◎เลือดเดือดแหวกแหกห่าปืนกล◎ ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม

◎เลือดเดือดแหวกแหกห่าปืนกล◎

สงครามเอเชียบูรพาดำเนินไปอย่างดุเดือด จอมพล ป.พิบูลสงคราม จำยอมให้ญี่ปุ่นเข้ามาอาศัยแผ่นดินไทยเป็นทางผ่านไปตีแหลมมลายูกับพม่าที่อังกฤษเป็นเจ้าอาณา นิคม ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายอักษะ ไทยจึงถูกฝ่ายสัมพันธมิตรมือว่าเป็นฝ่ายอักษะไปด้วย พ.ศ.2485-2486 ข้าวยากหมากเเพงชาวไทย อดอยากยากจน ผ้าไม่มีจะพันกาย น้ำตาลทรายไม่มีจะกิน ไพฑูรย์ถูกขังอยู่แดนหนึ่ง เป็นนักโทษเด็ดขาด รวมโทษจำคุกทั้งหมด 81 ปีกว่าๆ ได้ยินเสียงระเบิดก็รู้สึกห่วงครอบครัวที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร คนเขาลือกันว่า สัมพันธมิตรมาบอมบ์ทุกคืนตายกันเป็นเบือ

ผู้คนที่อยู่นอกคุกต้องใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บด้วยกระสอบป่าน เพราะผ้าราคาเเพงมาก ข้าวสาร ถ่าน น้ำมันก๊าด น้ำตาลทรายล้วนเเพงระยับ บ้างก็อพยพหลบภัยไปต่างจังหวัดเพื่อให้พ้นภัยจากการถูกโจมตีทางอากาศด้วยระเบิดทำลายและระเบิดนาปาล์มจากฝ่ายพันธมิตร

ชีวิตคนคุกก็แร้นแค้นเช่นกัน ทางเรือนจำต้องปันส่วนอาหาร โดยให้ข้าวต้มผสมมันเทศคนละหนึ่งกระบวย อิ่มไม่อิ่มก็ให้เท่านั้นพอกันตาย เกิดอะไรขึ้นกับงบประมาณคนคุก ผบ.เรือนจำพัศดี เจ้าหน้าที่อยู่ดีกินดีทั่วหน้า ใครบังอาจร้องเรียนถูกจับได้จะถูกโบย ถ้าโบยแล้วไม่หลาบจำยังร้องเรียนอีกคราวนี้ตีด้วยกระบองดังตุ้มๆ เหมือนตีกลองเพลจนตายคามือ คนคุกจึงอยู่ในสภาพที่เรียกว่า

”มีปากไว้กินข้าว ไม่ใช่เอาไว้ร้องเรียน”

มีครั้งหนึ่งนักโทษรวมตัวกันได้ประมาณ 20 คน ไม่ยอมกินข้าวต้มกับมันเทศ ผบ.คุกสั่งโบย หมดทุกคน เท่ากับจำนวนผู้ที่ประท้วง 20คน ก็ 20ที นี่ยังดีถ้ารวมหัวกันได้ 100คน คงถูกตีคนละ100ที (10 ยก ยกละ10ที) ตายคาหวายแน่ ในอาณาเขตนรกบนแดนดินนี้ น.ช.ทุกคนล้วนตายได้ง่ายๆ หากทำอะไรที่เป็นการให้ร้ายต่อ ผบ.คุกไปจนถึงพัศดี

ดังที่กล่าวไว้เเต่ต้นว่าผ้ามันแพง ชุด น.ช.ไม่มีแจก ที่ขาดก็ปะชุนใช้กันไป ไม่มีการแจกให้ใหม่มีเเต่กางเกงลิงเท่านั้นที่ติดตัวบรรดานักโทษที่เป็นคนรวยมีเงินให้สินบน พวกนี้มีเสื้อผ้า มีอาหารดีๆกิน ส่วน น.ช.คนอื่นก็นุ่งกางเกงลิงไปทั้งคุก หน้าหนาวมาเยือน ไม่มีผ้าห่มกันหนาว ความจริงมีแต่ขบวนการเหลือบมันผันเป็นเงินไปหมด ที่แจกให้นักโทษคือผ้ากระสอบที่เย็บต่อกันเป็นผืนแล้วเอามาเย็บเป็นกระสอบ ไม่มีก้นถุง ความยาวพอดีตัวคน

พอได้รับแจกก็เอาปลายเท้าสอดเข้าไปก่อน จากนั้นก็เลื่อนขึ้นมาที่หน้าอกและคอ ถ้าอยากจะให้อุ่นมากก็หดเท้าเข้ามาข้างใน นอนขดตัว มันน่าแปลกก็ตรงที่ว่าผ้ากระสอบนี่มันให้ความอุ่นพอกับผ้าห่ม พอหกโมงเช้า อากาศหนาวเสียดกระดูกก็ต้องตื่นไปทำงาน จะอู้ไม่ได้ มีทั้งหวายและกระบองตันๆให้กินจนอิ่ม

จดหมายที่ภรรยาและแม่มีมาถึงไพฑูรย์ล้วนรำพันถึงความยากแค้นของสภาพชีวิตยามสงครามต้องอดๆ อยากๆ ตัวเองอดไม่เป็นไรแต่ลูกต้องพลอยมาอดด้วย ไพฑูรย์เล่าว่า

เคยหนีคุกมาแล้ว 4ครั้ง แต่ละครั้งได้รับบทเรียนอย่างหนักเมื่อถูกกุมตัวกลับมาได้ โทษที่ได้รับก็คือ โบยด้วยหวายตะค้าแช่ปัสวะ มันอ่อนนอกแข็งใน 2ยก ยกละ 10ที แม้จะไม่มีเลือดแต่ก็ทำให้ผิวไหม้และปวดแสบปวดร้อนนอนหลังติดพื้นไม่ได้ต้องนอนตะเเคงข้างจองจำตรวนมือและเท้าน้ำหนักรวมกันประมาณ 20กก. เดินลากขาแกรกกรากๆ เดินเร็วก็ไม่ได้เดี๋ยวตรวนจะบาดข้อเท้าเป็นแผล

ขังเดี่ยวในห้องพิเศษไม่มีกำหนด แล้วเเต่ ผบ.คุกจะพอใจ

ห้ามญาติเยี่ยม

ห้ามพูดกับ น.ช.ด้วยกัน ไม่ว่าแผนกไหน

ไพฑูรย์ครุ่นคิดถึงการที่จะหนีออกจากคุกบางขวาง แต่ถ้าจะให้ต้องปีนกำแพง ฝ่าห่ากระสุน ปืนกล และผจญกับลวดไฟฟ้าแรงสูง โดยไม่มีแผนเป็นเรื่องของคนบ้าเท่านั้นที่จะกระทำได้ อย่างเขามันต้องใช้สมองไพฑูรย์วางแผนที่เรียกว่าย่างเท้าเข้าศาลโดยปรึกษากับ น.ช.ป๊อด ที่เรียกไพฑูรย์ว่าอาจารย์เพราะเคยช่วยชีวิตไว้จากการถูกสมุน น.ช.ช่วย ขาใหญ่ในคุกฆ่าและจัดการเจรจาจนขาใหญ่ยอมรามือ

”ป๊อด เรามีอะไรจะให้นายช่วยหน่อย เราจะหาเรื่องออกจากคุก เราขอให้นายทำทีเป็นโขกหมากรุกกับเรา แล้วทะเลาะกัน เราจะเอากระดานหมากรุกแพ่นกบาลนายหัวแบะ เราจะได้ถูกนำไปฟ้องศาล ต่อจากนั้นเป็นเรื่องของเรา”

”ได้เลยอาจารย์ ผมยินดีทำหนักกว่านี้ก็ได้เพราะผมสำนึกในบุญคุณอาจารย์ไม่ลืมเลย”

ปีพุทธศักราช 2487 ละครเวทีก็เริ่มแสดง ไพฑูรย์เล่นหมากรุกกับ น.ช.ป๊อด ทันใดก็ทะลึ่งลุกขึ้นชี้หน้า น.ช.ป๊อดด่าลั่น

”ไอ้เหี้…มึงเอาเรือรุกฆาตกูในตาม้า มึงมันรุ่นไหนกันไอ้ป๊อด”

”รุ่นไหนไม่เกี่ยว ขี้แพ้ชวนตีอย่างนี้มันกวนตี…น”

ไพฑูรย์ยกกระดานหมากรุกแพ่นลงไปบน กบาลของน.ช.ป๊อดเต็มแรง กระดานหมากรุกหนาๆ หักออกเป็นสองซีก หัว น.ช.ป๊อดแบะเย็บ 10เข็ม หามไปเรือน พยาบาล ส่วนไพฑูรย์ถูกโบยด้วยหวาย 2ยก ถูกตีตรวนเพิ่มน้ำหนัก 30 กก. ยัดใส่คุกมืด หลังจากที่ตำรวจเข้ามาสอบปากคำ น.ช.ป๊อด และเเพทย์รายงานว่าทำร้ายร่างกายสาหัส

ถูกนำตัวไปส่งฟ้องศาล ไพฑูรย์เอาเงินให้คนที่ส่งข้าวใต้ถุนศาลไปหาหัวหน้าคณะเก้ายอดที่ตลาดนางเลิ้ง พี่เสงี่ยม ศิษย์หลวงพ่อหรุ่น เก้ายอด เป็นนักเลงที่ไพฑูรย์นับถือเหมือนพี่ร่วมสายเลือดให้ส่งลูกน้องมาพบที่ใต้ถุนศาลอาญา หลังจากศาลประทับรับฟ้องแล้วก็นัดให้มาศาลเพื่อฟังการสืบพยานโจทก์นัดแรก

ไพฑูรย์บอกกับลูกน้องพี่เสงี่ยมให้ไปบอกว่าจะมาศาลอีกครั้งในวันที่ 20ก่อนหน้านั้นให้วางแผนการช่วยให้หนีและมาบอกที่บางขวางด้วย

ก่อนหน้าวันที่ 20 พวกพ้องดาวโจรของไพฑูรย์ก็มาบอกแผนคร่าวๆว่าจะแบ่งหน้าที่กันชิงตัว โดยได้เตรียมปืนกลเอาไว้สี่กระบอกสำหรับคุ้มกัน ให้สองคนแต่งเป็นนายร้อยตำรวจคอยประกบคนไขกุญแจ ส่วนรถจะจอดรอไว้ที่ด้านหลังศาล พอออกพ้นห้องคุมตัวจะช่วยกันอุ้มไปขึ้นรถไปต่อเรืออีกที

วันที่ 20 ไพฑูรย์ตื่นแต่ตีสี่ สวดมนต์สาธยายพระเวทแล้วเตรียมตัวออกเดินทาง พอมาถึงศาลอาญาก็ถูกนำเข้าไปควบคุมในห้องขังใต้ถุนศาล พวกที่แต่งเป็นนายร้อยตำรวจก็กรากเข้าประกบชักปืนจี้ล้วงเอากุญแจไขประตูห้องขังเอาออก เอากุญแจใส่ข้อมือเจ้าหน้าที่ ยัดเข้าไปในกรงขังส่วนที่นัดแนะไว้อีกสองคนมาช่วยกันอุ้มไพฑูรย์ที่ติดตรวนออกจากใต้ถุนศาล

ตำรวจเห็นผิดสังเกตก็ฮือกันเข้ามา แต่พวกที่มีปืนกลก็ยิงสกัด ทุกคนได้รับคำสั่งให้ยิงเขาเพราะตำรวจเหล่านั้นทำตามหน้าที่ ตำรวจวิ่งติดตามหลังคนที่อุ้มไพฑูรย์ร้องตะโกนให้หยุด ไพฑูรย์ร้องบอกคนที่อุ้มว่า

”ไม่ต้องกลัว อั๊วร่ายพระเวทป้องกัน อีกอย่างอั๊วหันหน้าออกถ้าตายอั๊วก่อน ถ้าอั๊วตายลื้อก็ทิ้งศพอั๊วได้เลย แต่อั๊วไม่มีวันตายด้วยกระสุนปืนตำรวจหรอก”

ตำรวจยิงด้วยปืนสั้นและปืนกล ลูกปืนแคล้วคลาดไปหมด ยิงจนกระสุนหมด ไพฑูรย์ถูกอุ้มมาจนถึงรถยนต์ที่จอดไว้ ป้ายทะเบียนถอดออกหมด พาตัวไปยังท่าน้ำนนทบุรีที่จอดเรือซุ่มไว้ แล่นออกไปตามที่ได้วางแผนไว้

หนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้นพาดหัวตัวใหญ่ ”เสือไพฑูรย์แหกห้องขังใต้ถุนศาลอาญา พรรคพวกอุ้มหนีไปได้ ยิงสกัดตำรวจเจ็บระนาว”

กลิ่นแห่งอิสรภาพมันช่างหอมหวานเสียนี่กะไร พรรคพวกร่วมขบวนการก็มาอยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้งหนึ่ง วางแผนปล้นเงียบบ้านเศรษฐีสงคราม ที่ทำมาหากินกับพวกญี่ปุ่นจนร่ำรวย ขณะที่พ่อแม่พี่น้องของพวกมันอดอยากยากจน ไพฑูรย์เล่าว่าหลังสงคราม เศรษฐีสงครามหลายคนกลายเป็นคนมีหน้าตาในสังคม บางคนยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันก็มี ปล้นเอาทรัพย์สินเเล้วก็มัดเหมือนหมู เอาป้ายเขียนว่า

”ไอ้พวกขายชาติทำลายพ่อแม่พี่น้องมันเอง เสียชาติเกิด”

หลวงอดุลย์ เดชจรัส อธิบดีตำรวจ ตอนนั้นท่านเป็นเสรีไทย ใช่รหัสว่า ”พูเลา” สั่งให้กวดขันจับกุมไพฑูรย์ให้ได้ เพราะคุกคามพวกเศรษฐีสงคราม ท่านอธิบดีตำรวจได้รับร้องเรียนก็รีบกวดขัน ทำให้ไพฑูรย์ทำงานลำบากขึ้น หลายครั้งปะทะกับตำรวจแทบเอาตัวไม่รอด จึงบอกกับบรรดาพวกพ้องว่าเราก็มีเงินทองพออยู่ได้แล้ว หยุดปล้นแล้วเเยกย้ายกันไปกบดาน ส่วนไพฑูรย์จะขึ้นเหนือ รินเหล้าใส่แก้วแล้วชนแก้วกันเพื่ออำลา วันหน้าจึงกลับมาพบกันใหม่

ไพฑูรย์เตลิดขึ้นเหนือไปหาหัวหน้าเผ่าลีซอที่เคยต้องโทษในคุกบางขวาง ไพฑูรย์ช่วยเขียนฏีกาจนติดคุกอยู่ไม่นานก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษกลับไปเผ่าเม่ย กล่าวลาไพฑูรย์ว่า

”อาจารย์ไม่ตายเสียก่อนคงได้พบกัน พระคุณของอาจารย์ผมจำไม่ลืม ผมกลับไปนี่ก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าเผ่าแทนพ่อ หากอาจารย์เดือดร้อนหรือหนีภัยจากการตามจับให้ไปที่เชียงใหม่ไปตามที่อยู่ที่ผมให้ไว้นี่ คนที่นั่นจะพาขึ้นดอยไปพบผมเอง”

ไพฑูรย์เตลิดขึ้นเหนือ เป้าหมายคือไปพบเม่ย หัวหน้าเผ่าลีซอ เพื่อหลบการตามล่าของตำรวจต่อไป….

สำหรับตอนนี้ขอมอบ◎พระคาถาทรหดสำหรับเสกน้ำมันงาทาตัว◎ เป็นคงกระพันชาตรี

สะ สิ มิ ระ

เสกน้ำมันงาให้ได้ 108 จบเอามาทาตัวเป็นคงกระพันชาตรี

 

ใส่ความเห็น