ใช้เสกเป่าสิ่งของและของกิน รวมทั้งคนให้มาหลงไหลมารัก มาหลงตนเอง เรียกวิชานี้ว่า “ วิชาเมตตามหาเสน่ห์มหานิยม ”วิชาเหล่านี้มีความสำคัญต่างกันและผู้ที่จะเรียนวิชาไสยศาสตร์นั้นก็สามารถเลือกที่จะเรียนได้ตามที่ตนสนใจแต่ควรรู้จักให้ครบทั้ง 8 สายวิชา เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกัน

ไสยศาสตร์ที่มีบทบาทในประเทศไทยในอดีต

เมื่อครั้งสมัยสุโขทัย ไสยศาสตร์เข้ามามีบทบาทมากที่สุด เพราะยุคนั้นพระมหากษัตริย์และขุนนางต้องออกรบพร้อมกับทหาร รวมถึงการปกครองการบ้านการเรือนทั้งหมดต้องใช้ไสยศาสตร์ทั้งสิ้น เพราะไสยศาสตร์แยกเป็นหลายแขนง เช่น วิชาคงกระพันชาตรี, วิชาแคล้วคลาด,วิชาเมตตามหาเสน่ห์มหานิยม, วิชาเสน่ห์เล่ห์ , กลวิชาแต่งคน , วิชากำบัง และอื่นๆอีกมากมาย

วิชาคงกระพันชาตรี

เขาใช้เมื่อเวลาจะออกรบ ผู้เป็นเจ้านายหรือผู้มีวิชาอาคมก็จะแจกเครื่องรางของขลังต่างๆ ทั้งตะกรุดผ้ายันต์และวัตถุมงคลต่างๆ บ้างก็ลงอักขระสักยันต์ลงตามร่างกายเป็นหมึกบ้างน้ำมันบ้าง บางรายก็เขียนยันต์ลงตามร่างกาย บางรายก็เป่ายันต์ลงตามร่างกาย แล้วแต่ว่าใครจะเรียนมาแบบไหน ก็จะใช้วิชาตามที่ตนเรียนมา แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือ เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลแก่ตัว ของผู้เข้าทำพิธีและเพื่อให้มีพลังงานมาประจุลงสู่ตัวของคนนั้นๆ เมื่อมีพลังงานมาประจุแล้วก็จะส่งผล ให้เนื้อหนังมีความคงทนต่อคมอาวุธทุกประเภท จนมีดฟันแทงไม่เข้า แต่ถ้าจะทำให้ตายต้องใช้ของแหลมแทงสวนทวารอย่างเดียววิชาคงกระพันชาตรีนั้นยังมีแยกออกไปอีก 9 วิชา

วิชาอาพัด, เหล้า, หมาก, ใบพลู, ยาสูบ, พริกไทย, ว่านและรากไม้ต่างๆวิชานี้ใช้เสกของกินเพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี

วิชาปูนคาดคอ (วิชาทีขุนโจร 5นัดใช้)วิชานี้ใช้เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี

วิชาเรียกน้ำมันเข้าตัว วิชานี้ใช้เสกเรียกน้ำมันให้เข้าไปอยู่ในตัว เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี

วิชาอาบน้ำว่าน วิชานี้ใช้อาบ เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี

วิชาอาบน้ำมันเดือด วิชานี้ใช้เสกอาบ เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี แต่เวลาอาบจะไม่รู้สึกร้อนแต่อย่างใด

วิชาเสกฝุ่นทาตัว วิชานี้ใช้เสกฝุ่นทาตัว เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี ในบางทีเรียกว่า “ หนุมารคลุกฝุ่น ”

วิชาสักยันต์ วิชานี้จะใช้ของแหลมจุ่มหมึกหรือน้ำมันมาแทงลงบนผิวหนัง เพื่อให้เกิดเป็นยันต์ต่างๆเพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี

วิชาเขียนยันต์ วิชานี้จะใช้ของไม่แหลมจุ่มน้ำมันมาเขียนลงบนผิวหนัง เพื่อให้เกิดเป็นยันต์ต่างๆ,เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรีวิชาเป่ายันต์วิชานี้จะใช้เป่ายันต์ต่างๆ เพื่อให้เกิดความคงกระพันชาตรี

วิชาชาตรี คนส่วนใหญ่มักเรียกรวม วิชาคงกระพัน กับ วิชาชาตรีเข้าด้วยกันเป็นวิชาคงกระพันชาตรีแต่ที่จริงแล้ววิชาชาตรีนั้นต่างจากวิชาคงกระพันตรงที่ วิชาคงกระพันพันแทงไม่เข้าแต่ก็ยังมีความเจ็บปวดเกิดขี้นอยู่ แต่วิชาชาตรีนั้นทำให้ไม่รู้สึกเจ็บเลย เพราะวิชาชาตรีนั้นทำให้ของหนักต่างๆที่จะมากระทบตัวจะเบาไปหมด คนที่สำเร็จวิชานี้สามารถกระโดดได้สูงเกินสามวา (เรื่องราวของวิชานี้จะอยู่ในเนื้อเรื่องตอนวิชาหินเขาของอาจารย์ไพฑูรย์มีโอกาศเดี๋ยวเเอดมินจะลงให้นะครับ)วิชาชาตรีนี้เป็นวิชาแต่งตัวแล้วบริกรรมคาถา และเอามือทั้งสองลากไปตามตัว เรียกว่า “ ชักยันต์ ” แต่ส่วนมากมักจะเป็นวิชาของอิสลาม

วิชาแคล้วคลาดวิชาแคล้วคลาดเป็นวิชาที่เหนือกว่าวิชาคงกระพันและวิชาชาตรี เพราะแม้มีคนมุ่งร้ายหมาย จะทำอันตรายก็มิอาจจะทำอันตรายได้ เป็นแคล้วคลาดทุกครั้งไป คือไม่เจอ ไม่โดน และไม่เจ็บ ถึงแม้จะสู้กันซึ่งหน้า ไม่ว่าจะเป็นยิงหรือฟันก็จะหลบเลี่ยงหลุดรอดได้ทุกครั้งไป โดยฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถทำอันตรายได้ แต่วิชานี้ส่วนมากจะถูกประจุอยู่ในเครื่องรางของขลังและลายสักยันต์ต่างๆรวมถึงการเขียนยันต์และการเป่ายันต์ด้วย วิชาแคล้วคลาดถือเป็นวิชาที่ เกจิอาจารย์ส่วนมากนิยมใช้กันอีกด้วย

วิชามหาอุด วิชามหาอุดเป็นวิชาที่นำมาใช้เฉพาะ “กันปืน ” ถ้าผู้ใดสำเร็จวิชามหาอุด “ เมื่อครั้งมีเหตุให้โดยยิงปืนที่จะยิงจะยิงไม่ออก ” หรือในบางครั้งอาจจะทำให้ปืนแตกคามือของผู้ยิงได้เลย วิชามหาอุดมักถูกเขียนลงตระกรุด ใช้กันปืนและมักจะเสกรวมกับวิชาคงกระพันและแคล้วคลาดเพื่อให้ขลังยิ่งขึ้น และเป็นการกันพลาดอีกด้วย คือ หากยิงออกก็ไม่โดน หากโดนก็ไม่เข้า เป็นต้น

วิชาแต่งคน วิชาแต่งคนเป็นวิชาที่ใช้คุ้มครองตนเองและคนอื่น ในอดีตผู้เป็นแม่ทัพนายกองมักจะใช้วิชานี้คุ้มครองตนเองและลูกน้องให้รอดพ้นจากคมมีดคมกระสุน วิชานี้มักใช้เสกน้ำมันงาหรือปูนกินหมาก ทาใต้คางหรือบางรายใช้ทาตัว ทำให้คงกระพันเป็นอย่างดี

“ วิชาต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมด ในอดีตจนถึงปัจจุบันพระสงค์และผู้มีวิชาอาคมทั้งหลาย มักนำมาใช้ในการสร้างพระเครื่องและเครื่องรางของขลังเพื่อใช้คุ้มครอง และให้เป็นสิริมงคลต่อผู้ที่นำไปบูชาในบางอาจารย์อาจจะนำมาใช้ในการลงอักขระสักยันต์ลงบนร่างกายอีกด้วย ”

พื้นฐานสำคัญของการเรียนวิชาไสยศาสตร์และคาถาอาคมอันดับแรก คือ ทำการฝึกสมาธิภาวนา หรือทำการฝึกสมาธิกรรมฐาน

หากทำการฝึกสมาธิภาวนา ก็ทำกันง่ายๆ คือ การภาวนาคาถาต่างๆแล้วกำหนดลมหายใจเข้าออกตามไปด้วย เช่น ภาวนา “ พุท ” หายใจเข้า “ โธ ” หายใจออก พร้อมกับกำหนดจิตจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกและคำภาวนา

เมื่อกำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกและคำภาวนาแล้ว จิตจะเป็นสมาธิ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เริ่มต้นที่ 5 นาที แล้วเพิ่มไปวันละ 1 นาทีก็ได้หรือหากทำการฝึกสมาธิกรรมฐาน ในการฝึกสมาธิกรรมฐานเราต้องรู้จักกรรมฐาน ๔๐ กองก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรู้หมดทั้ง ๔๐ กอง แต่จะเลือกฝึกแบบไหนก็ได้แล้วแต่ความถนัดและความชอบของแต่ละคนกรรมฐาน ๔๐ แบ่งได้เป็น ๗ หมวด

๑. หมวดกสิน ๑๐

๒. หมวดอสุภกรรมฐาน ๑๐

๓. หมวดอนุสสติกรรมฐาน ๑๐

๔. หมวดอาหารปฏิกูลสัญญา ๑

๕. หมวดจตุธาตุววัฏฐาน ๑

๖. หมวดพรหมวิหาร ๔

๗. หมวดอรูปฌาณ ๔

หมวดกสิณ ๑๐ เป็นการทำสมาธิด้วยวิธีการเพ่ง

๑. ปฐวีกสิณ เพ่งธาตุดิน

๒. อาโปกสิณ เพ่งธาตุน้ำ

๓. เตโชกสิณ เพ่งไฟ

๔. วาโยกสิณ เพ่งลม

๕. นีลกสิณ เพ่งสีเขียว

๖. ปีตกสิน เพ่งสีเหลือง

๗. โลหิตกสิณ เพ่งสีแดง

๘. โอฑาตกสิณ เพ่งสีขาว

๙. อาโลกกสิณ เพ่งแสงสว่าง

๑๐. อากาศกสิณ เพ่งอากาศ

หมวดอสุภกรรมฐาน ๑๐ เป็นการตั้งอารมณ์ไว้ให้เห็นว่า ไม่มีอะไรสวยงดงาม มีแต่สิ่งสกปรกโสโครก น่าเกลียด

๑๑. อุทธุมาตกอสุภ คือ ร่างกายของคนและสัตว์ที่ตายไปแล้ว นับแต่วันตายเป็นต้นไป มีร่างกายบวมขึ้น พองไปด้วยลม ขึ้นอืด

๑๒. วินีลกอสุภ วีนีลกะ แปลว่า สีเขียว เป็นร่างกายที่มีสีเขียว สีแดง สีขาว คละปนระคนกัน คือ มีสีแดงในที่มีเนื้อมาก มีสีขาวในที่มีน้ำเหลืองน้ำหนองมาก มีสีเขียวในที่มีผ้าคลุมไว้ฉะนั้นตามร่างกายของผู้ตายจึงมีสีเขียวมาก

๑๓. วิปุพพกอสุภกรรมฐาน คือ ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลอยู่เป็นปกติ

๑๔. วิฉิททกอสุภ คือ ซากศพที่มีร่างกายขาดเป็นสองท่อนในท่ามกลางกาย

๑๕. วิกขายิตกอสุภ คือ ร่างกายของซากศพที่ถูกยื้อแย่งกัดกิน

๑๖. วิกขิตตกอสุภ คือ ซากศพที่ถูกทอดทิ้งไว้จนส่วนต่างๆกระจัดกระจาย มีมือ แขน ขา ศีรษะ กระจัดพลัดพรากออกไปคนละทาง

๑๗. หตวิกขิตตกอสุภ คือ ซากศพที่ถูกสับฟันเป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่

๑๘. โลหิตกอสุภ คือ ซากศพที่มีเลือดไหลออกเป็นปกติ

๑๙. ปุฬุวกอสุภ คือ ซากศพที่เต็มไปด้วยตัวหนอนคลานกินอยู่

๒๐. อัฏฐิกอสุภ คือ ซากศพที่มีแต่กระดูก

อนุสสติกรรมฐาน ๑๐ อนุสสติ แปลว่า ตามระลึกถึง เมื่อเลือกปฏิบัติให้พอเหมาะแก่จริตจะได้ผลเป็นสมาธิมีอารมณ์ตั้งมั่นได้รวดเร็ว

๒๑. พุทธานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์

๒๒. ธัมมานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์

๒๓. สังฆานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์

๒๔. สีลานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณศีลเป็นอารมณ์

๒๕. จาคานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงผลของการบริจาคเป็นอารมณ์

๒๖. เทวตานุสสติเป็นกรรมฐาน ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์

๒๗. มรณานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์

๒๘. กายคตานุสสติกรรมฐาน เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในจาคะจริต

๒๙. อานาปานานุสสติกรรมฐาน เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในโมหะ และวิตกจริต

๓๐. อุปสมานุสสติกรรมฐาน ระลึกความสุขในพระนิพพานเป็นอารมณ์

หมวดอาหาเรปฏิกูลสัญญา๓๑. อาหาเรปฏิกูลสัญญา เพ่งอาหารให้เห็นเป็นของน่าเกลียด บริโภคเพื่อบำรุงร่างกาย ไม่บริโภคเพื่อสนองกิเลส หมวดจตุธาตุววัฏฐาน๓๒. จตุธาตุววัฏฐาน ๔ พิจารณาร่างกายประกอบด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ

หมวดพรหมวิหาร ๔ พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมเป็นที่อยู่ของพรหม พรหม แปลว่า ประเสริฐ

พรหมวิหาร ๔ จึง แปลว่า คุณธรรม ๔ ประการ ที่ทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเป็นผู้ประเสริฐ ได้แก่

๓๓. เมตตา คุมอารมณ์ไว้ตลอดวันให้มีความรัก อันเนื่องด้วยความปรารถนาดี ไม่มีอารมณ์เนื่องด้วยกามารมณ์ เมตตาสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นทุกข์

๓๔. กรุณา ความสงสารปรานี มีประสงค์จะสงเคราะห์แก่ทั้งคนและสัตว์

๓๕. มุทิตา มีจิตชื่นบาน พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ไม่มีจิตริษยาเจือปน

๓๖. อุเบกขา มีอารมณ์เป็นกลางวางเฉยหมวดอรูปฌาณ ๔ เป็นการปล่อยอารมณ์ไม่ยึดถืออะไร มีผลทำให้จิตว่าง มีอารมณ์เป็นสุขประณีตในฌานที่ได้ จะผู้เจริญอรูปฌาณ ๔ ต้องเจริญฌานในกสินให้ได้ฌาณ ๔ เสียก่อน แล้วจึงเจริญอรูปฌาณจนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

๓๗. อากาสานัญจายตนะ ถืออากาศเป็นอารมณ์ จนวงอากาศเกิดเป็นนิมิตย่อใหญ่เล็กได้ ทรงจิตรักษาอากาศไว้ กำหนดใจว่าอากาศหาที่สุดมิได้จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

๓๘. วิญญาณัญจายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้ ทิ้งอากาศและรูปทั้งหมด ต้องการจิตเท่านั้นจนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

๓๙. อากิญจัญญายตนะ กำหนดความไม่มีอะไรเลย อากาศไม่มี วิญญาณก็ไม่มี ถ้ามีอะไรสักหน่อยหนึ่งก็เป็นเหตุของภยันตรายไม่ยึดถืออะไรจนจิตตั้งเป็นอุเบกขารมณ์

๔๐. เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำความรู้สึกตัวเสมอว่า ทั้งที่มีสัญญาอยู่ก็ทำเหมือนไม่มี ไม่รับอารมณ์ใดๆ จะหนาวร้อนก็รู้แต่ไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย ปล่อยตามเรื่อง เปลื้องความสนใจใดๆออกจนสิ้นจนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

เรื่องหลักการใช้คาถาอาคมให้มีความขลังและใช้ได้ดังใจ

  1. ต้องมีสมาธิ ไม่สนใจในสิ่งรอบข้างที่รบกวน โดยมีใจมุ่งมั่นจดจ่อในคาถาที่ตนบริกรรมอยู่
  2. สร้างอารมณ์ ให้เป็นไปตามชนิดของคาถานั้นๆ เช่น

– คาถาเมตตามหาเสน่ห์มหานิยม ต้องสร้างอารมณ์ให้เป็นเมตตา ไม่แข็งกระด้าง ไม่เหี้ยมเกรียม

– คาถาคงกระพันชาตรี ต้องสร้างอารมณ์ให้ห้าวหาญ และแข็งกระด้าง เหี้ยมเกรียม โดยยึดความกล้าเป็นอารมณ์

– คาถาแคล้วคลาด ต้องสร้างอารมณ์ให้เป็นสมาธิอย่างแรงกล้า และห้าวหาญ

  1. ต้องมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ในคาถาอาคมที่ตนต้องการจะใช้

นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว

 

ใส่ความเห็น