◎สิงโตหินผจญพ่อตาอันธพาล◎

◎พ่อตาอันธพาล◎

การหนีเงื้อมมือกฏหมาย ไพฑูรย์เล่าว่า ต้องหนีไปในที่ที่ตำรวจคาดไม่ถึงว่าจะไปกบดาน คือในที่ที่ผู้ร้ายไม่มีญาติพี่น้อง หรือพวกพ้องที่พอจะอาศัยซุกหัวอยู่ได้ เป็นคนแปลกหน้าที่ทางการจะติดตามไม่ได้ง่าย ๆ

ไพฑูรย์จึงตัดสินใจไม่หนีขึ้นเหนือและก็ไม่ลงใต้ แต่ไปอยู่ในจังหวัดราชบุรี เปลี่ยนทรงผมและกิริยาท่าทางเพื่อมิให้เป็นที่สังเกตของคนทั่วไป อาศัยเงินที่ฝากเพื่อน ฝากเเม่ดอกเหมย หัวหน้าอั้งยี่ที่เคยเล่ามาแล้ว ดำรงชีวิตอย่างสมถะ

ไพฑูรย์ไปกบดานอยู่ ต.ท่าเสา จ.ราชบุรี ไปรับหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองกิจการค้าไม้ของเจ้าพ่อตี่ท่าเสา และหากเจ้าพ่อจะต้องไปในที่ที่น่าจะเกิดอันตรายก็จะให้ไพฑูรย์นั้งประกบไปด้วย เพราะเห็นฤทธิ์ที่ไพฑูรย์เอาตัวเข้าบังรับกระสุนที่ฝ่ายศัตรูยิงใส่เจ้าพ่อตี่ เสื้อแสงขาดแต่กระสุนไม่ระคายผิว

ที่ท่าเสา หากเอ่ยชื่อตาโขดแล้ว แม้เเต่เด็กร้องไห้พอแม่บอกว่า”นิ่งเงียบเชียวนะ โน่นตาโขดมาโน่นแล้ว”

เด็กจะหยุดร้องไห้ทันที แถมยังเอาหัวซุกอกแม่ตัวสั่น ตาโขดบ้านท่าเสา เป็นผู้มีวิชาคงกระพันชาตรี เพราะแกกินหัวบานเย็นขาวเสก บานเย็นจะมีสองชนิดคือ บานเย็นขาว กับบานเย็นม่วงปลูกไว้นานๆจะลงหัว เรียกว่า ”หัวบานเย็น” ปลูกให้ได้ครบ 3ปี ขุดขึ้นมาหั่นเป็นแว่นบางๆ ผึ่งแดดจนแห้งเก็บไว้ในภาชนะที่อับลม

เวลารดน้ำ เสก รดลงไป เวลาเก็บมาหั่นเป็นแว่นๆ ก็เอาเหล็กปลายเเหลมมาลงอักขระขอมตัว ”นะ”ลงไป พอตากแห้งแล้ว เวลาใช้ก็เคี้ยวจนรู้สึก ว่าลิ้นเห่อปากเห่อก็คายกากทิ้ง ก่อนจะออกไปนอกบ้านก็ภาวนาคาถาว่า ”นะ อัตตะ ที โต นะโม พุทธายะ”
พอเข้าต่อสู้ก็ภาวนาสั้นๆว่า ”อัตตะ ที โต” เนื้อหนังมังสาคงกระพันกันได้ถึงกระดูก

ตาโขดอาศัยหัวบ้านเย็นนี่แหละป้องกันตัว แกเป็นคนขี้เหล้า พอเมาได้ที่ก็จะเดินท้าทายด่าทอผู้คนอย่างหยาบคาย แต่ไม่มีใครกล้ามาต่อกรกับแก นับตั้งเเต่แก ล้มนายกล้า บ้านท่าเสา ผู้มีวิชาอาคมด้วยการใช้ดาบฟันแขนขวาขาดพิการ จนต้องออกจากวงการนักเลงไป

ตาโขดมีลูกชายสองคน กับลูกสาวคนสุดท้องหนึ่งคน สวยแบบว่าไม่ว่าใครก็หลงรัก แต่ตาโขดบอกว่า

”ใครจะมาเป็นเขยกู ต้องมีวิชาอาคม ต้องมีหนังดี สามารถคุ้มชีวิตอีเดือนมันได้ แม้จะไม่มีทรัพย์สมบัติ กูก็ไม่เกี่ยง สมบัติของกูมีมากพอจะเลี้ยงอีเดือนกับลูกเขยได้จนตาย”

ชาวท่าเสาที่ได้ยินเสียงร้องด่าพ่อล้อแม่ท้าทายของตาโขดในตอนดึกๆ ก็ไม่ออกจากบ้านมาตอแยกับแก เพราะหากออกไป ตาโขดจะคิดว่าออกไปตีกับแก จะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตไปเปล่าๆ

”คันเนื้อคันตัวโว้ย อยากให้ใครเอาของคมๆ ของปลายแหลมๆ มาทิ่มให้มันหายคัน ไอ้แม่…งเอ๊ย บ้านนี้ไม่มีใครเก่งเลยหรือไงวะ โผล่หัวมาฉะกับไอ้โขดหน่อยเหอะน่า มาซีวะ เฮ้ย..ออกมาซี ไอ้โขดมาเเล้ว….”

คืนนั้นจ่านิด ทหารช่างกลับมาเยี่ยมพ่อที่ท่าเสา ได้ยินคนมาท้าที่หน้าบ้าน เคยได้ยินกิตติศัพท์ของตาโขดก็เกิดหมั่นไส้ ย่องออกไปซุ่มเงียบ พอตาโขดคล้อยหลัง สากตำข้าวในมือของจ่านิดก็ตำโครมลงไปที่กบาลของตาโขด ไม่เข้าก็จริงแต่แรงตำทำให้ตาโขดล้มลงทั้งยืนสลบคาที่ แล้วจ่านิดก็ลากร่างของตาโขดไปไว้ที่ทางสามแพร่ง

ลูกชายของตาโขดเห็นพ่อหายไปนานผิดปกติจึงออกตามหา พอพ่อนอนสลบไสลอยู่ที่ทางสามเเพร่ง จึงช่วยกันหามกลับไปพยาบาลที่บ้าน พอได้สติตาโขดก็จำไม่ได้ว่าแกโดนตีด้วยอะไรตรงไหนกันแน่ เรื่องก็เลยเงียบ

วันนั้นคนสนิทของเจ้าพ่อตี่ถูกตาโขดฟันด้วยดาบคู่มือจนต้องนอนโรงพยาบาล เจ้าพ่อตี่โกรธจนตาแดง เรียกไพฑูรย์มาระบายความแค้นให้ฟัง

”ไพฑูรย์ ไอ้โขดมันไม่เห็นอั๊วอยู่ในสายตา ไอ้สายชลคนสนิทของอั๊วไปเกาะแกะลูกสาวมัน มันท้าฟัน ไอ้สายชลมันก็แน่ เนื้อหนังดีเหมือนกัน แต่กลับเล่นงานไอ้โขดไม่ได้ แถมถูกฟันปางตาย เรื่องนี้คนท่าเสารู้กันหมด ถ้าอั๊วไม่ทำอะไรลงไป ต่อไปใครจะมาเกรงใจอั๊ว ลื้อช่วยไปสั่งสอนมันสักหน่อยไม่ต้องเอาถึงตาย ให้มันเสียเลือดบ้าง จะได้หายอันธพาล”

”ได้เลยครับ ผมทำได้เเน่ เพราะในชีวิตผมไม่เคยรังแกใคร ไม่เคยท้าใครมาต่อยมาตี ผมจะให้บทเรียนกับตาโขดจอมอันธพาลให้สาสม”

ไพฑูรย์แต่งตัวแบบคนบางกอก ท่าทางเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เข้าไปหาตาโขด ไปถึงก็ยกมือไหว้ตาโขดถูกจู่โจมแบบสายฟ้าแลบก็ตกใจ ร้องถามว่า

”มึงเป็นใคร มาจากไหน แต่งตัวไม่เหมือนคนพื้นที่นี้ บอกมาตรงๆ ว่ามึงมีจุดประสงค์อันใด”

”ผมเป็นคนบางกอก ผมพอใจลูกสาวของคุณพ่อ ต้องการมาเจรจากับคุณพ่อเพื่อจะจัดผู้ใหญ่มาสู่ขอต่อไป”

ตาโขดโกรธจนตาลุกวาว ร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง

”มึงจะมาหลอกเอาลูกสาวกูไปขายซ่องมากกว่าละมั้ง ก็ได้ แต่กุมีข้อแม้ว่า ใครก็ตามมีสิทธิ์มาสู่ขอลูกสาวกูทั้งนั้น แต่ต้องมีหลักประกันว่าจะคุ้มครองลูกสาวกูได้”

”หลักประกันผมมีพร้อม บ้านช่องห้องหอ เงินทอง เรื่องคุ้มครองลูกสาวคุณพ่อก็ย่อมทำได้”

”ไอ้คนบางกอก ที่กูว่าหลักประกันไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นวิชาอาคมที่เป็นคงกระพันชาตรี มหาอุดและอื่นๆ ต้องฉะกับกู ผ่านกูไปได้จึงจะมีสิทธิ์สู่ขอลูกสาวกู ไม่งั้นก็เฉดหัวออกไป”

ไพฑูรย์เห็นสมคะเนจึงสวนควันขึ้นไปทันที

”ถ้าผมไม่แน่จริงคงไม่กล้ามา ผมได้ข่าวว่าคุณพ่อแน่นัก คนท่าเสาเกรงกลัว แต่ผมคนบางกอกไม่กลัวหรอก เอาไงก็เอากัน บอกมาเลย”

ตาโขดลุกขึ้นเต้นเร่าๆ ปากก็ร้องตะโกนว่า

”พรุ้งนี้มึงเตรียมตัวมาพบกูที่ลานบ้านกูเลย ฉะกันตัวๆ ใครแน่รู้กันพรุ้งนี้”

ไพฑูรย์เล่าว่า กลับจากบ้านตาโขดแล้วจึงอาราธนามีดหมอหลวงพ่อเดิม ผ้ารอยเท้าหลวงพ่อเดิม และเคี้ยวว่านสามพันตึงก่อนออกเดินทางไปพบตาโขด เผชิญหน้าในลานบ้าน ลูกชายสองคนของตาโขดมาเป็นพยาน ตาโขดข่มขวัญไพฑูรย์ด้วยการบอกลูกชายว่า

”หากมันมีอันเป็นไป ช่วยหามมันออกไปทิ้งข้างนอก ถ้าหากกูพลาด อย่าได้ไปรุมกินโต๊ะมันแต่ให้ความเคารพมันเหมือนพี่ร่วมสายโลหิตของมึง เพราะในชีวิตของพ่อมึงไม่เคยมีใครล้มได้”

ไพฑูรย์เล่าว่า เอามีดหมอเสียบไว้ที่เอวด้านหลัง ใช้มีดชายธงเป็นมีดต่อสู้ ผ้ารอยเท้าทำเป็นผ้าพันคอ ตาโขดใช้มีดดาบประจำตัว เมื่อแกชักดาบออกจากฝัก ประกายดาบที่ถูกกับแสงแดด เป็นเงาปลาบเหมือนสีปีกแมลงทับ แสดงให้เห็นความแกร่งและความคมของดาบ

พอเริ่มต่อสู้ตาโขดฟันซ้ายต้อนขวาทำเอาไพฑูรย์ต้องถอยหลังกรูดเพื่อหลบคมดาบ แล้วพลิกตัวสวนดาบเข้าด้านใน มีดชายธงในมือกรีดเป็นเป็นวง เล่นเอาตาโขดต้องหด วงดาบเข้ามาป้องกัน แต่ไพฑูรย์ก็ไม่ยอมให้ตาโขดเล่นวงนอก พอเข้าวงในได้ ไพฑูรย์ก็บุกแหลก พอได้ช่องก็เปิดให้ตาโขดได้มีโอกาสฟันพร้อมกับที่ไพฑูรย์โถมแทง

คมดาบของตาโขดฟันเข้าที่กลางหลังไพฑูรย์จนจุก ปลายมีดชายธงก็กระชวกเข้าที่ชายโครงคมมีดเพียงทำให้เกิดรอยแดงมีเลือดซึมที่เรียกว่า ”ยางบอน” ปลายแหลมของมีดก็เพียงทะลวงหนังให้เกิดรอยช้ำ แต่ไม่อาจทะลุเข้าไปได้

สองคนผละออกจากัน ไพฑูรย์โยนมีดชายธงทิ้ง กระชากมีดหมอออกจากเอว แล้วร้องตวาดตาโขด

”เมื่อกี้มันแค่ซ้อมมือ คราวนี้ของจริง เข้ามาลองดูเเล้วจะรู้ว่าเป็นอย่างไร”

ไพฑูรย์ดึงมีดหมอจากฝัก เอาฝักดาบไว้ในปาก ตาโขดวิ่งเข้าฟันแบบอุตลุด ไพฑูรย์ก็เข้าพัวพันจนได้ช่องว่าง หากจะแทงที่ทรวงอกตาโขดก็ตาย จึงใช้มือซ้ายต่อยเข้าที่เเขนตาโขนที่ถือดาบทำให้ตาโขดต้องปล่อยดาบร่วงลงพื้น ไพฑูรย์ร่ายคาถาก่อนเเทงเข้าให้ที่โคนขา ปลายมีดทะลวงเข้าไปเหมือนแทงหยวกขยักไว้เเค่ครึ่งใบ แล้วกระชากออก

ตาโขดร้องอุทานออกมาว่า ”มึงเเน่มาก” แล้วร้องบอกลูกชายทั้งสองคนที่ขยับจะเข้ารุมไพฑูรย์

”อย่าเข้าไป มึงไม่ใช่คู่มือของมัน มันไว้ชีวิตกู เพียงทำให้กูเลือดออกเท่านั้น มาพยุงกูดีกว่า”

ไพฑูรย์เก็บมีดเข้าฝักแล้วเดินไปทรุดตัวก้มลงกราบตาโขด

”ผมขอขมาพ่อด้วย ผมเพียงต้องการให้พ่อได้สำนึกว่าความเป็นหนึ่งไม่เคยคงที่ ถ้าพ่อไปเจอกับคนอื่น พ่อตายไปแล้ว เดียวผมจะทำน้ำมนต์ให้พ่อดื่มและทาบาดแผลเพื่อสมานแผล มีดหมอหลวงพ่อเดิมไม่ว่าจะกินว่านหนือสักยันต์ มีดหมอนี่ก็แก้ได้หมด และสิ่งที่มีอยู่จะเสื่อมอำนาจลง ผมลาพ่อกลับละ ที่ว่าจะมาขอลูกสาวพ่อนั้น ผมเพียงแต่งเรื่องเพื่อสู้กับพ่อเท่านั้น”

ตาโขดให้ลูกชายมากราบไพฑูรย์ในฐานะที่อาวุโสกว่า นับเเต่นั้นมาชาวท่าเสาก็ไม่เคยได้ยินตาโขดเมาเหล้าแล้วด่าท้าทายผู้คนอีก เพราะแกหันหน้าเข้าวัดแทนการเมา

ตอนนี้ขอมอบพระคาถาคัดของจากตัวศัตรูที่ไพฑูรย์ใช้สยบพ่อตาอันธพาลคราวนั้นมีว่า

◎คาถาคัดของ◎

พุทธัง ปัจจักขามิ

ธัมมัง ปัจจักขามิ

สังฆัง ปัจจักขามิ

(คาถานี้เร็วกว่าคาถาประจุขาดที่เคยให้ไว้ในโพสก่อนๆ)

ใส่ความเห็น