◎แผนข้าวต้มมัดแหกคุกนรกตอนเเรก◎

◎ข้าวต้มมัดตอนเเรก◎

ไพฑูรย์เมื่อออกปล้นคนรวยแล้วเอามาเเจกคนจนด้วยการแหกคุก ได้มาพบกับสาวิตรี หญิงที่ทำงานอยู่ในเบียร์ฮอลล์ ย่านศาลาแดง อันว่าเบียร์ฮอลล์นั้นเป็นการร่วมหุ้นกันระหว่างชาวไทยกับชาวอังกฤษ คนที่จะเข้าไปได้ต้องเป็นผู้ลากมากดี พวกผู้ดีแปดสาแหรก เก้าไม้คาน

คำว่าแปดสาแหรก เก้าไม้คาน ไม่ได้เป็นคำดูถูกดูเเลคน แต่มีความหมายว่า ผู้ดีตะกูลนี้ร่ำรวยและหรือเป็นผู้มีบรรดาศักดิ์สืบย้อนหลังขึ้นไปถึง 8 ชั่วคน (ปกติมักนับเเค่ 7ชั่วคน) หรือสืบวงศ์ตระกูลอันมีชื่อเสียงมาถึงเก้าวาระ แต่คนสมัยนี้กลับเอามาใช้เป็นคำแหบเเหนม หมายถึงผู้ที่ดัดจริตแสร้งรวย หรือคุยเป็นผู้ดีแต่ไม่เคยสืบเชื้อสายขึ้นไปได้ถึง 7ชั่วคน

ส่วนผู้ที่มิใช่ผู้ดีแปดสาแหรก เก้าไม้คาน ก็ต้องเป็นพวกพ่อค้า หรือผู้ที่เป็นนักธุรกิจ บรรดาอาเฮีย อาเสี่ยไม่กล้าเข้าไป เพราะหากเกิดไปทำอะไรที่ไม่เหมาะสมเข้า กัปปิตัน (กัปตัน) ที่เป็นบาบูอินเดีย รูปร่างล่ำจะเข้ามาขย้ำลากคอออกไปข้างนอก มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมารอรับเอาไปสงบสติอารมณ์ที่โรงพัก

ในเบียร์ฮอลล์จะมีผู้หญิงมีการศึกษา หน้าตาดี มาเป็นเพื่อนคุย เพื่อนดื่ม เพื่อนเต้นรำ สำหรับผู้ที่มิได้เอาคู่ควงหรือคู่เต้นมาด้วย ผู้หญิงที่ว่ามีเงินเดือนประจำและมีส่วนแบ่งค่าเครื่องดื่มเป็นพิเศษจากเจ้าของ ส่วนค่าทิปที่ลูกค้าจ่ายให้ถือเป็นรายได้พิเศษ เเต่มีข้อห้ามเด็ดขาดคือห้ามชักชวนผู้มาเที่ยวไปหลับนอน ถือว่าละเมิดกฏ ต้องถูกไล่ออก

สำหรับไพฑูรย์แล้วเงินที่เหลือจากการเเจกคนจนเพียงพอที่จะมาเที่ยวในเบียร์ฮอลล์ได้ทุกคืนโดยใช้การพรางหน้าด้วยวิธีที่ตนเชี่ยวชาญใช้ชื่อปลอมว่า ”มานพ” อาชีพนักธุรกิจสั่งสินค้าเข้า ไพฑูรย์พอใจหญิงที่เป็นเพื่อนคุยคนหนึ่ง เธอชื่อ ”สาวิตรี” ชื่อเล่นว่า ”น้อย” เอาอกเอาใจเก่ง พูดภาษาอังกฤษเก่ง

มีเเขกต่างประเทศมาติดพันเธอมากราย แต่เธอก็เอาตัวรอดมาได้ตลอดไพฑูรย์เรียกน้อยมาเป็นเพื่อนคุยเเละเต้นรำด้วย เมื่อเบียร์ฮอลล์เลิกก็ได้ให้คนขับรถพาไปส่งบ้าน เจ้าอำไพ (อินเดียนเเดง) รับหน้าที่เป็นคนรถ ที่บ้านของเธอ ในซอยพระเจน มีพี่ชื่อ ”นายชม” มาคอยเปิดรับ นายชมจะกล่าวขอบคุณทุกครั้ง

ไพฑูรย์คบกับน้อยมาจนที่สุดก็ขอให้น้อยยุติการทำงานเพื่อมาอยู่กินกับตนน้อยรับปากเเต่ขอให้จดทะเบียนสมรส เเต่ไพฑูรย์ปฏิเสธ เพราะหากไปจดทะเบียนสมรสวันใดก็มีหวังกลับเข้าคุกอีก จึงหลอกน้อยว่าตนได้จดทะเบียนกับภรรยาหลวงที่ทำธุรกิจด้วยกันเเล้ว เธอไปดูเเลกิจการอยู่ที่ประเทศอังกฤษหากจดทะเบียนสมรสซ้อนก็มีหวังติดตะราง น้อยจึงตกลงเป็นภรรยาน้อย แต่มีข้อเเม้ว่าเธอจะขอทำงานต่อไป ขอให้ไพฑูรย์ไว้ใจในความประพฤติของเธอ ไพฑูรย์รับน้อยมาอยู่ด้วยกัน เป็นบ้านเช่าของท่านเจ้าคุณเทวาฯ

รู้จักกับน้อยมานานแต่ไพฑูรย์ไม่เคยรู้มาก่อนว่าพี่ชายของน้อยชื่อชม อาชีพจริงๆคือสันติบาลลับ (นอกเครื่องแบบ) รับหน้าที่ออกสืบหาคนร้ายที่มีคดีอุกฉกรรจ์ตามที่กรมตำรวจจะสั่งมาและเสือไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม ก็อยู่ในบัญชีดำ มีค่าหัวสูงถึง 10000บาททีเดียว

เมื่อพบกันตามประสาพี่น้อง ชมก็มักถามน้อยว่า มานพทำงานอะไรจึงมีรายได้ดีให้น้อยพยายามสืบเสาะให้ได้ เพราะสงสัยว่าจะเป็นพวกสิบแปดมงกุฏปลอมตัวมา

ด้านไพฑูรย์ก็ไม่ได้เฉลียวใจ ตอนเช้าก็ให้เจ้าอำไพ (อินเดียนเเดง)ขับรถมารับไปยังซ่องโจรอันเป็นสถานที่เร้นลับ เพื่อวางแผนการปล้น พอบ่ายก็กลับบ้าน ตอนค่ำก็ให้ไปส่งน้อยที่เบียร์ฮอลล์

น้อยพยายามตะล่อมถามถึงประวัติและที่ทำงาน ไพฑูรย์ก็เลี่ยงไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็ถึงที่สุด น้อยให้ไพฑูรย์พาไปหาพ่อเเม่และดูสถานที่ทำงาน ทำให้ไพฑูรย์เริ่มวิตก แต่ไม่คิดว่าจะถูกรุกฆาตเร็วอย่างนี้เรื่องพ่อเเม่แก้ตัวได้เพราะท่านพักอยู่ จ.ตาก พอจะเอาตัวรอด แต่สถานที่ประกอบธุรกิจไปไม่รอดจึงขอประวิง และบอกชื่อบริษัทที่เปิดดำเนินการอยู่จริงเเต่เป็นของคนอื่น

สันติบาลชมนำมาตรวจสอบพบว่าชื่อบริษัทมีอยู่จริง แต่ในทะเบียนการค้า เจ้าของไม่ใช่นายมานพ จึงให้น้อยขโมยภาพถ่ายไพฑูรย์มาให้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาพถ่ายอาชญากร ก็พบว่าเป็นนายไพฑูรย์ หรือวรรณวิน พันธุ์เชื้องาม ตามหมายจับคดีหนีคุมขังบางขวาง ค่าหัว 10000บาท

สันติบาลชมบอกน้อยน้องสาวว่า มานพคือ น.ช.ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม ที่มีค่าหัวนำจับเป็นหมื่นหากสองพี่น้องวางแผนจับตัวได้ เงินรางวัลนำจับเอามาเเบ่งกันคนละครึ่ง จะอยู่กันอย่างสบาย

น้อยเห็นเงินเเล้วตาโต จึงร่วมแผนการนี้ด้วย โดยให้ไพฑูรย์ช่วยจัดงานวันเกิดให้ที่เบียร์ฮอลล์สันติบาลชมนัดเเนะให้ตำรวจนอกเครื่องแบบกระจายกำลังอยู่ด้านนอก เมื่อเบียร์ฮอลล์ปิด น้อยจะเดินถือผ้าเช็ดหน้าสีแดงออกมากับไพฑูรย์ พอเธอทิ้งผ้าเช็ดหน้าลงพื้น ให้ตำรวจเข้าจับกุมชายคนที่ควงคู่มาด้วยทันที

เมื่อได้เวลาเบียร์ฮอลล์ปิด ไพฑูรย์กับน้อยลุกจากโต๊ะ แต่คืนนี้สันติบาลชมให้น้อยพยายามถ่วงเวลาเพื่อให้เเขกส่วนใหญ่ออกไปก่อน ด้วยว่าหากมีการเข้าจับกุมและไพฑูรย์ขัดขืน อาจเกิดการต่อสู้จะพลาดไปถูกคนบริสุทธิ์เข้า

น้อยแกล้งทำเป็นท้องเสีย เข้าห้องน้ำสองหน เมื่อแขกออกไปจนบางตาเเล้ว น้อยจึงควงเเขนไพฑูรย์ออกมานอกเบียร์ฮอลล์ ในมือถือผ้าเช็ดหน้าสีเเดงมาด้วย ตำรวจนอกเครื่องแบบ สน.ลุมพินีเตรียมพร้อม โดยมีสันติบาลชมเป็นคนส่งสัญญาณเข้าจับกุม

เจ้าอำไพ (อินเดียนแดง) เล่าให้ไพฑูรย์ฟังหลังจากแหกคุกออกมาได้ว่า

”ข้าขับรถรอห่างจากเบียร์ฮอลล์ตามปกติ จะเข้าไปเตือนก็ไม่มีโอกาส เพราะทุกคนพกอาวุธปืนทั้งสิ้นจึงเฝ้าดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ครั้นมีการจับกุมจะเข้าไปช่วยก็ไม่มีประโยชน์ เพราะแกสั่งพวกเราไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็นแกหรือใครก็ตามในคณะหากถูกจับกุม ถ้าเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่าแสดงตน ให้รีบหนีก่อน เพื่อหาทางช่วยเหลือภายหลัง กันจึงหลบออกไป ”

เมื่อออกมาพ้นประตูเบียร์ฮอลล์ น้อยก็ยกมือที่ถือผ้าเช็ดหน้าสีเเดงขึ้น แล้วเเสร้งทำเป็นหลุดมือ สันติบาลชมร้องตะโกนว่าให้จับไพฑูรย์ทันที

ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าประกบ ส่วนน้อยผละออกวิ่งหนีไป ปืนของตำรวจจี้เอวเอาไว้ ปืนออโตเมติกถูกยึด หมดอิสรภาพ ถูกนำตัวไปลงบันทึกประจำวันและสอบปากคำที่ สน.ลุมพินี ถูกขังไว้เพื่อรอสำนวน ทุกวันจะมีสามล้อปั่นนำเอาอาหารที่พรรคพวกที่ยังอยู่ภายนอกส่งมาเยี่ยม

ไพฑูรย์ถูกอัยการฟ้องต่อศาลในโทษแหกคุก พยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ ถูกนำไปจำขังที่คุกลหุโทษ (เรือนจำคลองเปรมเก่า) เพื่อรอขึ้นศาล หากศาลพิจารณาว่าผิดก็จะถูกเพิ่มโทษ แต่ไพฑูรย์บอกว่าไม่กลัว เพราะมีโทษประหารอันเป็นสูงสุดอยู่เเล้ว แต่ที่ต้องนำขึ้นฟ้องร้องต่อศาลก็เพื่อให้เป็นไปตามกลไกของกระบวนการยุติธรรม

สำหรับในคุกนั้น ผบ.เรือนจำ พัศดี ไปจนถึงเจ้าหน้าที่อ่านข่าวการจนมุมของไพฑูรย์ด้วยความยินดีปรีดาเพราะเมื่อไพฑูรย์แหกคุกออกไปได้คราใด อธิบดีกรมราชทัณฑ์ก็จะไล่เบี้ยเอากับทุกคนโทษที่ได้รับคือตัดเงินเดือน งดเลื่อนขั้น ถูกกักบริเวณ ถูกขัง แล้วเเต่จะสาวลงไปถึง

เมื่อใดการดำเนินคดีสิ้นสุด ไพฑูรย์ถูกส่งมาขังที่บางขวางก็จะถูกคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอกเพื่อเอาคืนเพราะคนที่เสียประโยชน์ต่างลงความเห็นว่า น.ช.ไพฑูรย์ คือต้นเหตุความวิบัติในการงานของพวกเขาทำให้เสียประวัติราชการ

การถูกจับคราวนี้ ตำรวจกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์วางแผนการคุ้มกันป้องกันการชิงตัวขณะขึ้นศาลเหมือนคราวก่อน เพื่อนพ้องของไพฑูรย์หาช่องว่างไม่ได้จึงได้เเต่คอยจ้องดูอยู่ แม้เเต่จะไปเยี่ยมก็ไม่กล้าเพราะเเต่ละคนมีหมายจับเป็นใบเบิกทางไปยังบางขวาง

ไพฑูรย์ไม่เคยโกรธเพื่อนเพราะได้ตกลงกันไว้ว่า หากไม่มีโอกาสเปิดอย่าได้บุ่มบ่าม รักษาตัวไว้รอถึงโอกาสที่จะมาถึงในตอนหลัง ชีวิตอาชญากร การติดคุกติดตะรางเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนที่เขาพูดกันเล่นๆว่า

”ตะรางไม่ได้สร้างไว้ขังหมา”

เข้าๆออกๆ ลหุโทษคลองเปรม ไปขึ้นศาลเพื่อสืบพยานโจทก์ ก็คือพนักงานอัยการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บาดเจ็บจากการปะทะกับไพฑูรย์ระหว่างที่หลบหนีกรงเล็บกฏหมาย แต่ละคนสรรแสร้งแต่งเรื่องให้กับไพฑูรย์ ก็ดังเรื่องตำรวจซุ่มซ่ามสะดุดขาล้มลงจนหัวฟาดขอบฟุตปาธ แต่กลับบอกกับศาลว่าไพฑูรย์เอาด้ามปืนตี

รายงานเเพทย์ของตำรวจก็ระบุว่าบาดแผลเกิดจากการตีด้วยของไม่มีคมเป็นอาวุธ โดยอาวุธที่ใช้นั้นรวมไปถึงสากกะเบือ ครกหิน หินโม่แป้ง ไม้หน้าสาม (ยกเว้นไม้คมแฝก) เคยมีช่างหล่อใช้พระพุทธรูปทุบศีรษะคนงานจนตาย พระพุทธรูปก็กลายเป็นอาวุธ โดยใช้เชือกมนิลา สายโทรศัพท์ก็ใช้เป็นอาวุธด้วยเช่นกัน

เมื่ออัยการชักไพฑูรย์ว่า ”จำเลยจะปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานในขณะปฏิบัติหน้าที่ด้วยการใช้ด้ามปืนทุบที่ศีรษะหรือไม่”

”ข้าฯ จะปฏิเสธไปทำไมกัน ก็โทษประหารเป็นโทษสูงสุด จะโดนอีกกี่ข้อหาก็ไม่มีโทษสูงกว่านี้แล้ว และถ้าข้าฯ คาดไม่ผิด รายงานแพทย์ที่ตำรวจนำมาประกอบหลักฐาน ก็ระบุชัดว่าใช้ด้ามปืนทุบศีรษะดังที่พยานโจทก์ให้การ ก็ตำรวจจับ ตำรวจทำสำนวน ตำรวจทำรายงานชันสูตรเอง ข้าฯที่เป็นจำเลยจะปฏิเสธทำไม ตำรวจจับ ตำรวจชันสูตร ตำรวจทำสำนวน อัยการช่วยดูสำนวนให้ จำเลยอย่างข้าฯ โทษหนักจะสู้ไปทำไมกัน”

”เป็นอันว่าจำเลยยอมรับว่าได้กระทำความผิดจริงอย่างนั้นใช่ไหม”

ไพฑูรย์บอกว่าโกรธจนตัวสั่น แต่ไม่ตอบ ซึ่งก่อนนั้นได้รับอนุญาตให้นำปากกาติดตัวมาได้เพราะไม่มีทนายแต่เป็นทนายให้ตัวเอง เพราะหลังจากได้เขวี้ยงปากกาใส่ผู้พิพากษาก็ถูกห้ามพกปากเข้ามาในศาล ต่อมาไพฑูรย์ก็ถอดรองเท้าขว้างใส่อีก จึงถูกห้ามสวมรองเท้า และจองจำห้าสถานเพื่อมิให้อาละวาดในศาลอีก

จองจำหน้าสถานคือ ตีตรวนที่เท้าโยงไปที่ตรวนที่ข้อมือ แล้วโยงไปยังพวงที่คอ ลำพังจะเดินก็ไม่ไหวแล้ว เลยหมดโอกาสจะได้อาละวาด วันนี้ก็เหมือนคราก่อน เมื่อหมดพยานโจทก์เเล้ว จำเลยไม่มีพยานจะเบิกความ ผู้พิพากษานัดฟังคำพิพากษา ไพฑูรย์ต้องกลับไปนอนในคุกคลองเปรมต่อวันใดที่ศาลมีคำพิพากษา บางขวางจะส่งเจ้าหน้าที่มารับตัวไปคุมขังอีก

เจ้าหน้าที่ในคุกคอลงเปรม หรือเรือนจำลหุโทษเก่าที่ไพฑูรย์ถูกจองจำไว้เพื่อนำตัวขึ้นศาลเมื่อรับตัวไพฑูรย์เข้าเป็นนักโทษชาย โดยเฉพาะ ผบ.เรือนจำ ที่ไพฑูรย์ต้องไปรายงานตัวถึงกับพูดว่า

”นี้หรือเสือไพฑูรย์ ตัวเท่าลูกหมา เขาว่าเก่งนัก แหกคุกเป็นว่าเล่น ว่างๆช่วยแหกคุกที่นี่ดูหน่อยเหอะน่า ปืนกลที่นี่เป็นแบบใหม่ล่าสุด ยังไม่เคยแจกให้ใครกินมาก่อน ที่บางขวางมันล้าสมัยหมดเเล้ว”

ไพฑูรย์นิ่งเงียบแม้จะไม่พอใจคำพูดของ ผบ.เรือนจำ เพราะเขาต้องหนีออกจากที่นี่ จึงไม่อยากทำอะไรให้ผิดสังเกต พอนิ่ง ผบ.เรือนจำก็ตบะเเตก

”กูกำลังพูดกับมึงอยู่ มึงต้องพูดกับกู ไม่ใช่ทำเหมือนอมหัว..อยู่”

ไพฑูรย์กล้ำกลืนความเเค้นไว้ในใจ น้ำขุ่นอยู่ใน น้ำใสอยู่ข้างนอก ตอบ ผบ.เรือนจำคลองเปรมไปว่า

”หนังสือพิมพ์ครับท่านเป็นคนเขียนข่าวให้ผมกลายเป็นเสือเป็นสางผู้ยิ่งใหญ่ อันที่ผมก็คือคนธรรมดาเหมือนกับคนทั่วไป พอเข้ามาอยู่ในคุกก็จ๋อง เพราะท่านย่อมยิ่งใหญ่กว่าผมอยู่เเล้ว”

สีหน้าของ ผบ.เรีอนจำสดใส จุดบุหรี่สูบพ่นควันสบายใจโก๋ ดึงบุหรี่มาจุดอีกมวนแล้วยื่นให้ไพฑูรย์

”นึกว่าจะเเน่ ที่แท้ก็กลัวจนต้องแหกคุกหนีเป็นว่าเล่น ที่บางขวางมันเป็นแดนนรกบนดินโดยแท้ทีเดียว แหกคุกบางขวางอาจจะดูง่าย แต่ที่คลองเปรมนี่ มึงแหกไปก็ตายคารั้ว หรือไม่ก็ถูกตำรวจยิงตายก่อนแน่”

ขึ้นศาลสามสี่นัด ศาลก็สั่งเพิ่มโทษไพฑูรย์เข้าไปอีกแล้วให้ส่งตัวคืนกลับไปบางขวางเพราะยังมีคดีอีกหลายคดีที่รอขึ้นศาล ที่ไพฑูรย์คิดหนีอีกเพราะต้องการจะออกไปแก้แค้นเมียกาลีกับพี่เมียที่ร่วมกันส่งตัวไพฑูรย์กลับเข้าเรือนจำบางขวาง

เมื่อรถบรรทุกนักโทษออกจากศาลอาญาตรงข้ามกับท้องสนามหลวง มาถึงคุกบางขวาง นักโทษคนอื่นที่ถูกส่งมาด้วยถูกนำตัวไปยังสถานที่รายงานตัว

ไพฑูรย์ถูกแยกออกมาจากนักโทษอื่น นำไปยังลานหน้าตึกบัญชาการ ที่นั้นมี ผบ.เรือนจำบางขวางและเจ้าหน้าที่พัศดีตลอดจนผู้คุมแดนมาเข้าเเถวรอรับน้องใหม่ที่เป็นคนเก่า เสียง ผบ.เรือนจำบางขวางตวาดว่า

”อ้านเวรตะไล นึกว่าจะไปพ้นคุก สุดท้ายก็ต้องถูกลากคอมาเข้าคุกอีกรอบ มึงมันเป็นนักโทษอาญาแผ่นดิน ชีวิตมึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในนรกแห่งนี้แหละ มึงรู้หรือไม่ว่ามึงเป็นอิสระ แต่พวกกูต้องได้รับกรรมจากการกระทำของมึง นับตั้งเเต่ตัวกูลงไปถึงระดับล่าง โดนลงโทษหมด ถูกตัดเงินเดือน ถูกขัง ถูกระงับการเลื่อนขั้นเงินเดือน โดยเฉพาะตัวกูเอง ท่านอธิบดีเรียกไปพบ ถูกตำหนิติเตียน ถูกคาดโทษว่าหากมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกจะย้ายไปอยู่เรือนจำคลองไผ่”

พูดจบ ผบ.เรือนจำบางขวางก็เตะหน้าท้องของไพฑูรย์ด้วยเกือก บรรดาผู้คุมเเละเจ้าหน้าที่ต่างกรูกันเข้ามารุมซ้อม ไพฑูรย์ก็เตะต่อยสวนกลับ จับทุ่มจนเจ็บไปหลายคน ไพฑูรย์ถูกตีด้วยไม้กระบองเเละไม้พลองจนสลบคามือ ถูกราดด้วยน้ำจนฟื้นแล้วโดนอีกหนึ่งสลบจึงถูกหามเข้าไปในห้องขังพิเศษ

ห้องขังพิเศษเป็นห้องขังเดี่ยว ตรงกลางห้องมีตุ๊กตาเหล็ก (ห่วงเหล็กมีก้านฝังอยู่ในคอนกรีต)ใช้ปลายโซ่ยาวประมาณ 1เมตร ไปคล้องไว้ ทำให้ฟื้นก็เดินไปไหนมาไหนไม่ได้ เหมือช้างถูกตกปลอก ไม่มีมุ้งให้กันยุง

เวลากลางคืนผ้าห่มก็ไม่มี นอนกับพื้นคอนกรีด เสียงยุงบินข้างหูดังหึ่ง ยุงเป็นร้อยๆตัวพากันมากัดกินเลือด ตอนเเรกก็คันเกาจนเป็นแผลตกสะเก็ด ตอนหลังผิวมันด้าน ยุงกัดไม่รู้สึกเจ็บหรือคันอีกต่อไป

ตัวเรือดมีอยู่ตามซอกตามมุมห้องขัง เอนตัวลงนอนมันก็พากันคลานมารุมกินโต๊ะดูดเลือดจนคัน เกาจนหนังเป็นสะเก็ด ที่สุดก็ด้านเช่นกันไพฑูรย์เล่าว่า เอามือแปะไปตามตัวในตอนกลางคืนเป็นได้เรือดท้องเป่งมาบีบเล่นจนเลือดแดงเถือกที่ปลายนิ้ว

การหนีคุกครั้งที่แล้วไพฑูรย์ทำให้ ผบ.เรือนจำถึงเจ้าหน้าที่ระดับล่างเดือดร้อนกันทั่วหน้าการแก้เเค้นเอาคืนจึงเกิดขึ้น โดยนำมาโบย 2ยก (20ครั้ง) กินข้าวคลุกน้ำพริก ขังเดี่ยวในห้องตุ๊กตา ไม่มีผ้าห่ม ไม่มีมุ้ง โซ่ตรวนเป็นแบบพิเศษมาตรฐานเดียวกับคุกทหาร ขนาด 50มม. เป็นนักโทษชั้นเลวมาก

ไพฑูรย์ต้องมาขึ้นศาลอีกหลายคดีเพราะหนีเเหกคุกออกมาก่อคดีปล้นฆ่าเพิ่มเข้าไปอีกหลายคดีแม้คนตายจะเลวแสนเลวจนเมื่อตายชาวบ้านต่างยกมือท่วมหัวโมทนาสาธุ แต่สำหรับกฏหมายอาญาแล้ว กระบวนการยุติธรรมย่อมให้ความเสมอภาคเท่ากัน ตราบใดที่ยังต้องคำพิพากษาก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์

งานนี้ เจ้าอลล หรือที่พวกของไพฑูรย์มักอุปโลกน์ให้เป็น ม.ล.ลออ เพราะหมอนี่กิริยาท่าทางการพูดจา ดูน่าเชื่อถือ เลยเรียกกันว่า ม.ล.ลออ มาเยี่ยมไพฑูรย์ คราวนี้หม่อมหลวงกำมะลอเป็นคนกำหนดแผนการหนี…ส่วนจะหนีได้หรือไม่อย่างไรนั้นติดตามชมตอนต่อไปจ๊ะ 

สำหรับตอนนี้ขอมอบ ◎พระคาถาพญาเต่าเรือน◎

”นา สัง สิ โม ภะคะวา มะปิดปาก อะปิดใจ อุละลายสูญ”

เป็นคาถาที่ทำให้ศัตรูหลงลืมหรือจังงังเวลาคับขัน เช่นการตรวจค้นและยึดข้ามต้มมัด ที่ทำให้หัวหน้าเวร เกิดฉุกใจร้องเอะอะเพราะหากข้าวต้มที่ไพฑูรย์ถือมาถูกดึงออกไปด้วยความอาจจะเเตก เพราะตอกที่มัดมีสามเปลาะเเตกต่างจากมัดอื่นๆ ต้องถูกตรวจดูข้างใน ครางนี้เเหละโทษหนักเข้าไปอีก

ใส่ความเห็น