◎สิงโตหินผจญนรกเกาะตะรุเตาตอนจบ◎

◎นรกเกาะตะรุเตาตอนจบ◎

หลังจากที่ไพฑูรย์ถูกย้ายไปยังคุกเกาะตะรุเตาเเละได้ไปมีเรื่องกับขาใหญ่ชื่อว่าเสือมิหลำและได้เผชิญหน้ากันจนมีปากเสียงไพฑูรย์ได้ชกหน้าเสือมิหลำซึ่งเป็นขาใหญ่คุกตะรุเตามานานจนสลบเหมือด

มิหลำเสียหน้าเพราะตั้งเเต่เป็นขาใหญ่บนเกาะตะรุเตาไม่เคยมีใครมาแตะต้อง แต่คราวนี้ถูกไพฑูรย์ต่อยเปรี้ยงเดียวหมอบ เมื่อพักฟื้นจนประสาทกลับเข้าที่แล้วจึงให้ลูกกะโล่มาพบกับไพฑูรย์

”พี่มิหลำให้มาบอกมึงว่า วันพุธหน้าเมื่อออกไปทำงานนอกเรือนจำ ให้มึงตามคนที่จะมาพามึงไปต่อสู้กับพี่มิหลำให้ถึงตายกันไปข้างหนึ่ง”

”ไปบอกลูกพี่ของมึงว่าอย่างไรก็ไหมพรื่อ.. กูสิงโตหินสำเนียงทองแดงได้”

วันพุธเป็นวันที่นักโทษเข้าเวรเพื่อออกไปตัดไม้ในป่ามาเป็นฟืนในโรงครัว และปรับพื้นที่สำหรับเพาะปลูกผักสวนครัว ขณะเมื่อพักกลางวัน มิหลำให้ลูกกะโล่มาตามไพฑูรย์ไปพบ ไพฑูรย์กินว่านที่แอบนำติดตัวมาไว้ก่อน ตัวเห่อหนาด้วยฤทธิ์แห่งว่าน
เมื่อเปชิญหน้ากัน มิหลำโยนมีดประแดะให้ไพฑูรย์หนึ่งเล่ม ร้องสำทับว่า

”ไอ้ฑูรย์วันนี้กูระวังตัวพร้อม วันก่อนมึงเล่นทีเผลอ วันนี้มึงจะเห็นฝีมือกูว่าสลัดดำอย่างกูน่ะไม่ใช่เก่งแต่ในน้ำ”

ไพฑูรย์ก้มลงหยิบมีดมากระชับในมือ ส่วนมิหลำกระชากลูกขวานคู่ที่เสียบไว้ที่เอวออกมาควงสลับไปมาสองมือ พวกลูกะโล่ตบมือ กระทืบเท้า เป่าปากครบเครื่อง มิหลำพุ่งเข้าหาไพฑูรย์ ใช้ลูกขวานฟันสลับซ้ายขวา ไพฑูรย์ถอยไปข้างหลัง แบะเบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวาหลบคมลูกขวานไปได้ทุกครั้ง

จนที่สุดก็เป็นฝ่ายรุกกลับ มีดประแดะตวัดเบิกทางซ้ายขวา อาศัยช่องว่างของลูกขวาน ปลายมีดที่แทงตรงเป็นเพลงสุดท้ายเข้าที่ลิ้นปี่ดังบึ้ก มิหลำเซถอยหลัง ไพฑูรย์เล่าว่า

”มีดที่แทงเข้าที่ลิ้นปี่ของมิหลำเหมือนแทงก้อนยางตันๆ กระเด้งออกมา แสดงว่ามิหลำมีความคงกระพันมิใช่เล่น”

มิหลำรุกกลับด้วยลูกขวาน เล่นเอาไพฑูรย์ถอยกลับมา และเเล้วในที่สุดลูกขวานในมือของมิหลำก็ฟันผ่านการรับด้วยมีดประแดะของไพฑูรย์เข้าที่ทัดดอกไม้ คมขวานตัดเส้นผมขาดกระจุย แต่ไม่อาจทำอันตรายต่อเนื้อหนังของไพฑูรย์ได้ ต่างฝ่ายต่างถอยฉากออกมาคุมเชิงกันอีกครั้ง

ไพฑูรย์กับเสือมิหลำถอยออกจากัน ไพฑูรย์เพิ่งรู้ว่าเสือมิหลำก็กินว่านเหมือนกัน

เสือมิหลำยกขวานขึ้นชี้หน้าไพฑูรย์ คำรามลั่น

”ไอ้สิงโตหิน มึงก็หนังดีเหมือนกัน มึงกล้าสู้กับกูมือเปล่าๆหรือไม่ล่ะ”
ไพฑูรย์เล่าว่า เสือมิหลำถือว่ารูปร่างใหญ่ขนาดบังเขามิด จึงจะอาศัยความแข็งเเรงของร่างกายเล่นงานให้จอด ไพฑูรย์จึงร้องตอบไปทันที

”ไม่เกี่ยวหรอกไอ้มิหลำ กูไม่ใช่ไอ้หน้าตัวเมีย ปล้นฆ่าเอาทรัพย์เขามาแล้วยังข่มขืนเจ้าทรัพย์อีก มาเลยเข้ามา”

ไพฑูรย์บอกว่าที่กล้าสู้เพราะก่อนที่จะมาเป็นทหารพระธรรมนูญ เขาเคยเรียนวิชาการต่อสู่ทั้งมวยไทย ยูโด และคาราเต้มาแล้ว

เสือมิหลำโยนขวานคู่มือให้ลูกน้องคนสนิทถือไว้ ส่วนไพฑูรย์โยนมีดประแดะคืนให้กับลูกน้องของเสือมิหลำ

”พวกมึงอยู่เฉยๆ แม้กูจะพลาดท่า อย่าให้ไอ้ไพฑูรย์ไปพูดได้ว่าพวกเราหมาหมู่” เสือมิหลำร้องบอกลูกน้อง

ไพฑูรย์ยังไม่ทันระวังตัว เสือมิหลำใช้เท้าถีบยอด อกจนเขาเสียหลักแล้วตามเข้ามายกเท้ากระทืบซ้ำ ไพฑูรย์ยกมือสองข้างรับฝ่าเท้าเสือมิหลำเอาไว้ แล้วผลักขึ้นไปทันที เสือมิหลำเท้าลอยขึ้นจากพื้นหงายหลังตึง ไพฑูรย์ดีดตัวลุกขึ้นยืนมองดูเสือมิหลำที่รีบลุกขึ้นแสดงท่าทีฮึดฮัด

เสือมิหลำใช้เเรงที่เหนือกว่าและเพลงมวยวัดเข้าใส่ไพฑูรย์ แต่ถูกสกัดด้วยแม่ไม้มวยไม้หลายดอกจนหน้าปูด ตาตี่ ไพฑูรย์เตะสกัดแต่ไม่อาจต้านแรงโถมเข้าใส่ของเสือมิหลำ จึงถูกเสือมิหลำพุ่งรวบเอวดันหงายหลังลงนอนกับดิน มีร่างของเสือมิหลำทับอยู่ข้างบน เสือมิหลำตัวใหญ่กว่าสองมือเค้นคอไพฑูรย์ที่พยายามเอามือสองข้างแกะแต่ไม่สำเร็จ

ไพฑูรย์เล่าว่า แรงบีบของเสือมิหลำทำให้หายใจไม่สะดวก หน้าชักจะมืด มือสองข้างชักอ่อนล้าแต่ยังไม่หมดเเรง ไพฑูรย์เเสร้งหลับตาแล้วปรือเปลือกตาขึ้นมองดูหน้าเสือมิหลำ เหมือนคนใกล้ตาย

ทันใดมือขวาที่ตกข้างตัวก็ยกขึ้นทำสัญลักษณ์ตัววี ที่เป็นเครื่องหมายัยชนะ เกร็งนิ้วชี้กับนิ้วกลางให้แข็งแล้วกางออกให้พอดีกับนัยน์ตาสองข้างของเสือมิหลำ ทิ่มปลายนิ้วเข้าที่นัยน์ตาเสือมิหลำสุดเเรง

”โอ๊ย…ย”

เสือมิหลำแหกปากร้องโหยหวน มือสองข้างที่เค้นคอไพฑูรย์คลายออก ยกขึ้นกุมลูกนัยน์ตาสองข้างของตัวเอง ไพฑูรย์ผงกตัวขึ้น เอามือสองข้างผลักหน้าอกเสือมิหลำหงายหลังลงไปนอนดิ้น ก้มลงไปถามอาการของเสือมิหลำ

”มิหลำ ๆ เป็นไงบ้าง มีเปลือกตารับอยู่ไม่เข้าไปถึงแก้วตาหรอก ไม่กี่วันก็หาย หากกูไม่ทำอย่างนี้มึงก็หักคอกู หากกูซ้ำเติมมึงเพียงเอาเท้ากระทืบลงไปที่กระเดือก หรือที่ท้องน้อยมึงตายแน่แต่กูไม่ทำ เพราะในแดนนรกแบบนี้เพื่อนหายาก ถ้าไม่รังเกียจ เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ”

เสือมิหลำพยักหน้า ไพฑูรย์ประคองให้ลุกขึ้น เสือมิหลำเอามือออกจากใบหน้า ลืมตาขึ้น เป็นดังที่ไพฑูรย์คาด นัยน์ตาด้านในแดงช้ำมีเส้นเลือดที่ตาขวาเหมือนคนเป็นตาแดงเสือมิหลำยื่นมือมาสัมผัสมือของไพฑูรย์ก่อนที่จะให้ลูกน้องช่วยกันพยุงออกไปห้องพยาบาล

ไพฑูรย์เรียกเสือมิหลำว่า ”พี่หลำ” ด้วยเสือมิหลำอายุมากกว่าถึง 10ปี

ชีวิตบนเกาะตะรุเตามันคือนรก มีนักโทษป่วยด้วยไข้ป่าตายทุกเดือน ส่วนคนที่ไปถูกตะรังตังช้างไพฑูรย์บอกว่าน่าทุเรศเป็นที่
สุดมื่อถูกใหม่ๆ ผิวหนังจะพองบวมเป่ง ปวดเเสบปวดร้อน ยิ่งเกายิ่งลาม ผมหนังเป็นหนองเเละกลายเป็นเนื้อตาย แผลเน่าเฟะเหมือนถูกหนอนไช อาการเจ็บปวดทวีมากขึ้น เนื้อตัวเหมือนคนเป็นฝีดาษ อ้าปากไม่ได้ต้องเอาน้ำหยอด จนหมดลมหายใจ ก่อนใจจะขาดอาเจียนเอาน้ำเลือดน้ำหนองเน่าข้างในออกมาส่งกลิ่นฟุ้งจนอวกแตกอ้วกแตน

การเข้าป่าจึงต้องระมัดระวังตะรังช้างให้ดี ส่วนอันตรายอีกอย่างคือ ”บองหลา” บองเหลาเป็นภาษาภาคใต้ หมายถึง ”งูจงอาง” ปกติแล้วงูจงอางกับคนจะต่างคนต่างอยู่ เเต่ถ้าถึงฤดูผสมพันธุ์ละก็ มันจะดุร้ายทั้งตัวผู้และตัวเมีย ใครเผลอเข้าไปในอาณาเขตที่พวกมันผสมพันธุ์ละก็ หากเซ่อซ่ามีหวังถึงตาย มันจะไล่ล่าแบบว่าไม่ยอมปล่อยทีเดียว

ไพฑูรย์เล่าว่า เวลามันเลื้อยไล่เร็วมาก และเมื่อเข้าใกล้พอจะฉกได้เเล้ว มันจะยึดตัวขึ้นเหลือท่อนหางต่ำจากสะดือเท่านั้นที่อยู่บนพื้น ลำตัวส่วนบนและหัวที่แผ่แม่เบี้ยชูขึ้นไปในอากาศแล้วฉกกัดด้วยการทิ้งส่วนหัวกับลำตัวไปตามยาว ส่วนมากกัดที่ต้นคอ หัวไหล่ และหลัง

พิษงูจงอางเเรงเท่ากับพิษงูเห่า แต่เนื่องจากขนาดบาดแผลที่ใหญ่กว่า พิษที่ถูกฉีดออกมาจากเขี้ยวพิษจึงเท่ากับการถูกงูเห่ากัดพร้อมๆกันถึง 5ตัว เซรุ่มแก้พิษงูมีอยู่พร้อม แต่มักจะหมดอายุเพราะการเก็บรักษาไม่ดี ถ้าใครถูกกัดตอนที่เซรุ่มหมดอายุ ก็หมายถึงต้องนอนรอความตาย อีกชนิดหนึ่งคืองูทะเล พวกงูกะปะที่อยู่บนบกได้เป็นระยะๆไปทำงานใกล้ทะเลต้องระวัง เพราะไม่มีเซรุ่มแก้พิษงูทะเลแม้เเต่ชนิดเดียว ถูกกัดเเล้วตายสถานเดียวเท่านั้น

หมูป่าก็ดุร้าย มันพร้อมขวิดผู้บุกรุกด้วยเขี้ยวตันๆ ตั้งเเต่ไพฑูรย์ไปอยู่ที่ตะรุเตาได้เห็นแพทย์ผ่าตัดยัดไส้ของนักโทษที่เข้าไปนั้งถ่ายในที่ที่เป็นอาณาเขตของหมูป่า ถูกมันขวิดเข้าที่ชายโครงอ่อนจนไส้ทะลักต้องเอาผ้าขาวม้าพันไส้ไว้ไม่ให้ถูกลม แล้วหามมาหาหมอ รายนั้นรอดแต่ก็นอนโคม่าอยู่นาน

ชีวิตในตะรุเตาจึงเป็นชีวิตที่ลอมรอบด้วยอันตราย ทั้งจากมนุษย์ สัตว์ป่า งูบกและงูทะเล ตะรังตังช้าง และไข้ป่า ศพเเล้วศพเล่าที่ถูกฝังลงในป่าช้า ไม่ได้กลับไปเห็นหน้าลูกเมีย พ่อเเม่พี่น้อง มันคือแดนนรกที่รัฐบาลท่านจอมพล ป. เตรียมไว้สำหรับพวกนักการเมือง ส.ส. ปากกล้า นักวิชาการหัวหมอ นักเรียนนอกที่ปฏิกิริยาต่อต้านรัฐบาล แม้เเต่อดีตเสรีไทยบางคนก็เคยเป็นศิษย์เก่าตะรุเตามาเเล้ว ใครก็ตามถูกส่งไปตะรุเตา หมายถึงว่าให้สั่งลาลูกเมียได้เลย เพราะโอกาสได้กลับมานั้นยากเต็มทน

วันหนึ่ง เสือมิหลำมาพบกับไพฑูรย์แล้วกระซิบให้ฟังว่า หัวหน้าผู้คุมมาบอกว่าเสือมิหลำเป็นโจรสลัดเก่า จะสนับสนุนหาเรือและอาวุธมาให้เพื่อออกไปปล้นเรือสินค้าและเรือโดยสารที่ผ่านไปมาในบริเวณนี้ แล้วก็กลับเข้ามาที่ตะรุเตา ทรัพย์สินที่ได้แบ่งกันเป็นส่วนๆ และเรื่องนี้จะปิดเป็นความลับไม่ให้ผู้บัญชาการเรือนจำได้ระเเคะระคาย พ้นโทษแล้วจะได้มีกินมีใช้สบายอุรา หากไพฑูรย์จะร่วมด้วยก็ไปด้วยกัน

ไพฑูรย์ขอร้องว่าหากปล้นได้ทรัพย์สินเเล้วขออย่าได้ทำร้าย ข่มขืนหรือฆ่าเจ้าทรัพย์ เสือมิหลำรับปากเรื่องข่มขืน แต่เรื่องฆ่าเขาไม่รับปากเพราะหากไม่ฆ่าปิดปาก ไม่นานสลัดปล้นเรือจากเกาะตะรุเตาก็จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป จะต้องถูกเพิ่มโทษฐานกระทำการเป็นโจรสลัดมีโทษถึงประหารชีวิต

เสือมิหลำบอกกับไพฑูรย์ว่า

”น้องสิงโตหินไม่เต็มใจก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้เก็บไว้เป็นความลับ หากน้องยังรักและเคารพพี่มิหลำอยู่”

”พี่มิหลำไม่ต้องเป็นห่วง แม้น้องจะมิได้เข้าร่วมด้วย แต่น้องจะเก็บความลับนี้ไว้กับตัว ให้มันตายไปพร้อมกับตัวน้องเอง ขอพี่มิหลำสบายใจได้”

เสือมิหลำเล่าว่า เรือที่ใช้เป็นเรือของพี่ชายหัวหน้าผู้คุม ชื่อเสือปาน รู้จักกับเสือมิหลำ ด้วยเป็นศิษย์สำนักหลวงพ่อทอง วันดอนสะท้อน ด้วยกัน ด้วยเหตุนี้เมื่อเรือสลัดออกเดินทางเเล้วจะกลับมือเปล่าเป็นไม่มี มากน้อยต้องมีติดมือทุกครั้ง

เรือสลัดพรางเป็นเรืออวนประมงจับปลาอยู่ในทะเล เมือเรือบรรทุกสินค้าเข้ามาในระยะใกล้โดยไม่ระวังตัว จึงชักธงสัญญาณสีดำเป็นรูปปะโหลกวางอยู่บนกระดูกไขว้ แล่นเข้าเทียบข้างเรือโยนตะขอเกี่ยวกราบเรือ ปีนขึ้นไปยิงคนบนเรือทิ้งทั้งหมด เอาศพโยนลงทะเล เก็บทรพสินย์สินมีค่า ลากเรือสินค้าไปซ่อนในที่ลับนอกเส้นทางเดินเรือ ก่อนส่งเรือเล็กทยอยขนสินค้านำไปขายอีกทอดหนึ่ง(การปล้นเรือสินค้าในน่านน้ำนอกเกาะตะรุเตาเป็นอย่างไร นางปองพล อดิเรกสาร ได้เขียนเป็นอาชญานิยายไว้เเล้ว หาอ่านได้ตามร้านขายหนังสือชื่อดังทั่วไป)

เรือสินค้า โดยสารหลายสัญชาติหายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยเฉพาะเรือสินค้าสัญชาติอังกฤษที่เดินเรือขนส่งสินค้าในย่านแหลมมลายูได้รับผลกระทบโดยตรง จนทูตอังกฤษเข้ายื่นหนังสือต่อรัฐบาลไทย ให้เร่งการเรื่องปราบปรามโจรสลัดโดยด่วน หาไม่เเล้วจะส่งกองเรือรบมาปราบปรามเอง โดยเฉพาะแถบน่านน้ำหน้าเกาะตะรุเตานั้น น่าสงสัยว่าจะเป็นที่หลบซ่อนของพวกโจรสลัดจอมพล ป. จึงสั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อกำหนดแผนปราบปรามต่อไป

ผู้บัญชาการเรือนจำตะรุเตาเรียกผู้ต้องขังทุกคนมาประชุมเพื่อช่วยกันจับตาดูว่ามีโจรสลัดมาซุ่มอยู่บ้างหรือไม่ โดยมีหัวหน้าผู้คุมเป็นผู้น้อมรับบัญชาการของผู้บัญชาการเรือนจำ

ไพฑูรย์บอกว่าครั้งนั้นได้เห็นการแสดงละครของหัวหน้าผู้คุมแล้วเเทบจะร้องไห้ซาบซึ่งไปกับบทบาทของเเต่ละคน ก็โจรสลัดมันก็นักโทษบนเกาะนี่แหละ! คนนอกที่ไหนกัน?…

ท่านผู้อ่านที่เคารพ นักโทษการเมือง หรือนักโทษคดีอุกฉกรรจ์รายใดก็ตาม ต้องคำพิพากษาถึงศาลฏีกาแล้วถูกส่งไปยังเรือนจำบนเกาะตะรุเตา ก็เท่ากับต้องโทษประหาร โอกาสจะกลับมาหาลูกเมียอีกครั้งแทบจะไม่มี

นอกจากสัตว์ป่า อสรพิษ และไข้ป่า ก็ยังมีเจ้าเกาะเจ้าป่าที่ลงโทษพวกไม่มีสัมมาคารวะ ความโหดร้ายทารุณของสภาพธรรมชาติ ความอ้างว้างโดดเดี่ยวเหมือนกับอยู่เพียงลำพังในโลก ไร้ญาติขาดมิตร อยู่คลองเปรม อยู่บางขวาง ก็ยังเห็นหน้าญาติมาเยี่ยม แต่อยู่เกาะตะรุเตาไม่มีใครมาเยี่ยมได้

ผู้บัญชาการเรือนจำ พัศดี ผู้คุม ล้วนเป็นผู้ที่ทางราชการส่งให้มาทำหน้าที่ที่นี่ เพื่อชดใช้ทำผิดที่กระทำ ทุกชีวิตจึงอยู่กันแบบหมดอาลัยตายอยาก ยาสูบเป็นของหายาก ยิ่งสบู่ด้วยเเล้วอัตคัดมากๆ

ไพฑูรย์บอกว่าอันตรายอีกอย่างหนึ่งคือ ”ต่อหลุม” ที่นี่มีอยู่หลายแห่ง เมื่อพบมันที่ใดก็จะช่วยกันทำลายด้วยการสุมไฟที่ปากโพรง เอาควันรมเข้าไปด้านในเพื่อให้มันตาย

เสือมิหลำพยายามชักชวนให้ไพฑูรย์ไปปล้นด้วยเพื่อจะได้รับส่วนเเบ่ง หากพ้นโทษแล้วจะได้มีเงินติดตัว แต่ดังที่ได้เล่ามาเเล้วว่าไพฑูรย์ปฏิเสธเพราะไม่ต้องการปล้นฆ่าเด็ก ผู้หญิงและคนที่ไม่มีทางสู้

ไพฑูรย์เล่าว่า การปล้นของโจรสลัดนั้น มีกฏอยู่ว่าจะปล่อยให้มีผู้รอดชีวิตไปเป็นพยานไม่ได้แม้เเต่เด็กก็ต้องฆ่าทิ้ง เรือหากจมได้ก็จมทิ้ง ถ้าจมไม่ได้ให้ลากไปยังเกาะที่พอจะซ่อนเรือได้ แล้วจุดไฟเผาทำลายหลักฐานทั้งหมด เมื่อไพฑูรย์ปฏิเสธ เสือมิหลำก็ไม่ว่า เพียงขอสัญญาว่าจะไม่เเพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเท่านั้น

การปล้นสะดมเรือสินค้าลือกระฉ่อนไปจนถึงปลายแหลมมลายู บริเวณช่องแคบมะละกา บรรดาบริษัทประกันภัยสัญชาติอังกฤษ เช่น บริษัทลอยด์ ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยจนท่วมหัว จึงร้องเรียนไปยังรัฐบาลอังกฤษ ทางรัฐบาลก็จี้มาที่ผู้สำเร็จราชการที่อยู่ในมลายูให้หาทางป้องกัน ส่วนในประเทศไทย กงสุลอังกฤษเข้าพบจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อขอความร่วมมือในการปราบปรามแต่เสือมิหลำก็มิได้เกรงกลัวเพราะตัวเองเป็นโจรสลัดเก่าย่อมรู้ทางหนีทีไล่ดีกว่าทหารเรือและตำรวจน้ำ

วันหนึ่ง เสือมิหลำมาหาไพฑูรย์ เมื่อพบกันแล้วก็เอ๋ยปากชักชวนให้ไปปล้นด้วยกันอีกครั้ง

”พี่มีข่าวดีจะมาบอก สายสืบได้ข่าวมาว่าอังกฤษจะขนทองคำแท่งจากมลายูไปฮ่องกงเพื่อส่งต่อไปอังกฤษ โดยใช้เรือประมงเพื่อมิให้ผิดสังเกต มีเเต่ทหารคุ้มกันไม่มีพลเรือน หากน้องไปร่วมปล้นก็จะได้ส่วนเเบ่งเป็นทองคำแท่งด้วย”

”ถ้าอย่างนั้นผมขอร่วมด้วย ว่าแต่อาวุธปืนเตรียมพร้อมเเล้วหรือ เเล้วกำหนดจุดปล้นหรือยัง”

”กำหนดเเล้ว ห่างจากเกาะตะรุเตาไปทางเหนือ เรือเราจะทำเป็นกำลังตีอวน พอมันเข้ามาใกล้เราก็เข้าปล้นเลย”

หัวหน้าผู้คุมแอบปล่อยไพฑูรย์กับเสือมิหลำออกจากเรือนจำในตอนค่ำวันเสาร์ เนื่องจากวันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อนไม่มีการออกไปทำงาน และจะตรวจนับกันในเช้าวันจันทร์ การปล้นจะทำระหว่างเช้าวันอาทิตย์ถึงพระอาทิตย์ตกดิน หลังจากนั้นก็เข้าเรือนจำเพื่อตรวจ ทรัพย์สินที่ได้จะนำมาแบ่งเป็นสี่ส่วน หัวหน้าผู้คุมได้คนเดียวหนึ่งในสี่ สามส่วนที่เหลือเป็นของเสือมิหลำ พี่ชายและพรรคพวก

เรือประมงสลัดเเล่นไปลอยลำในจุดที่เรือขนทองจะเดินทางผ่าน พอเพลกว่าๆ เรือประมงสองลำก็เเล่นมาแต่ไกล เสือมิหลำสั่งให้เอาอวนลงทำทีเป้นจับปลา เพื่อให้สมจริง เนื่องจากพวกอังกฤษใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูตลอดเวลา

เรือสองลำเเล่นทิ้งระยะห่างกัน อวนในเรือของเสือมิหลำถูกดึงขึ้นมาเพื่อเตรียมพร้อมเข้าโจมตีเสือมิหลำสั่งเร่งเครื่องพุ่งเข้าโจมตี

เรือลำเเรกที่ลดความเร็วลงคล้ายกับว่าเครื่องยนต์ขัดข้อง ส่วนลำที่สองก็ลดความเร็วลงทำทีคล้ายจะเข้าไปช่วยเหลือ

เรือพุ่งเข้าใกล้ เสือมิหลำ ตะโกนให้ชักธงหัวกะโหลกขึ้น แต่เมื่อมิหลำยกกล้องส่องทางไกลตาเดียวขึ้นส่อง พอเห็นภาพเบื้องหน้าก็ร้องตะโกนลั่นเหมือนจิวยี่เเค้นขงเบ้ง

”ฉิบหายเเล้ว เราติดกับพวกมัน เกลือเป็นหนอน ไอ้สายของพี่ชายกูมันทรยศ”

ภาพที่เห็นคือเรือลำเเรกชักธงไตรรงค์ที่มีรูปช้างเผือกอยู่กลางผืน เป็นเรือประมงปลอมที่กองทัพเรือไทยร่วมมือกับราชนารีอังกฤษ ที่ชักธงยูเนียนแจ๊กขึ้นอยู่ยอดเสา หัวเรือประมงมีปืนกลหนักตั้งจังก้า

”เดินหน้าเต็มตัวทุกคนเตรียมพร้อม สู้ตายโว้ย”

เรือที่ติดธงไตรรงค์มีความเร็วสูงเเล่นสกัดหน้าไว้ ส่วนเรือที่มีธงยูเนียนแจ๊กแล่นกวดจี้ติดด้านหลัง

เสียงเสือมิหลำร้องสั่งงาน ”เบาเครื่อง แล่นไปเรื่อยๆ อย่างสงบ กูจะทำพิธี น้องสิงโตหินช่วยอะไรพี่หน่อย เมื่อพี่จุดไต้ใส่ในกะลาเเล้ว พี่จะภาวนาอาคม น้องก็เอามือขวาทั้งหน้านิ้วหยิบผงดำในกล่องใบนี้โรยลงไปเหนือไฟ อย่าหยุดจนกว่าพี่จะบอก”

เสือมิหลำนำไต้ที่ตัดเป็นท่อน ๆ มาแกะเปลือกเเล้วจุด จากนั้นภาวนาอาคมเสียงดังแข่งกับคลื่นลม ส่วนไพฑูรย์ก็โรยผงสีดำลงไปเหนือเปลวไฟ ควันสีขาวหนาทึบพวยพุ่งขึ้นมาแผ่กว้างออกไปจนมองอะไรไม่เห็น

เสียงเรือแล่นวนไปมารอบๆเรือเสือมิหลำ เสียงทหารเรือไทยร้องตะโกนถามกันเป็นระยะๆ

”ใครมองเห็นพวกมันบ้าง หมอกนี่ก็ดันผ้่ามาเกิดตอนนี้ได้ ดูซิ แดดเปรี้ยงๆกลับมีหมอกลงนี่มันอะไรกันวะ”

ไพฑูรย์โรยผงลงไปไม่ขาดเสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือ ”แล่นวนไปมาเดียวน้ำมันหมดก็กลับฐานไม่ได้หรอก กลับกันเถอะ”

เสียงเรือแล่นไกลออกไป เสือมิหลำยังคงภาวนาต่อจนแน่ใจว่าปลอดภัยจึงเอามือปัดให้ขี้ไต้ดับหมอกควันหายไปต่อหน้าต่อตา ไพฑูรย์จะเอ๋ยถาม เสือมิหลำก็ชิงตอบเสียก่อนว่า

”เขาเรียกว่าวิชาหมอกพรางตา เป็นวิชาที่ถ่านทอดกันระหว่างหัวหน้าโจรสลัดที่จะล้างมือสู่ผู้ที่จะมาสืบทอดการเป็นหัวหน้าโจรแทน แม้น้องอยากได้ พี่ก็ถ่ายทอดให้ไม่ได้ มันผิดกฏของโจรสลัด”

หลังจากถูกกลลวงของอังกฤษ เสือมิหลำก็พักการออกปล้นไปหลายเดือน อังกฤษก็พยายามหลอกล่ออยู่เสมอ ครั้งสุดท้ายที่ไพฑูรย์ได้ยินข่าวคือ เรือสลัดของเสือมิหลำพบจุดจบด้วยปืนเรือจากเรือรบราชนาวีอังกฤษ แม้เเต่ศพก็หาไม่เจอ ลูกเรือที่ถูกจับสารภาพหมดเปลือกว่าเรือสลัดคือเรือที่มีนักโทษจากเกาะเป็นตัวการ

กรมราชทัณฑ์ตั้งคณะสอบสวนมาขึ้นมาควบคุมคดี ผู้บัญชาการเรือนจำถูกย้าย หัวหน้าผู้คุมถูกไล่ออก ศาลฏีกายืนตามคำพิพากษาศาลอุธรณ์ให้จำคุก 10ปี นักโทษที่ออกไปปล้นกับเสือมิหลำถูกเพิ่มโทษคนละ 3ปี

ส่วนไพฑูรย์พยานไม่เอ่ยถึงจึงรอดตัวมาได้ ป่วยเป็นไข้มาลาเรียขึ้นสมอง ถูกนำตัวขึ้นเรือเสบียงไปรักษา นอนไม่ได้สติอยู่ 10วันจึงฟื้น หมอยกย่องให้ไพฑูรย์เป็นยอดทรหด เพราะร้อยละแปดสิบป่วยเป็นมาลาเรียขึ้นสองแล้วมักตาย แต่ไพฑูรย์รอดมาได้ หายเเล้วถูกส่งตัวกลับมาตะรุเตาตามเดิม

หลังจากนั้นมีจดหมายจากเรือนจำบางขวาง โดยอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนใหม่ที่มารับงานแทนพระกล้ากลางสมร ที่ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น ขอตัวไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม กลับมาทำงานที่บางขวางตามเดิม อธิบดีอนุมัติแล้วส่งเรื่องมาให้ทางเรือนจำบนเกาะตะรุเตาเพื่อดำเนินการส่งกลับ

ไพฑูรย์สรุปว่า พระกล้ากลางสมรส่งตัวเขาไปตะรุเตาหวังให้ตาย แต่ดวงสิงโตขึ้นเเข็งจึงรอดมาได้ อีกประการหนึ่งต้องยอมรับว่าโหราศาสตร์เป็นวิชาที่เชื่อถือได้ หากโหราจารย์ศึกษาอย่างเเท้จริง และเป็นผู้ที่มีอำนาจจิตสูง เหมือนยอดโหรแห่งตะรุเตาได้พยากรณ์ว่าเขาจะได้ออกจากตะรุเตากลับไปที่เดิม ก็ได้กลับจริงๆไพฑูรย์กลับมาบางขวาง หนังสือพิมพ์ก็พาดหัวข่าวว่า นักโทษการเมืองพากันหนีออกจากตะรุเตาลอยนวลหนีไปเกาะลังกาวี แม้ฉลามร้ายก็ไม่อาจทำอันตรายได้

สำหรับตอนนี้ขอมอบ◎พระคาถาพญาเต่าเรือน◎

”นาสังสิโม สังสิโมนา สิโมนาสัง โมนาสังสิ”

มีอานุภาพมากสามารถลบเลือนความต่างๆได้ จะภาวนาเป็นมหาลาภก็ได้หากภาวนา ”นาสังสิโม” ไปเรื่อยๆคำว่าอดไม่มี เลยดีเดียว ถ้าประจัญศัตรูให้นั้งเหนือลมเป่าไปเถิด ศัตรูงวยงงเลอะเลือน ภาวนาพ่นลมบุหรี่ก็ได้ฯลฯ

ใส่ความเห็น