ตำนานอาถรรพ์ต้นกำเนิดแห่งวิชาลิงลม โอมวิงวังกังหะ

ต้นกำเนิดแห่งวิชาลิงลม

วิชาลิงลมเดิมทีวิชานี้มีมาแต่โบราณเป็นหนึ่งในวิชายุทธศาสตร์ที่ใช้ในการต่อสู้โดยใช้ส่วนของร่างกาย (มือ เท้า เข่า ศอก) เป็นอาวุธ หรือเรียกกันว่าเป็นลักษณะวิธีต่อสู้มือเปล่า (ปลอดอาวุธ) โดยจะแบ่งออกอีกเป็น ๒ ประเภท ระหว่าง ลักษณะ

วิธีสมบูรณ์แบบ (วิชาลิงลม) กับลักษณะวิธีเฉพาะส่วนยืน (วิชามวย) ขอกล่าวลิงลมในการยุทธศาสตร์ก่อนครับ

วิชาลิงลม คือลักษณะวิธีต่อสู้ ตามลักษณะสามารถของร่างกายใน ๕ วิธีท่าปฎิบัติ ๑ ท่าใช้อาวุธจากส่วนร่างกาย (หมัด เท้า เข่า ศอก) ๒ ท่าวิธีหลบหลีก ๓ ท่าวิธีจับรัด ๔ ท่าวิธีล้มเหวี่ยง ๕ท่าวิธีที่มีชือเรียกกันว่า ลักษณะวิธีครูวิชามวย คือลักษณะวิธีต่อสู้ ในแบบยืน โดยมี ๒ ท่าปฎิบัติ ๑ ท่าใช้อาวุธจากส่วนร่างกาย และ ๒ ท่าวิธี หลบหลีก จากสาเหตุที่ วิชามวย ได้มีการแยกระบบใช้งานออกจากการต่อสู้ลักษณะยุทธ์ ก็จะ แยกท่าวิธี ออกไป เป็น ๓ ประเภท คือ

๑ ท่ามวยอาชีพ ๒ ท่ามวยกีฬา ๓ ท่ามวยแสดง

 อาวุธ หมายถึง ลักษณะวิธีต่อสู้โดยใช้ เครื่องมือเครื่องใช้ ตามลักษณะรูปทรง เป็นอาวุธ หรือก็เรียกกันว่าเป็นลักษณะวิธีต่อสู้ด้วยอาวุธ โดยจะแบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ด้วยกัน ๑ มีด ๒ ดาบ ๓ พลอง (ชื่อเดิม กระบอง) ๔ กาบ (ชื่อเดิม ไม้สั้น) ๕ สะไบ (ชื่อเดิม เชือก)


วิชามีด คือลักษณะวิธีการต่อสู้ ในลักษณะผสมระหว่าง ลิงลม กับลักษณะวิธีใช้อาวุธประเภท มีด (คืบมือ) สาเหตุที่มีลักษณะวิธี เฉพาะใช้ วิชามีด จะมีแยกออกไปจาก วิชามีด เป็น ๒ ประเภท ๑ มีดทหาร (สู้ประชิดตัว) ๒ มีดป้องกันตัว (ท่ารับมีด)


วิชาดาบ คือลักษณะวิธีการต่อสู้ ในลักษณะผสมระหว่าง ลิงลม กับลักษณะวิธีใช้อาวุธประเภทดาบสามส่วน (คืบแขน หรือ ดาบรบไทย) หลังจากปลอดสงคราม วิชาดาบได้นำบางส่วน แยกออกไป ตามลักษณะ มวย ๒ ประเภท คือ ๑ ดาบแข่งขัน (กระบี่กระบอง) ๒ ดาบแสดง (ศิลป์ดาบ)


วิชาพลอง หรือ (เดิมกระบอง)คือลักษณะวิธีการต่อสู้ ในลักษณะผสมระหว่าง ลิงลม กับลักษณะวิธีใช้อาวุธ ประเภท อาวุธยาว (คืบตัว หรือกระบองยาว หรือไม้ยาว) วิชาพลองได้นำบางส่วนของท่าวิธีไปรวมกับ ประเภท ดาบแข่งขัน (กระบี่กระบอง)


วิชากาบ หรือ (เดิมไม้ศอก พังพอน) คือลักษณะวิธีการต่อสู้ ในลักษณะผสมระหว่าง ลิงลม กับลักษณะวิธีใช้ อาวุธประเภท ประกบร่าง หรือ โลห์เป็นอาวุธ (ลักษณะกาบแขน หรือกาบแข้ง) อันลักษณะวิธี ใช้โลห์ ผสมกับอาวุธ อื่นเพื่อเป็นการป้องกัน (กระบี่กระบอง) นั้นมิได้นำเอาไป จากวิชานี้


วิชาสไบ หรือ (เดิมเชือกสาย) คือลักษณะวิธีการต่อสู้ ในลักษณะผสมระหว่าง ลิงลม กับท่าวิธีใช้ อาวุธที่มา จากลักษณะรูปอ่อนใหว อ่อนใหว อาธิเช่น เชือก หรือผ้าสไบ ผ้าคาดเอว เป็นต้น


ตามที่กล่าวมาในข้างต้นวิชาลิงลมเป็นวิชาที่ใช้ในการต่อสู้ด้วยมือเปล่าทางคณาจารย์จึงใช้อุปเท่ นำเอาลิงลมมาใช้สักตามร่างกายเพื่อหมายให้สภาวะจิตเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ตลอดเวลาซึ่งพิธีปลุกลิงลม ของไสย์ศาสตร์ ครับ ลักษณะที่เรียกขานว่าเป็น วิชาลิงลม นั้น เป็นการบอกนัยถึงลักษณะวิธีการต่อสู้ ประเภทหนึ่ง ที่มีการเคลื่อนใหวต่อสู้ตามสถานะการณ์และปฎิกริยาของคู่ต่อสู้ อย่างเช่น วิธีล้มม้วนตัว เมื่อเสียหลักยืน อันเอามาจากลักษณะล้มกลิ้งของเด็กอ่อนการเคลื่อนไหวต่อสู้ มิเจาะจงท่าวิธีและตามช่วงขณะอำนวยให้ จะใช้พลังรุกของคู่ต่อสู้ เป็นพลังที่ทำล้ายคู่ต่อสู้เป็นส่วนใหญ่รวมทั้งหลีกเลี่ยง รับต้านพลัง อย่างเช่น คู่ต่อสู้เตะ ก็จะเอาพลังเตะของเขามาใช้ให้ตัวคู่ต่อสู้ขาดหลักหรือล้มลง มือที่ใช้เป็นอาวุธ มิใช่กำเป็นหมัดอย่างเดียว แต่จะใช้จับ ตบ ดัน หรือดึง อีกด้วยจุดหมายที่เข้าทำร้ายคู่ต่อสู้ ส่วนใหญ่จะเป็นจุดอ่อนของร่างกาย


ในทางโบราณมีการละเล่นชนิดหนึ่งเรียกว่าผีลิงลม (ซึ่งยุคนี้คงไม่มีการละเล่นชนิดนี้ได้สูญหายไปเเล้ว)


ซึ่งวิธีเล่น— มีผู้เข้าผี 1 คน ใช้เชือกผูกที่เอว ต่อเป็นหาง ให้พี่เลี้ยงถือไว้ โดยก้มหน้าหมอบอยู่กับครกที่คว่ำเอาก้นขึ้น แล้วผู้ร่วมเล่นจะช่วยกันร้องเพลงเชิญผีลิงลม ขณะร้องจะปรบมือ ทำจังหวะประกอบไปด้วย ร้องหลายๆ เที่ยวจนกว่าผีจะเข้า เที่ยวแรกๆ จะร้องเพลงเชิญผีช้าๆ ก่อน แล้วเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ ในเที่ยวท้ายๆ เมื่อเห็นมือคนทรงสั่น แสดงว่าผีกำลังจะเข้า เมื่อผีลิงลมเข้าแล้ว จะมีอาการลุกลี้ลุกลน ดูคล้ายกับลิงวิ่งได้ว่องไว แล้วไล่ขับกัดคนดู ถ้ามีต้นไม้อยู่ใกล้ๆ ผีลิงลม จะวิ่งขึ้นลงต้นไม้ได้อย่าแคล่วคล่องว่องไว ถ้าจะให้ผีลิงลมออกให้ไปกะโต๊กที่หูคนทรงดังๆ


บทร้องประกอบการเล่น—ลิงลมเอย มาอมข้าวพอง เด็กน้อยทั้งสอง มาทัดดอกจิก เกาหัวเกาหาง เกาข้างหยุกหยิก พญานากพริก พญานกเขา เชิญมาเชิญเจ้า มาเข้าลิงลม

การสักลิงลม


ตามประวัติที่เคยได้ยินมาอาจารย์ที่สักลิงลมที่มีชื่อเสียงแต่ครั่งอดีตได้แก่ หลวงพ่อบุญลอย วัดปากน้ำ จ.ระนอง หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท และหลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ จ.พระนครศรีอยุธยา
ซึ่งยันต์ลิงลมเป็นยันต์เล็กๆมักจะมีแค่รูปลิงลมแบบเรียบง่าย มีอักขระประกอบบ้างไม่มีบ้าง ที่มีอักขระประกอบมักจะเป็นแค่หัวใจธาตุสี่ นะมะพะทะ หรือหัวใจลิงลม ยุวาพาวา และวิงวังกังหะ


ส่วนวิธีการลงยันต์ลิงลมให้ชักเส้นยันต์เป็นรูปลิงลมว่าสูตรด้วยอาการ 32 เมื่อได้รูปลิงลมแล้ว จึงทำการเรียกนาม จากนั้นทำการเสกคาถาธาตุ ให้เสกธาตุลม จากนั้นทำการปลุกฤทธิ์

คาถาปลุกฤทธิ์ลิงลม ตามตำรา หลวงพ่อพรหม วัดขนอนเหนือ
โอม ดำเนินพระศุกร์กูจะปลุกพระมนต์ สำแดงพระนารายณ์ กระจายพระมนต์ดลให้ตื่นขึ้น โอม ปลุปลุก ลุกลุก สวาหะ สะหัสสะเนตโตเทวินโท ทิพพะยจักขุง วิโสธายิ

  คุณวิเศษของยันต์ลิงลมมีคุณทางหนีรอดปลอดภัย ใช้ในเชิงการเอาตัวรอด ซึ่งมีอีกอย่างที่หลายคนมักไม่ค่อยรู้คือ

ลิงลมขโมยเก่ง 


ในทางโบราณการตามตำราลิงลมท่านมีข้อห้ามหลักๆดังนี้


1 ห้ามด่าแม่ผู้อื่น


2 ห้ามเป็นชู้กับเมียผู้อื่น


3 ห้ามหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่น หรืออาละวาดสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านร้านตลาด


4 ห้ามทรยศต่อประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์


5 .ให้ปฎิบัติตนอยู่ในศีลธรรม มีเมตตาสงสารผู้อื่น


ในข้อห้ามทั้ง 5 นี้ ข้อที่ 3 มักจะถูกละเมิดมากที่สุด เพราะหลายคนคิดว่าสักอักขระยันต์หนังเหนียวคงกระพันแล้ว ก็มีจิตใจฮึกเหิมไม่กลัวใคร ถือว่ากูแน่ กูเก่ง เหนือผู้อื่น อวดดี ยโสโอหัง ในที่สุดก็มีเรื่องกับผู้อื่น โทษอย่างเบาสุดคือติดคุกติดตะราง อย่างหนักสุดคือตายโหง ซึ้งการตายโหงนั้นอาจไม่ตายด้วยการถูกตีรันฟันแทง หรือถูกยิง เพราะอาวุธมิสามารถทำลายได้


เนื่องจากหนังเหนียว แต่ถ้าถูกฝ่ายตรงข้ามรุมจับกดน้ำตาย ซึ่งพบเจอบ่อยครั้งในอดีต

 

แถมให้อีกนิดสำหรับพญาลิงลมจะมีข้อห้ามต่างๆดังนี้ ครั้นข้อห้ามต่างๆก็จะไม่ตายตัวเสมอไปขึ้นอยู่กับเเต่ละสำนักจะสืบทอดกันมา

พญาลิงลม : ว่องไว เฉลียวฉลาดดุจพญาวานร

การสักยันต์นั้นก็มี..กฎข้อห้าม! หรือวิธีการที่ต่างกันไปตามแต่ละสำนัก..แต่ละอาจารย์

– รักษาศีลธรรมอย่างเคร่งครัด ยึดถือคำสัตย์ ทำแต่ความดี

– ห้ามประพฤติผิดในกาม แย่งสามีภรรยาคนอื่น

– ห้ามใช้วาจาเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ด่าพ่อแม่ หรือนินทาว่าร้ายผู้อื่น

– ห้ามลอดไม้ค้ำกล้วย สะพานหัวเดียว สะพานท่าน้ำ ราวตากผ้า บันได

– ไม่นั่งทับครกไม้ ไม่ให้ผู้หญิงนั่งทับ

– ห้ามกินน้ำเต้า ฟัก มะเฟือง บวบ

นักเลง โบราณา ตำนานหนังเหนียว

ใส่ความเห็น