◎ผีเล่นถั่วดำอาถรรพ์ป้อมผีดุแห่งบางขวาง◎

◎ผีเล่นถั่วดำ◎

คุกบางขวางเป็นคุกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นเรือนจำกลางนักโทษเด็ดขาดจากต่างจังหวัด รวม๗๑ เรือนจำ รับโทษตั้งเเต่๒0ปี ตลอดชีวิตและโทษประหารชีวิต มีนักโทษประมาณ ๖-๗พันคน เจ้าพนักงานประมาณ๕-๖ร้อยคน

พัศดี ฉิม อยู่คล้าย เป็นผู้บังคับแดน ๔ มีลูก ๔คน อยู่ร่วมกับภรรยา จะออกจากคุกไปบ้านก็ต่อเมื่อหมดเวรยาม แต่พัศดีมีภรรยาอยู่ในคุก (น้องในคุก) เมียของท่านเป็นเด็กชายอยู่ในจังหวัดอยุทธยาถูกส่งตัวเข้ามาคุกบางขวาง หัดลิเกเป็นตัวนางเอก พัศดีฉิม ติดอกติดใจในรสนิยมที่วิตถาร ทางบ้านมีลูกมีเมียพัศดีไม่เอาใจใส่ มีเมียในคุกไม่ต้องทุกข์เพราะไม่มีลูกออกมาจะให้เลี้ยงพัศดีหลงรักนางเอกลิเกจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น

ลืมลูกลืมเมียเสียสิ้น วันหนึ่งเมียมาเยี่ยมบอกพัศดีว่าพี่ฉิมเดี๋ยวนี้หลงรักเมียผู้ชายจนไม่นึกถึงลูกเมีย น้องไม่เคยพบเห็น ไม่นึกว่าพี่จะเป็นคนเหลือเดน พวกเจ้านายเขาลือเป็นที่น่าอับอาย พัศดีตอบว่าไม่เห็นว่ามันจะอับอายตรงไหนท่านรองทม ท่านรองผาด นายถวัลย์ และอีกหลายคนในคุกที่เขามีเมีย ฉันเป็นพัศดีจะมีเมียกับเขาในคุกสักคนไม่ได้หรือ

น้องจะทำหึงหวงพี่ไปเลย น้องไม่หึงแต่พี่ไม่ส่งเงินมาให้น้องและลูกใช้ น้องจำนำเเม้กระทั้งสายสร้อยเงินของลูก เอาเถอะพี่จะหาเงินไปให้ น้องขอถามผู้หญิงข้างนอกไม่มีเเล้วหรือ พัศดีฉิมตอบว่ามีเหมือนกันเเต่พี่ไม่ชอบ พี่ชอบเมียผู้ชายอย่าให้พี่อธิบายเลยว่ามันดีอย่างไร

คุณนายโมโหด่าอ้ายตัณหาจัดมึงหน้ามืดตาลายเห็นผู้ชายเป็นผู้หญิง แล้วคุณนายก็บอกพัศดีฉิมว่าห่อหมอกอยู่ทางนี้ พร้อมชี้มือมาที่หน้าขา ไม่ใช่อยู่ข้างหลังคุณนายเอามือตบข้างหลังประกอบ เมียพัศดีฉิมเข้ามาเยี่ยมทะเลาะกันเเล้วกลับบ้าน พัศดีฉิมกลับเข้าคุกเรื่องไม่ยุติ คุณนายมาฟ้องท่านผู้บัญชาการถึงเรื่องพัศดีฉิมมีเมียในคุก และบอกว่าพัศดีฉิมไม่ส่งเสียเงินทองมาให้ลูกและดิฉันใช้ท่าน ผ.บ.ก. เป็นผู้มีอำนาจในจักรวาลคุกเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของครอบครัวเจ้าพนักงาน ท่านผู้บัญชาการบอกเมียพัศดีฉิมว่า จะจัดการพิจารณาให้

ท่านผู้บัญชาการเรียกพัศดีฉิมมาหา และบอกพัศดีฉิมว่า เป็นถึงพัศดีฉิมไม่น่าจะทำตัวชั่วช้าเป็นที่เสื่อมเสียสถาบันของราชทัณฑ์จะต้องลงโทษเพื่อมิให้เจ้าพนักงานอื่นเอาเยี่ยงอย่าง ท่านพัศดีฉิมไม่มีทางที่จะโต้เถียงเพราะมันเป็นการผิดระเบียบของกฏกระทรวงมหาดไทย ความรักวิตถารเช่นนี้แม้เเต่ผู้ต้องขังประพฤติก็เฆี่ยนด้วยหวาย สำหรับคุณเป็นผู้บังคับแดนให้คุณย้ายมาอยู่ป้อม ห้ามเข้าคุกห้ามติดต่อ น.ช.เบียบ ซึ่งเป็นนางเอกลิเกเป็นน้องและเมียสุดที่รักของคุณ สั่งขังคุก ๑๕วัน ตัดเงินเดือน ๑0% ๑ปี พัศดีฉิมมีความเศร้าที่จะต้องจากยอดรักยอดสวาทของพัศดีแต่ก็ได้กวาดเงินและสิ่งของมาให้ใช้อยู่เสมอ ตั้งเเต่นั้นพัศดีกินเเต่เหล้าขนาดหนัก เพราะห่างนางระเบียบเมียสุดที่รักท่าน

คืนหนึ่งพัศดีฉิมอยู่ยามเฝ้าเข้างานเวลา ๒๔.00น. ออก ๓.00น ขนเอาไก่ หมู เหล้าขึ้นไปกินบนป้อมเมาเเล้วเมาอีกเวลา ๒.00 น. พัศดีปวดปัสสาวะไม่ได้ลงมาปัสสาวะข้างล่างแก้ผ้ายืนปัสสาวะบนป้อมน้ำปัสสาวะมาถูกสายไฟซึ่งเป้นไฟแรงสูงทางเรือนจำมีเอาไว้สำหรับป้องกันนักโทษหนีคุก กระแสไฟวิ่งกลับตามกระเเสน้ำปัสสาวะเข้าสู่ลำกล้องพัศดีฉิมขาดใจตายบนป้อมร่างกายดำเป็นตอตะโก ยามผลัดที่สองมาเปลี่ยนจึงพบพัศดีฉิมนอนตายอยู่ในลักษณะเปลือยกายกางเกงกองอยู่ที่เท้าเปลือยครึ่งท่อนญาติพี่น้องจัดการทำศพตามประเพณี

หลังจากพัศดีฉิมตายได้ ๕ วัน เกิดเหตอันไม่น่าจะเกิดป้อมที่พัศดีฉิมอยู่มีนายพล โพธิ์ทอง ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานชั้นผู้คุมตรีในคืนนั้นมีเรื่องร้ายเกิดที่ป้อมเวลา ๒.00 น. ยามดึกสงัดเดือนมืดระหว่างนี้เป็นระหว่างที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขันอยู่ระหว่างสงครามลมหนาวพัดต้องต้นไม้ พอใบไหว เสียงสุนัขวัดบางแพรกหอนเสียงสั้นเสียงยาว สุนัขหอนรับช่วงต่อกันเป็นสัญญาณว่าจะมีเหตุร้ายถึงตาย เสียงเห่าหอนของสุนัขทำให้อารมณ์ของนายพลนึกถึงผี มองไปที่วัดบางแพรกเห็นต้นโพธิ์อยู่ข้างป่าช้าดำตะคุ่มๆ ที่เชิงตะกอนที่เขาเผาผี ไฟยังไม่ดับมีถ่านไฟเหลือบ้างเล็กน้อยจวนจะมอดดับหมดเเล้ว

ประตูบนป้อมถูกใส่กุญแจจะเปิดก็ต่อเมื่อมียามมาเปลี่ยน ในความมืดได้ยินเสียงเหมือนคนหอบฮักๆ เหมือนคนเหนื่อยอ่อน ประตูป้อมปิดอยู่สงสัยมีใครมาหลบอยู่ใต้ถุนป้อม และเสียงหอบยังไม่ทันขาดหายก็ได้กลิ่นผี พร้อมกันนี้เห็นหัวคนดำๆ โผล่ออกมาจากประตูป้อม ”หมู่เสน่ห์หรือใคร” นายพลเรียกไม่ได้ยินเสียงขานรับ พอดีหัวคนโผล่พ้นประตูเห็นใบหน้าลางๆใบหน้าดำเป็นตอตะโก ใจนึกตะโกนร้องเรียกดังๆ ว่า ช่วยด้วย ช่วยด้วย แต่ไม่มีเสียงออกจากลำคอเท่านั้นเอง เห็นโผล่เต็มตัวตรงมาจับนายพล และเอามือแก้กางเกงจับให้นอนมือมั่นถูกตัวนายพลมือเย็นเฉียบ นายพลก็ร้องตะโกนดิ้นรนจะกระโดดให้ออกห่างจากร่างคนหน้าดำ แต่ดิ้นรนและกระโดดไม่ออกคนหน้าดำนั้นเเก้ผ้า

นายพลจับกางเกงไม่ให้แก้คนหน้าดำจับนายพลคว่ำแล้วเอาเจ้า โลกแหย่มาที่ทวารนายพลตกใจกลัวตะโกนร้องสุดเสียงแต่ไม่ออกจากลำคอ พ่อเเม่เคยบอกไว้ถ้าถูกผีหลอกให้นึกถึงคุณพระรัตนตรัย นายพลก็นึกถึง นะโมพุทธายะ ก็ดิ้นรนกลับหลังมาอยู่ข้างหน้า และก็ตะโกนร้องอีกว่า ช่วยด้วย ช่วยด้วย ร้องครั้งหลังนี้ได้ผลได้ยินเสียงร้องเท้าดังอยู่ใต้ถุนป้อมสักประเดี๋ยวได้ยินเสียงป้อมเปิดเห็นคนโผล่หน้ามาอีกถามนายพลว่าเกิดอะไร

นายพลก็ตรงมาหาบอกว่ามาเปลี่ยนยามหรือ ก็พอดีสัญญาณไฟเปิดเห็นนายพลกำลังนุ่งผ้า พอเห็นยามที่มาผลัดเปลี่ยนก็บอกว่าช่วยด้วยๆ ยามเห็นผิดสังเกตร้องเรียกอะไรที่ให้ช่วยด้วยให้ยามพาผมไปตึกบัญชาการ นายพลยังไม่กล้าลงเพราะกลัวผี นายสวัสดิ์จึงร้องเรียกสายตรวจช่วยพาตัวนายพลลงจากป้อม นายพลเดินมากับสายตรวจเดินมา กว่าจะถึงตึกบัญชาการ นายพลเเย่งเดินขึ้นหน้าหมู่เสน่ห์เห็นกิริยารุกรี้รุกรนแปลกใจจึงถามว่าเป็นอะไรหน้าซีดตกใจอะไรมา

นายพลไม่กล้าบอกจนมาถึงตึกบัญชาการมีเจ้าพนักงานหลายคนมานั่งฟังนายพลเล่าเหตุการณ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว วันรุ่งขึ้นนายพลก็มาบอกท่านผู้บัญชาการขอย้ายไปอยู่ที่อื่นอ้างเหตุผลนาๆ ประการผู้บัญชาการก็จะจัดการย้ายให้ตามคำขอ อีก๒ วัน ต่อมานายวิเชียรมาอยู่เวรป้อมดังกล่าวกว่าจะมาอยู่ยามได้ ท่านผู้บัญชาการต้องอธิบายให้ฟังว่าผีสางที่ไหนไม่มีที่นายพลถูกหลอกนั้นเป็นเพราะอุปทานนายวิเชียรจึงมาอยู่ นายวิเชียรก็มั่นใจว่าเขาเคยบวชเป็นพระมาเเล้วไม่เคยนึกกลัวผี เห็นผีหลอกนายพลจนจับไข้หัวโกร๋นก็รู้สึกกลัวเล็กน้อย

ดังนั้นนายวิเชียรจึงอยู่เวรและได้กลิ่นผีและได้ยินเสียงคนหอบฮักๆ โผล่หัวขึ้นมาดำๆ แบบลักษณะเดียวกับนายพลเคยเห็น ซึ่งนายวิเชียรเคยได้รับการบอกเล่าจากตัวนายพลเอง นายวิเชียรเห็นหัวโผล่ขึ้นมาซึ่งทั้งที่ไม่ได้เปิดประตูป้อมไว้ ก็รู้เเน่ว่าเป็นผีความตกใจกลัวไม่อยู่รอช้ากระโดดจากป้อม ไม่นึกคิดว่าป้อมจะสูงต่ำแค่ไหน ป้อมกับพื้นดินห่างกันราว ๖เมตรพอนายวิเชียรกระโดดลงมาเดชะบุญเอาด้านหลังลง ถ้าเอาหัวลงละก็เสร็จแน่เมื่อกระโดดลงมาเเล้วยังร้องตะโกนว่าช่วยด้วย ผีหลอกวิ่งหายเข้าไปในประตูบ้านของนางละมุน ซึ่งเขากำลังเคี่ยวน้ำตาลตะโนดอยู่

นายวิเชียรเห็นเเสงไฟที่เตายังไม่ทันถึงก็ล้มลุกคลุกคลานมีเลือดที่หัวไหลโทรม เมื่อนายวิเชียรล้มก็ร้องตะโกนให้คนช่วย ชาวบ้านและเจ้าพนักงานทั้งตำรวจและผู้คุมก็มาตามที่เสียงนายวิเชียรร้อง เห็นนอนหงายล้มคว่ำ แล้วก็ลุกขึ้นวิ่งต่อไปชนราวผ้านุ้งที่เขาเอาลวดขึงไว้กันต้นเสาหงายท้องผลึ่ง ตื่นขึ้นมาบ้างก็เอาไฟฉายบ้างก็จุดใต้ส่อง นายพลเห็นไฟหลายดวงมีแสงสว่างพอที่จะทำให้นายพลหายจากกลัวผี แถวนั้นเป็นบ้านพักผู้คุมและตำรวจมีนายสวัสดิ์ โพธินาค ซึ่งเป็นผู้คุมอยู่เรือนจำเดียวกันจำได้ว่าเป็นนายวิเชียร สภาพของนายวิเชียรเวลานี้ เครื่องแบบขาดรุ่งริ่งใบหน้าซีดเผือด ดวงตาสอดไปสอดมาส่อให้เห็นถึงความขี้ขลาด

นายวิเชียรไม่พูดทำท่าหอบฮักๆ แล้วชี้มือไปที่ป้อม ปากก็ร้องแฮ่ แฮ่ๆ นายสวัสดิ์จึงซักว่าอะไร นายวิเชียรกล่าวบอกว่า ผีหลอก….แก้ผ้าจะเล่นถั่วดำ เขากลัวจึงวิ่งหนีสุดแรงเกิด ทุกคนในที่นั้นต่างก็เห็นใจเพราะผีหลอกใครๆ ก็กลัว นายสวัสดิ์ก็พานายพลไปรายงานให้ท่านผู้บัญชาการทราบ เพราะนายวิเชียรละทิ้งหน้าที่ยามป้อมอาจจะไม่เป็นการปลอดภัยเดี๋ยวมีนักโทษหนีจะลำบาก ท่านผู้บัญชาการพูดว่า ผีเผอที่ไหนจะมาหลอกนอกจากว่าตาฝาด ตาลายไปเท่านั้นเอง ท่านผู้บัญชาการก็สั่งให้นายสวัสดิ์ไปหาพัศดีเวรประจำการ พัศดีทุย พยัคฆาต เป็นเวรผู้ใหญ่ในคืนนี้นายสวัสดิ์มารายงานแล้ว ท่านพัศดีอุทัยก็จัดให้นายสนุ่นเนื่องนิยมไปอยู่ยามแทน นายสนุ่นบอกว่าป้อมนี้เขาไม่ขออยู่จะไล่ออกก็ยอม

ป้อมผีดุนี้ เป็นป้อมที่ทางฝ่ายเรือนจำปิดตายเพราะผีป้อมนี้ดุจริงๆ จะแหกตากินตับ เอาลิ้นเลียหน้า 2 ขาเกี่ยวที่กิ่งโพธิ์โยนตัวไปมา เป็นอยู่เช่นนี้แทบทุกคืนชาวบ้านถิ่นแถวนั้นค่ำลงแล้วต่างก็ปิดประตูนอน มหรสพที่วัดสนุกแสนสนุกไม่กล้าไปเที่ยวคนเดียวต้องอาศัยเพื่อนฝูงหลายๆคน แม้กระนั้นก็ยังไม่วายถูกหลอกวิ่งหนีกันหูตูบอยู่เสมอ

ส่วนนายวิเชียร ไปชำระบาดแผลนอนพักผ่อนอารมณ์ที่ร.พ.
อุปาธานหวาดเเว่วทำให้สติของนายวิเชียร ป้ำๆ เป๋อๆ ทุกวันนี้นายวิเชียรออกจากราชการแล้ว ตกกุ้ง ตกปลา หาเลี้ยงชีพพออยู่รอด ข้าพเจ้าเคยพบหลังจากที่ข้าพเจ้ามีความอิสระแล้วก็ได้ร่วมวงกินกาแฟคุยกันถึงเรื่องความหลังต่างหัวเราะชอบใจถึงเรื่องที่ผ่านมาเเล้วในอดีต

ตอนต่อจากนี้ ผีหลอกพัสดีอุทัย พยัคฆาต เป็นเรื่องจริงโปรดติดตาม

สำหรับตอนนี้ขอมอบ◎พระคาถาหัวใจเปรต◎

ภาวนาแล้วจุดบุหรี่พร้อมพ่นควันออกมาแล้วเปล่งเสียงให้ดังว่า

”ทุ สะ นะ โส”

พระคาถานี้มีอานุภาพทำให้ผีสางทุกชนิดเมื่อได้ยินแล้วเเก้วหูจะแตกไพฑูรย์เคยใช้เมื่อครั้งหลบคดีเข้าในป่าลึกเเล้วพบเจอกับผีกองกอยซึ่งอยู่ในตระกูลผีดิบอานุภาพพระคาถาก็ยังทำให้เเก้วหูเเตกได้การภาวนาหากไม่มีบุหรี่ก็ท่องออกมาดังๆช้าๆชัดๆ

ผีสมัยในยุคที่ไม่มีไฟฟ้าใช้นั้นแอดมินว่ากลั่นจริงดุจริงบวกกับความวังเวงวิเวกตอนกลางคืนนั้นหลายท่านที่เกิดในยุคสมัยนั้นซึ่งทั้งประชากรน้อยและบ้านเรือนไม่เยอะเหมือนสมัยนี้คงนึกภาพออกนะครับว่าจะน่ากลัวขนาดไหน

ใส่ความเห็น