สิงโตหินพบเหล็กไหลในถ้ำพระธุดงค์

เกิดใต้ดาวโจร ตอนถ้ำพระธุดงค์

ในวันก่อนที่ผู้เขียนจะพ้นหน้าที่ บก.บริหารพระเครื่องประยุกต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมงานใหม่ได้ทำงาน ไพฑรูย์ได้มาส่งต้นฉบับ ผู้เขียนได้แนะนำให้รู้จัก บก.คนใหม่ ที่มารับหน้าที่แทน โดยให้ไพฑรูย์ส่งต้นฉบับเป็นประจำปรากฏว่าเมื่อผู้เขียนย้ายไปทำนิตยสารพระเครื่องนะโม ไพฑรูย์ได้ตามไปส่งต้นฉบับ ผู้เขียนจึงถามตรงๆว่าทำไมจึงไม่เขียนต่อทางโน้น

ไพฑรูย์พูดเพียงว่า“ ใครจะมาจับมือผมเขียนไม่ได้เป็นเด็ดขาด เพราะการเขียนของผมเป็นรูปแบบเฉพาะของผม หากไม่พอใจก็ไม่ต้องซื้อต้นฉบับ “ เป็นอันว่าผู้เขียนจึงยังคงได้รับต้นฉบับอย่างต่อเนื่อง จนพ้นจากการเป็น บ.ก.บริหารพระเครื่องนะโม จึงไม่ได้พบกับไพฑรูย์อีก โดยได้ข่าวว่ากลับไปบ้านที่ จ.ตาก ไปบวชเป็นพระอีกครั้งแต่เรื่องราวที่ได้รับฟังจากปากของไพฑรูย์ยังคงอยู่ในหัวผู้เขียนตลอดมา เป็นเรื่องที่นอกเหนือไปจากที่ไพฑรูย์เคยเขียนไว้ในจอมอาชญากรหมายเลข 1 และฉบับพิเศษ 7 เล่มชุดที่หลายท่านอาจได้เคยอ่านมาแล้ว ไพฑรูย์ได้เล่าถึงเรื่องพระธุดงค์ในถ้ำ ในป่าทึบของ จ.แม่ฮ่องสอน เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

ได้แวะไหว้เจดีย์ในวัดน้ำออกฮู จ.แม่ฮ่องสอน ที่เชื่อกันว่าเป็นที่ประดิษฐานเครื่องประดับและมวยผมของเจ้าแม่พระสุพรรณกัลยา ที่พระราชทานแก่นางกำนัลคนสนิทให้ลักลอบหนีออกมาจากพระราชวังในกรุงหงสาวดี ก่อนที่จะทรงถูกพระเจ้านันทบุเรงฟันด้วยพระแสงดาบจนสิ้นพระชนม์ชีพ เพื่อระบายแค้นที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชฟันมหาอุปราชาพระราชโอรสขาดคอช้างในสงครามยุทธหัตถี

ไพฑรูย์เล่าว่า ผู้เป็นบิดาได้เล่าให้ฟังว่าตระกูลพันธุ์เชื้องามเคยรับใช้งานกู้ชาติถึงสองครา คือสงครามกู้ชาติในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยอยู่ในกองอาสาเมืองตาก เคียงคู่กับอาสาเมืองพิชัยและกำแพงเพชร สำหรับในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น ในฐานะที่เป็นเจ้าเมืองตากมาก่อนตระกูลพันธุ์เชื้องามจึงเข้าเป็นทหารในสังกัดพระยาตาก เตรียมจะไปรอท่านที่เมืองกำแพงเพชรเพราะท่านสั่งว่า

กูจะย้ายไปเป็นพระยาวชิรปราการเจ้าเมืองกำแพงเพชร พวกมึงเดินทางไปรอกูที่นั่น แต่การณ์กลับเป็นว่าพระยาตากต้องติดอยู่ในวงล้อมพม่าในกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยา จนในที่สุดกลับมากู้ชาติคืน และปราดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรศรีมหาสมุทร (พระศรสรรเพชญที่ 8) หรือที่เรียกกันติดปากว่า พระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อทรงเสด็จกลับมาเมืองตากนั้น ตระกูลพันธุ์เชื่องามเข้าถวายตัวเป็นกองอาสาอยู่ในสังกัดท่านเจ้าคุณพิชัยดาบหัก จนสิ้นกรุงธนบุรีจึงห่างจากการสงคราม

เพราะการรบสมัยหลังนั้นมิได้รบทางเหนือ หากแต่เป็นการรบทางตะวันตกคือด่านเจดีย์สามองค์มากกว่า เพราะพม่านิยมใช้เป็นช่องทางเข้าตีกรุงศรีอยุธยา แต่การสืบทอดทางเพลงดาบยังสืบมาจนถึงรุ่นไพฑรูย์ เป็นรุ่นสุดท้ายเพราะเมื่อบิดาของไพฑรูย์ถึงแก่กรรมก็หมดผู้สืบทอดวิชาดาบ

เพราะไพฑรูย์เองก็กลายเป็นจอมอาชญากรต้องหนีหัวซุกหัวซุน ออกจากวัดน้ำออกฮูแล้วข้ามสันเขาเข้าป่าทึบชายแดนพม่าเพื่อความไม่ประมาทเพราะในถิ่นนั้นไพฑรูย์รู้เส้นทางและมีถ้ำให้พักเป็นจำนวนมาก ทางบ้านเมืองไม่กล้ายุ่มย่ามเพราะชนกลุ่มน้อยนิยมปลูกฝิ่นทำไร่เลื่อนลอย หากตำรวจมาป้วนเปี้ยนมีหวังตายลูกเดียว ไพฑรูย์มีหัวหน้าหมู่บ้านมูเซอร์รู้จักกับผู้เป็นบิดา ได้มอบสัญลักษณ์สำหรับผ่านด่านชนกลุ่มน้อยเพื่อความปลอดภัยที่ต้องแวะเข้าไปเพราะเสบียงหมดต้องขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าหมู่บ้าน

คราวนี้ก็เช่นกันได้ข้าวสารป่าซ้อมมือ ข้าวตาก เนื้อเก้งตากแห้ง เกลือ พริก อำลาหัวหน้าหมู่บ้านกลับเข้าไปในป่า ปีนขึ้นไปบนถ้ำที่มองเห็นผ้าเหลืองพระแขวนตากแดดอยู่ กว่าจะขึ้นไปถึงก็มืดพอดี มองเห็นแสงเทียนวอมแวมอยู่ในถ้ำ จึงเดินเข้าไป เสียงพระธุดงค์ทักขึ้นก่อนว่า เห็นโยมแต่เมื่อตอนเย็น คิดว่าจะไม่ปีนขึ้นมาบนนี้ แต่ก็เอาละเมื่อขึ้นมาแล้วก็เชิญตามสบายเลย พักผ่อนให้สบายแต่นอนแอบไปข้างหนึ่งน่ะ เจ้าของถ้ำเขาจะออกไปหากิน

ไพฑรูย์นึกในใจว่าจะถามแต่พระธุดงค์ชิงพูดเสียก่อนว่า ไม่ต้องถามหรอกเดี๋ยวก็เห็น สำหรับอาตมาเป็นสงฆ์เขาหลีกให้ ส่วนโยมเป็นฆราวาสเขาไม่หลีกให้นอน หลีกไปข้างหนึ่งก็แล้วกัน ประมาณสามทุ่มกว่าเสียงแกรกๆๆ ดังมาจากด้านในถ้ำ

ไพฑรูย์เล่าว่าขนหัวลุกตั้ง งูเหลือมตัวเบ้อเริ่ม ส่วนหัวใหญ่เท่ากับโคนขาของไพฑรูย์ แลบลิ้นแผล็บๆตลอดเวลา กลิ่นเหม็นเขียวชวนคลื่นเหียนลอยมากระทบจมูก ลุกขึ้นนั่งดู ปืนออโต้กระชับมือ หากทำท่าจะเข้ามารัดมีหวังหัวกระจุย เสียงพระธุดงค์จุ๊ปากทำให้ไพฑรูย์วางปืนลงกับพื้นข้างตัว งูเลื้อยผ่านออกจากปากถ้ำไป จึงล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย

มาตื่นเมื่อได้กลิ่นเหม็นเขียว ลุกขึ้นมาดูเห็นงูเหลือมตัวเก่าเลื้อยกลับเข้ามาในถ้ำ ลำตัวส่วนที่เป็นท้องป่องออกมาขนาดใหญ่ มันกลืนสัตว์ที่เป็นอาหารลงไปแล้วคงอิ่มไปอีกหลายวัน เสียงพระพูดว่า เขาเป็นเจ้าของถ้ำ เมื่ออาตมามาใหม่เขารัดขา แต่อาตมาแผ่เมตตาถวายชีวิตอธิษฐานว่าถ้าเคยเป็นเจ้ากรรมนายเวรก็ขออุทิศชีวิตให้จงรัดแล้วกินไปเลย ถ้าไม่เคยมีเวรต่อกันก็ขอให้คลายเขาก็คลาย เวลาที่เหลือไพฑรูย์กับพระธุดงค์ได้สนทนากัน อายุน่าจะถึง 70 แต่ท่าทางแข็งแรง แต่ที่น่าประหลาดก็คือดักใจได้หมด

หลายครั้งกำลังจะถามท่านก็ตอบเสียก่อน พระธุดงค์รีบตอบว่า ไม่ได้เลิศเลออันใดหรอกเพียงแต่เจริญภาวนามัย วิปัสสนามัยก็เท่านั้น มีบริขารธุดงค์เป็นชิ้นสุดท้าย หากตายก็ขอให้ตายไปพร้อมกับบริขารธุดงค์ จะได้อาศัยไปนิพพานปัจโยโหตุ แต่โยมหนีมาไกลจนถึงที่นี่อาตมาว่าจะต้องไปอีกไกล แต่สำหรับตอนนี้พอรุ่งอรุณ อาตมาจะลงเขาไปหาที่สัปปายะบิณฑบาตมาฉัน ได้เวลาจำวัดแล้วอาตมาขอตัว ไพฑรูย์นอนเตลิดจนพระอาทิตย์สายโด่ง

พอหันมองไปยังที่พระธุดงค์นั่งอยู่ ถ้าเป็นคนจิตอ่อนมีหวังวิ่งเตลิดตกหน้าผา เพราะแทนที่จะเห็นพระธุดงค์นั่งอยู่กลับเป็นนั่งอยู่เหมือนกันแต่มรณภาพไปแล้ว เนื้อนั่งแห้งหุ้มกระดูกไม่เน่าเปื่อย ไม่มีแม้กลิ่นสาง ผีพระหลอกเมื่อคืน นั่งคุยกับผีพระ ก้มลงกราบแล้วค้นดูในย่าม มีกระดาษเขียนข้อความว่า ผู้ใดมาพบขอให้เป็นธุระเรื่องการฌาปนกิจด้วย พระธัมมะโชติ วัดขุนยวม เงินหนึ่งบาทสยามก้นย่ามลงอักขระไว้แล้ว มอบให้ท่านผู้มีโชคได้รับไปเป็นเครื่องป้องกันอันตราย แม้เหนื่อยแต่ไพฑรูย์ได้ไปเที่ยวได้หาเก็บฟืนแห้งไว้เป็นจำนวนมากตลอดวัน

เช้าวันรุ่งขึ้นจึงอุ้มร่างของพระธุดงค์ ไปวางไว้บนกองฟืน จากนั้นจุดไฟให้เผาร่างของพระธุดงค์ จนมอดไหม้เหลือแต่อัฐิและเถ้าถ่าน ในกองเถ้าถ่านมีวัตถุรูปกลมๆ ขนาดหัวแม่โป้งกลิ้งอยู่ หยิบออกมาส่องดูกับแดดมีประกายหลากสีกระจายออกมาโดยรอบ หรือว่าจะเป็นเหล็กไหล อย่ากระนั้นเลย เอาไปวางบนก้อนหินเอาปืนลูกโม่ยิงไปสามนัด มีแต่เสียงแชะๆๆ พอหันปากกระบอกปืนขึ้นฟ้ายิงทวนปรากฏว่าดังตูมทุกนัด ไหลไม่ไหลก็กราบขอนำติดตัวไปด้วย รวบรวมอัฐิใส่ไว้ในบาตรของท่าน

ก่อนจะกราบอำลาเคยได้ยินเขาบอกว่าเหล็กไหล หากหาแหล่งน้ำสะอาดกินมิได้ให้อมไว้ในปากจะทำให้ชุ่มคอ ไพฑรูย์ทดลองดูปรากฏว่าไม่หิวน้ำจริง รู้สึกว่าภายในร่างกายมีพลังเย็นวิ่งไปโดยรอบทำให้ไม่รู้สึกกระหายน้ำ เวลานอนกลางคืนเอาเก็บไว้ในกระเป่าเสื้อแจ๊กเกต น่าแปลกที่เสียงกู่เสียงประหลาดและเสียงนกร้องกลางคืนไม่มาร้องโดยรอบบริเวณที่นอน จึงเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี

นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว

ใส่ความเห็น