◎นักโทษประหารผู้มีความกำแหง◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎นักโทษประหารผู้มีความกำแหง◎

ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม เล่าเรื่องนักโทษผู้มีความกำแหงไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2484 มีนักโทษประหารที่ทำเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฏีกาเพื่อขอลดโทษเหลือตลอดชีวิต ไม่ผ่าน เรียกว่า ”ฏีกาตก” รอคิวเข้าหลักประหาร อยู่จำนวน 73ราย มาจากทั่วประเทศไทย

ในจำนวนนั้นมีนักโทษชาย วิชัย กับ วิชิต เป็นอดีตสิบตำรวจโทอยู่สถานีตำรวจภูธรนนทบุรีรวมอยู่ด้วย วิชัยกับวิชิตมาขอให้ไพฑูรย์ทำเรื่องอุธรณ์และฏีกาต่อศาล แต่ไพฑูรย์มีข้อแม้ว่าใครก็ตามที่มาขอให้เขาทำอุธรณ์หรือฏีกา ต้องเล่าเรื่องเกี่ยวกับคดีที่ก่อตามความเป็นจริง วิชัย กับ วิชิตจึงเล่าเรื่องแต่หนหลังให้ฟังว่า

พ่อของวิชัยกับวิชิตได้นำสวนไปจำนองกับนายจิตร เศรษฐีใหญ่บางศรีทอง เพื่อนำเงินมาซื้อสวนที่อยู่ติดกันให้เป็นเนื้อที่เดียวกัน เพราะทายาทผู้รับมรดกไม่ต้องการสืบสันดานเป็นชาวสวน เเต่พ่อเป็นคนรู้ไม่เท่าทันคน สัญญาจึงกลายเป็นเรื่องเป็นราวถึงกับจะต้องถูกยึดสวน สองพี่น้องที่รับราชการเป็นตำรวจจึงไปเจรจากับนายจิตรเพื่อไถ่ที่คืน แต่นายจิตรกลับบอกสองพี่น้องว่า

”มึงก็เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ มึงดูสัญญาเป็น แล้วมึงจะมาไถ่คืนด้วยเหตุอันใดกันเล่า มึงไปเจรจากับขุนรอน ทนายความของกูดีกว่า ว่าจะเอากันอย่างไร”

”ผมสองคนไปพบขุนรอนมาเเล้ว พ่อบอกว่ากู้มาแค่สี่หมื่นบาท แต่ในสัญญากลับเป็นสี่เเสนท่านหลอกหลวงให้พ่อผมลงชื่อแล้ว
กรอกรายการเพิ่มจากยอดหนี้จริง”

”มึงจะมาโทษกูได้อย่างไรกัน ก็พ่อมึงมันโง่ดักดาน ไม่ดูสัญญา ไม่ดูจำนวนเงินให้ลงชื่อก็ลงไป ก็ต้องใช้ตามนั้นซีวะถึงจะถูก”

ด้วยความโมโห ทั้งสองจึงโต้กลับอย่างดุเดือด

”ก็เพราะพ่อกูเห็นว่ามึงเป็นเพื่อนเก่าเพื่อนเเก่ จึงไว้ใจ..แต่มึงมันแสนชั่ว กรอกตัวเลขเพิ่มเอาเอง”

”อ๋อ…เหรอ มึงไม่พอใจก็ไปตั้งทนายความมาฟ้องร้องได้เลย กู
บอกมึงไว้เลยว่าขุนรอนคนนี้ ว่าความเรื่องสัญญาเงินกู้มายี่สิบกว่าคดี ชนะรวด ไม่เคยแพ้สักนัด มึงหมดธุระแล้วลงจากเรือนกูไปเลย เสียเวลาฟังพวกมึงพล่าม”

เมื่อศาลสูงไม่อาจเป็นที่พึ่งได้ วิชัยกับวิชิตจึงใช้กฏหมายอาญาฉบับศาลเตี้ย ด้วยการปลอมตัวบุกขึ้นไปบนบ้านของนายจิตรในยามวิกาล ใช้เชือกมะนิลารัดคอเเล้วช่วยกันดึงปลายเชือก จนนายจิตรขาดใจตาย ลิ้นเเลบออกมาจุกปาก จากนั้นเอาศพไปแขวนอำพรางเพื่อให้ดูเหมือนฆ่าตัวตาย

ทว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของเจ้าชด หลานชายของนายจิตรตลอด เจ้าชดซ่อนตัวเพราะกลัววิชัยกับวิชิตจะฆ่าตายไปอีกคน เมื่อเจ้าหน้าที่มาชันสูตรพลิกศพ ก็พบว่านายจิตรไม่ได้แขวนคอตาย แต่มีการจัดฉาก ได้เจ้าชดเป็นพยาน สารวัตรใหญ่โรงพักนนทบุรีจึงเข้าจับกุมสองพี่น้องขณะที่มาเข้าเวรตามปกติ แจ้งข้อหาเเล้วให้ถอดเครื่องแบบออก นำตัวเข้าห้องขังทำคดียื่นฟ้องต่อ อัยการว่า

สองพี่น้องมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานผู้อื่นในยามวิกาล ลงมือกระทำฆาตกรรมโดยใช้เชือกมะนิลารัดคอนายจิตรจนตาย แล้วเคลื่อนย้ายศพเพื่อปกปิด ความผิดที่กระทำ ทั้งผู้ต้องหาทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่มีความรู้เรื่องกฏหมายอาญาดี แต่ก็ลงมือกระทำเสียเอง จึงขอให้ศาลได้พิจารณาคดีลงโทษจำเลยในสถานหนัก

ศาลเปิดพิจารณาคดี ฟังคำให้การของฝ่ายอัยการโจทก์และฝ่ายทนาย จำเลย จนครบหมดทุกปาก จึงนัดฟังคำพิพากษาของศาล ศาลแถลงคำพิพากษาตอนหนึ่งว่า

”ศาลได้ฟังการให้การของฝ่ายโจทก์และพยานทางด้านจำเลย มีความเห็นว่า พยานจำเลยไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานโจทก์ได้ พยานโจทก์ให้การสอดคล้องต้องกัน ไปมีจุดบกพร่องหรือเป็นการเเต่งพยานเเต่อย่างใด จึงพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลยให้ตายตกตามกันไป”

ไพฑูรย์ได้ฟังเรื่องราวก็รู้สึกเห็นใจ จึงทำใบอุทรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นเหลือเพียงศาลฏีกา ระหว่างรอฏีกา สองพี่น้องมาพบไพฑูรย์แล้วปรารภว่า

”ผมสองคนต้องการพระเครื่องหรือเครื่องรางที่มีมหาอุดและคงกระพันไว้ป้องกัน”

”จะเอาไปทำไม หากว่าศาลฏีกาพิพากษายืน และฏีกาที่ทูลเกล้าฯ ถวายขอพระราชทานอภัยโทษตก ต้องเข้าหลักประหาร เครื่องรางของขลังก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะถ้ายิงไม่ออก เขาก็ทุบด้วยไม้หากไม่ตาย เขาก็เอาหลาวไม้รวกสวนทวาร เสียมุกเปล่าประโยชน์”

”นี่ผมไว้ใจอาจารย์มาก เพราะผมจะหนีคุก แต่ระหว่างหนีผมต้องการพระเครื่องหรือเครื่องรางไว้ป้องกัน”

”ถ้าหนีไม่รอดถูกจับมาได้ละก็ ถูกซ้อมหลายสลบแน่ อย่าหนีเลย”

”ผมเคยทราบมาว่าอาจารย์ก็หนีมาหลายครั้งเเล้วนี่นา”

”ใช่ แต่เดี๋ยวนี้เลิกคิดแล้ว รอแต่การนิรโทษกรรมเท่านั้น”

ด้วยความเห็นใจ ไพฑูรย์จึงได้หาเบี้ยเเก้หลวงพ่อทัด วัดคฤหบดี ให้สองพี่น้องคนละตัว สองพี่น้องขายที่ดินที่เหลือและบ้านพัก ได้เงินมาก็ติดสินบนนัดแนะกับผู้คุมที่มีอำนาจขังจำเลยในห้องขังขณะรอฟังคำพิพากษา กับผู้คุมที่คุมตัวนักโทษสองพี่น้องอีกสองคน ให้ผู้คุมที่ห้องขังศาลเปิดกุญแจประตูห้องขังให้หนี พร้อมมอบปืนพก .38 ให้คนละกระบอก ส่วนผู้คุมจากเรือนจำก็ไม่ต้องตีตรวนจำเลย เพื่อความคล่องตัวขณะหลบหนี

ครั้นเมื่อผู้คุมที่ศาลเปิดกุญแจประตูห้องขัง ผู้คุมจากบาง
ขวางก็เเสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น จนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ก็ให้เเสร้งร้องแหกปากว่า จำเลยหนีห้องขัง

ผกก.ตำรวจนนทบุรีได้รับเเจ้งเรื่องก็สั่งให้ระดมตำรวจออกติดตามล่านักโทษสองพี่น้องโดยกระชั้นชิด

วิชัยกับวิชิตไม่ได้คิดจะหนีทางบก แต่ได้ถือปืนลัดเลาะไปตามสวน ตำรวจพากันไปสกัดทางหนีที่จะออกไปทางแม่น้ำ เพราะคาดว่านักโทษประหารคงนัดแนะกับพรรคพวกให้เอาเรือมารับตำรวจสอบถามชาวสวนก็ได้ความว่านักโทษสองคนวิ่งเข้ามาในสวนแล้วมุ่งหน้าไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา

ฝ่ายติดตามยิงปืนยาวขึ้นฟ้าเป็นการข่มขวัญ พร้อมตะโกนขอให้นักโทษยอมมอบตัวเสียโดยดีโทษหนักจะได้เป็นเบา ฝ่ายวิชัยมองหน้าวิชิตเเล้วบอกว่า

”โทษประหารเป็นโทษที่สูงสุดเเล้ว จะให้เบากว่านี้เป็นไม่ได้เเน่ พวกมันคิดว่าพวกเราเป็นเด็กอมมือกระมัง”

การหนีกับการล่าเป็นไปอย่างสนั้นหวั่นไหว ชาวสวนกลับขึ้นบ้านปิดประตู ที่มีลูกซองก็เอามาเตรียมไว้เผื่อนักโทษจะบุกเข้ามาขอหลบภัย จะได้ใช้ต่อสู้ป้องกันตัวเองได้

วิชัยกับวิชิตชำนาญทางกว่าจึงเร่งฝีเท้าหนีไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา จุดนัดพบคือหน้าวัดเฉลิมพระเกีนรติ โดยจะว่ายน้ำข้ามไปขึ้นเรือที่พรรคพวกจอดรออยู่

เสียงปืนของตำรวจยิงข่มขวัญเป็นระยะ ๆ แต่เสียงปืนของฝ่ายนักโทษประหารไม่ได้ยิงโต้ตอบสักนัดเดียว ทำให้ตำรวจรู้สึกผิดหวัง แต่เเล้วกำลังของจ่าเเม้น หนวดจิ๋ม ไว้แบบจอมเผด็จการนาซีเยอรมัน มาทางลัดเห็นหลังนักโทษประหารไวๆ จึงร้องตะโกนว่า

”หยุด อย่าหนีนะ ไม่อย่างนั้นจะยิงให้ตาย ไม่รู้หรือว่ามีคำสั้งให้จับตายพวกมึงเเล้ว”

วิชัยบอกกับวิชิตว่า ”อาจารย์ไพฑูรย์ว่าเบี้ยเเก้ วัดคฤหบดีนั้นเเน่นัก เราไม่ต้องกลัว อย่าให้มันเข้าใกล้ได้ เราใกล้จะถึงริมแม่น้ำเเล้ว วิ่งให้เต็มที่เลย”

สองพี่น้องเป็นชาวสวนจึงชำนาญการวิ่งกระโดดข้ามท้องร่องสวนได้รวดเร็ว ส่วนตำรวจไม่ชำนาญ หลายคนตกท้องร่องจมโคลน ที่ตามหลังก็ช้าไม่ทันการ จ่าแม้นเดือดดาลใจมาก แกนั้งคุกเข่าเล็งปืนพระรามหกในมือไปยังด้านหลังของวิชิตที่วิ่งรั้งท้าย บรรจงเหนี่ยวไก เสียงปืนดังสนั่น กระสุนถูกกลางหลังวิชิตจนถลาล้ม

”เสร็จกูละมึง”

แต่ที่ไหนได้ วิชิตกลับลุกขึ้นแล้วไม่ยอมเสียเวลาออกวิ่งตามวิชัยต่อไป จนถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับ วัดเฉลิมพระเกียรติ ก็กระโดดลงไปในแม่น้ำ ว่ายน้ำข้ามไป จ่าแม้นตามมาไม่ทันแต่เห็นว่ายังอยู่ในระยะฉกรรจ์ของปืน จึงสั้งระดมยิง

ไพฑูรย์เล่าว่าได้พบกับสองพี่น้องหลังออกจากคุก โดยสองพี่น้องหนีไปกบดานทำมาหากินเปลี่ยนชื่อเสียงจนหมดอายุความ สองคนรำลึกความหลังว่า

”เบี้ยแก้ที่อาจารย์ให้พวกผมมาดีจริงๆ ตำรวจระดมยิงผมราวกับห่าฝน ปืนหลายสิบกระบอกยิงมาที่ผม เชื่อไหมไม่มีนัดไหนถูกตัวพวกผมเลย ได้ยินแต่เสียงลูกปืนเฉียดใบหู มีนัดเดียวที่ถูก เพราะยิงจากปืนพระราม มาแต่ไม่เข้าจนว่ายน้ำไปถึงท่าน้ำวัดเฉลิมพระเกียรติ ขึ้นเรือเร็วที่ลูกพี่ลูกน้องพ่อเอามาจอดรออยู่ แล่นขึ้นไปที่พระนครศรีอยุธยา วนเวียนอยู่ตามบ้านญาติพ่อ ก่อนจะลงเรือโยงไปนครสวรรค์แล้วไปกบดานที่เมืองตาก ก่อนไปหาญาติของอาจารย์ตามที่อาจารย์เคยสั่งไว้”

”ญาติของอาจารย์เอาผมไปไว้ในปางไม้ของพ่อเลี้ยงอิทธิพล ผมก็วนไปเวียนมาอยู่ภาคเหนือจนพ้นอายุความ ได้เมียมีลูกที่นั้น หมดอายุความผมก็กลับมาบ้าน เพราะน้องชายคนสุดท้องได้หาทนายความมาสู้คดีเรื่องที่ดินร่วมกับลูกหนี้เงินกู้ที่ถูกโกง ขุนรอนแพ้ความ จำต้องให้ลูกหนี้ไถ่ที่คืนตามมูลหนี้ที่แท้จริง พวกผมยินดีเหลือเกินที่ได้พบอาจารย์อีก ขอให้พวกผมเลี้ยงขอบพระคุณสักหนึ่งมื้อเถิด”

ตอนนี้ขอมอบ◎พระคาถาแคล้วคลาด◎ มีอยู่ว่า

”อะสังวิสุโลปุสะพุภะอะ”

เวลาจะต่อสู้ให้ภาวนาไว้ตลอดเวลาอย่าให้ขาดการภาวนาอาวุธใดไม่มาถูกต้องร่างกาย

ใส่ความเห็น