◎มีดหมอหลวงพ่อเดิมถอนคุณไสยหมออาคมต่างชาติ◎

มีดหมอหลวงพ่อเดิมถอนคุณไสยหมออาคมต่างชาติ

แผ่นดินไทยที่กว้างใหญ่ไพศาลกลับไม่มีที่ให้ไพฑูรย์ได้ซุกหัวหลบหนีเพราะคุณพระกล้ากลางสมรขึ้นค่าหัวไพฑูรย์จาก 10,000 เป็น 20,000 บาท ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย

แม่ดอกเหมยจึงส่งไพฑูรย์ออกนอกประเทศ ด้วยเกรงว่าหากถูกจับอาจถูกทำร้ายถึงตายวิธีการเดินทางออกนอกประเทศก็ไม่ยากให้ไพฑูรย์โกนหัวจนโล้นเลี่ยน แต่งกายใส่เสื้อผ้าแบบกุลีคนจีน ส่งไปกับเรือโดยสารขนาดเล็กที่รับส่งคนจีนที่อยากกลับบ้านไปขึ้นเรือสำเภาที่ทอดสมออยู่ที่เกาะสีชัง

ก่อนออกเดินทาง แม่ดอกเหมยที่รักกอดไพฑูรย์แน่น น้ำตาไหลพราก บอกว่าเป็นห่วงมาก เพราะเกาะฟอร์โมซา(ปัจจุบันสถาปนาเป็นประเทศไต้หวันหลังขุนเจียงถูกประธานเหมาตีตกทะเลมายึดเกาะฟอร์โมซาเป็นฐานที่มั่น เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ) เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนมีชาวบ้านพื้นเมืองเป็นใหญ่ ชาวจีนมีอยู่บ้างแต่น้อยมาก

โดยเฉพาะเกาะมีคอยและเกาะมัตสุนั้น ชาวพื้นเมืองเป็นชาวเขาที่มีไสยเวทแก่กล้าและมนต์ดำสูง เธอขอให้ไพฑูรย์อยู่แต่ในตัวเกาะฟอร์โมซา อยู่บ้านสกุลเกาที่เป็นญาติข้างมารดาเธอ

แม่ดอกเหมยยื่นซองน้ำตาลด้านหน้าเขียนด้วยหมึกจีนสีดำ ด้านในมีกระดาษสีขาวเขียนด้วยหมึกจีนสีดำ มีตราประทับสีแดงด้านท้ายให้ไพฑูรย์บอกว่า

“นี่เขาเรียกว่าโพยก๊วนคนไทยเรียกตั๋วแลกเงิน เมื่อไปถึงฟอร์โมซาแล้วมอบซองนี้ให้กับเกาสงเหยิน ผู้เป็นเจ้าบ้านสกุลเกา นำไปแลกเป็นเงินไว้ใช้จ่าย ขาดเหลืออย่างไรก็เอาที่สกุลเกาก่อน ทางนั้นจะแจ้งมาที่อั๊ว แล้วอั๊วจะจัดการส่งไปให้เอง”

“อั๊วคงไม่ได้ใช้อะไรหรอกไม่อยากรบกวนลื้อ ที่ลื้อให้อั๊วไปพ้นจากแผ่นดินไทยก็นับว่าเป็นพระคุณแล้ว ชาตินี้คงทดแทนไม่หมด ชาติหน้าหวังว่าอั๊วกับลื้อคงได้เกิดมาเป็นจีนก็จีนด้วยกัน เป็นไทยก็ไทยด้วยกัน ไม่ต้องพบกันสภาพที่เป็นอยู่อย่างนี้อีก”

เรือสำเภาออกจากที่จอดนอกเกาะสีชังมุ่งหน้าสู่ประเทศจีน ก่อนแวะไปยังฟอร์โมซาเพื่อส่งไพฑูรย์ที่หนีภัยจากการตามล่าของมือกฏหมาย เมื่อถึงท่าเรือ ไพฑูรย์งงไม่รู้จะถามใครได้ เพราะพูดและฟังภาษาจีนไม่ได้

ขณะกำลังเคว้งคว้างก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงภาษาไทยแปร่งหูดังขึ้นที่ด้านหลัง

“อาเปียวช่ายหมาย”

“เปีย…ใช่เปียไม่ใช่เปียว”

ชายคนนั้นเข้ามาจับมือไพฑูรย์เขย่า บอกว่าชื่ออากวานได้รับมอบหมายให้มารับเขาไปบ้านตระกูลเกา จากนั้นก็พาไพฑูรย์นั่งรถลากออกจากท่าเรือไปยังหมู่บ้านชาวประมงอันเงียบสงบไปหยุดที่บ้านหลังหนึ่ง ประตูทาด้วยสีแดง มีห่วงทองแดงใหญ่ร้อยอยู่ในปากสิงโต สำหรับเคาะเรียกคนด้านใน

อากวานเคาะห่วงกับประตู ไม่นานนัก บานประตูใหญ่ก็เปิดออก ร่างของชายชาวจีนโกนหัวครึ่งหัว ไว้หางเปียยาว ที่เอวมีดาบโค้งห้อยอยู่ก็โผล่ออกมา เมื่อเห็นอากวานก็แสดงความคารวะอากวานพูดกับคนเฝ้าประตูแล้วหันมาทางไพฑูรย์ คนเฝ้าประตูจึงแสดงความคารวะเขาอีกครั้งทั้งคู่เดินเข้าไปนั่งที่ห้องรับแขก

“อาเปียว นั่งก่อนนะ ท่านเกาติดภารกิจนอกบ้าน อีก 2 ชั่วยามจึงจะมาถึง นั่งรออยู่ที่นี่ก่อ อั๊วจะไปดูแลคนงานด้านใน”
สาวใช้ยกถาดน้ำชามาวางไว้ที่โต๊ะ มีกาน้ำชาพร้อมถ้วยชาสองใบ กับเม็ดกวยจี๊อีกหนึ่งจานเล็กก่อนเดินกลับออกไป ไพฑูรย์นั่งจีบน้ำชาและขบเม็ดกวยจี๊รอไปพลางๆ

สองชั่วยามกว่าๆ อากวานก็กลับเข้ามาในห้องรับแขกพร้อมกับชายจีนคนหนึ่ง แนะนำว่าชายผู้นั้นคือเกา สงเหยิน ประมุขแห่งบ้านตระกูลเกา

ไพฑูรย์ลุกขึ้นยกมือไหว้แบบไทย เกา สงเหยิน บอกว่า “ยินดีต้อนรับอาคันตุกะจากสยามสหายแห่งหลานหญิงสี่”
“ผมมาขออาศัยใบบุญท่านสักระยะหนึ่งก่อนที่จะกลับเมืองไทย”

“ไม่เป็นไร ลื้อคืออาเปียที่หลานสี่บอกว่าต่อสู่เยี่ยงเดียวกับนักบู๊ชาวจีนยินดีที่ได้เห็นตัวจริงของลื้อในวันนี้”

“อาหมวยกล่าวเกินจริงแล้ว อั๊วทำไปเพราะป้องกันตัวเท่านั้น หาได้ทำเพื่อชื่อเสียงหรือเพื่อท้าประลองไม่”

ทั้งสามคุยกันอยู่นานโดยมีอากวานทำหน้าที่เป็นล่ามให้เพราะเกา สงเหยิน พูดและฟังภาษาไทยได้นิดหน่อยเท่านั้น

ที่ฟอร์โมซาไพฑูรย์นั่งๆนอนๆไปวันๆ ออกไปนั่งริมทะเลมองไปทางทิศที่ตั้งของประเทศไทย หวนระลึกถึงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แม้ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆมือกฎหมาย แต่ก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตร แม้จะมีเงินจากโพยก๊วนก็ใช่ว่าจะใช้แบบสุรุ่ยสุร่ายต้องประหยัด เพราสงสารแม่ดอกเหมยที่ต้องส่งเงินมาให้

วันหนึ่ง เกา สงเหยิน กลับจากไปเก็บค่าเช่าที่จากชาวเขาที่อพยพลงมาทำมาหากินบนพื้นราบก็เกิดป่วยกะทันหัน พาหมอฝีมือดีมารักษาก็ส่ายหน้าเพราะอาการป่วยของ เกา สงเหยิน คือหน้าท้องบวมป่องเหมือนมีอะไรอยู่ข้างในเจ็บปวดทรมานมาก รักษาอย่างไรก็ไม่หายที่สุดหมอก็ลากลับเพราะจนปัญญาบอกให้ลองรักษาทางอื่นดู

ฮูหยินตระกูลเกาจึงไปหาคนทรงเจ้าเพื่อหาสาเหตุ ไพฑูรย์ซึ่งติดตามไปด้วยเล่าว่า คนทรงเจ้าเดินไปที่กระบะทราย ด้านบนมีกรอบไม้สี่เหลี่ยม ด้านหน้ามีเดือยทำด้วยไม้กลึงปลายแหลมเหมือนปลายดินสอเมื่อฮูหยินตระกูลเกาถามปัญหาจบร่างทรงก็จะจับกรอบสามเหลี่ยมแล้วแกว่งปลายไม้ให้ปลายแหลมขีดเขียนเป็นตัวอักษรจีนลูกศิษย์จะอ่านแล้วอธิบายของคำนั้นๆ

อากวานแปลให้ฟังว่า “คุณไสยของพวกชาวเขา หมอผีของมันทำคุณใส่ท่านเกา ทำให้ท้องบวมหากรักษาไม่ทันจะต้องตาย”

ฮูหยินตระกูลเกาจึงถามวิธีการแก้ไข ลูกศิษย์ร่างทรงใช้ไม้แบนหนากวาดทรายแล้วร่างทรงก็เขียนตอบคำถามว่า

“ไม่ทันการ ในบ้านเจ้ามีคนไทยอยู่ด้วยคนหนึ่ง ให้เขาช่วยจะพ้นภัย”

กลับถึงบ้านตระกูลเกา ฮูหยินจึงขอให้ไพฑูรย์ช่วยตามที่ร่างทรงบอก ไพฑูรย์บอกว่าตนไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าจะช่วยแก้ไขได้อย่างไร เมื่อถูกขอร้องหนักเข้าจึงนึกได้ว่ามีมีดหมอหลวงพ่อเดิมติดมาด้วย จึงตกลงจะลองดู จากนั้นขอธูปมาจุดนำไปปักไว้กลางแจ้งหันหน้ามาทางที่ตั้งของแผ่นดินไทยถือมีดหมอหลวงพ่อเดิมไว้ในมือยกขึ้นพนม อธิษฐานว่า

“ขอบารมีหลวงพ่อเดิมที่สถิตในมีดหมอ ได้โปรดช่วยเหลือนายเกา สงเหยิน ให้ปลอดภัยจากคุณไสยของชาวเขาด้วยเถิด”

กลับเข้าไปในบ้าน เอาน้ำสะอาดใส่ในถ้วย เอามีดหมอยกขึ้นจบที่หน้าผากระลึกถึงหลวงพ่อเดิม อาราธนาบารมีเอาปลายมีดจิ้มลงไปในน้ำ วนปลยมีดไปทางขวา 3 รอบ แต่ละรอบภาวนาว่า

“อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ ภุ พะ”

จากนั้นวนไปทางซ้าย 3 รอบแต่ละรอบภาวนาว่า

“พะ ภุ สะ ปุ โล สุ วิ สัง อะ”

นำน้ำในถ้วยไปในห้องที่ เกา สงเหยิน นอนอยู่ ประคองร่างของเขาขึ้นมากรอกน้ำมนต์ในถ้วยให้ดื่ม พอน้ำมนต์ตกถึงท้องก็ได้ยินเสียงท้องลั่นดังโกรก สักครู่ เกา สงเหยิน บอกว่า ปวดท้องถ่ายหนักจึงให้คนรับใช้ประคองไปยังห้องส้วม ปรากฏว่าถ่ายออกมาเป็นตะขาบขนาดเล็ก ขาดเป็นท่อนๆสามตัว ท้องยุบลงทันที และอาการป่วยที่เป็นอยู่ก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์

เกา สงเหยิน และฮูหยิน กล่าวขอบคุณไพฑูรย์ที่ช่วยเหลือและเล่าให้ฟังว่า หลังจากไปเก็บเงินค่าเช่าที่ดินบ้านของนายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมอผี ได้กินน้ำชาที่เจ้าบ้านจัดมาให้ พอกลับถึงบ้านก็เกิดอาการดังกล่าว

อากวานอธิบายให้ไพฑูรย์ฟังว่าเป็นคุณไสยตะขาบที่คล้ายยาสั่งแต่แทนที่จะทำให้ตายด้วยพิษกลับใช้ตะขาบเผาไฟจนเป็นผงเอาไปผสมกับตัวยาใส่ในอาหาร หรือน้ำให้ผู้เคราะห์ร้ายกินหรือดื่ม ผงนั้นจะกลายเป็นตะขาบขนาดเล็กหากแก้ไขไม่ทัน ตะขาบสามตัวไปถึงหัวใจ คนถูกคุณจะตายทันที

เกา สงเหยิน สุดแค้นเคืองเพราะนายหมู่บ้านเป็นผู้มีวิชาและชาวเขาที่อพยพมาอยู่พื้นราบให้ความนับถืออย่างยิ่ง และตนเองก็ไม่เคยคิดร้ายกับหัวหน้าหมู่บ้านมาก่อน งานนี้ต้องเอาคืน

อากวานมาชวนไพฑูรย์ไปดูอาจารย์เหมาซานทำพิธีแก้เผ็ดนายหมู่บ้าน เป็นครั้งแรกที่ไพฑูรย์ได้เห็นพิธีกรรมประหลาด หมอผีแต่งตัวแบบโบราณ สวมหมวก ที่ด้านหลังเสื้อที่ใส่เสื้อมีตราแปดทิศ (โป๊ยข่วย) ที่โต๊ะบูชามีเครื่องเซ่นวางไว้หลายอย่าง

เสียงหมอผีจากสำนักเหมาซานเหนือ จีนแผ่นดินใหญ่ซึ่ง เกา สงเหยิน จ้างมาด้วยราคาแพง สวดคาถาดังกังวาน

สวดหนึ่งจบ ก็เอาปลายกระบี่ทำด้วยไม้เสียบแผ่นยันต์กระดาษสีเหลือง แหย่ปลายกระบี่ไปที่เปลวเทียน เผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ทำอย่างนี้ 9 ครั้ง จึงเปลี่ยนเป็นเอาปลายกระบี่เสียบแผ่นยันต์ปลายกระดาษสีแดงเอาไปเผาไฟอีก 9 ครั้ง แล้วให้ลูกศิษย์ยกตุ๊กตากงเต๊กขนาดเท่าคนจริง แต่งตัวแบบชาวเขา เขียนชื่อหัวหน้าหมู่บ้านไว้ที่หน้าอกและด้านหลังออกมา

หมอผีร่ายรำกระบี่ไปรอบๆตุ๊กตา ร่ายเวทแล้วเรียกชื่อหัวหน้าหมู่บ้าน ทำอย่างนั้น 9 ครั้ง เอาปลายกระบี่แทงเข้าไปที่หน้าอกซ้ายของหุ่นจนทะลุออกด้านหลังเอากระปุกเหล้ามาถือไว้ในมือซ้ายมือขวาหยิบเทียนยกขึ้นชูไว้ระหว่างตัวเองกับหุ่น เทเหล้าใส่ปาก พ่นผ่านเปลวเทียนออกไป เป็นลูกไฟพุ่งเข้าหาหุ่นเกิดไฟลุกท่วมตัวจนกลายเป็นขี้เถ้า

วันรุ่งขึ้นคนบ้านตระกูลเกาที่ออกไปสืบข่าวก็กลับมารายงานว่า

“นายหมู่บ้านที่ทำคุณไสยใส่นายท่านตายแล้วเมื่อตอนดึกคืนก่อน ชาวบ้านเล่าว่า มีอาการร้อน กินน้ำจนท้องกาง ลงไปนอนเกลือกกลิ้งกับพื้น มีผื่นแดงขึ้นตามตัวแล้วกลายเป็นพองมีน้ำเหมือนถูกไฟไหม้ ขากรรไกรแข็งพูดไม่ได้ ไม่นานก็ขาดใจตาย”

ไพฑูรย์จึงไปดูกับอากวาน ศพมีลักษณะเหมือนถูกไฟลวกน่าสยดสยองมาก อากวานบอกว่าหมอผีเหมาซานเหนือจะมีจิตใจโหดเหี้ยม เมื่อรับงานแล้วจะต้องทำจนฝ่ายตรงข้ามตายจึงจะรับเงิน    บ่ายวันนั้น เมื่อหมอผีเหมาซานรับเงินแล้วก็เดินทางกลับจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ท่าทางของเขาผิดกับเมื่อตอนทำพิธีเป็นคนละคน ไพฑูรย์แปลกใจและสงสัยมาก เกา สงเหยิน เหมือนรู้ในสิ่งที่คิดจึงบอกว่า ที่เห็นเมื่อคืนเป็นวิญญาณอาจารย์ผู้ล่วงรับไปแล้วของหมอผีเหมาซาน เป็นปีศาจร้ายกาจ มาสิงร่างศิษย์เพื่อทำพิธีเมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้วหมอผีก็จะกลับเป็นตัวของตัวเอง

        ไพฑูรย์ว่าหากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองจะไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด

นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว

ใส่ความเห็น