◎สิงโตหินผจญนรกเกาะตะรุเตาตอนแรก◎

◎นรกเกาะตะรุเตาตอนแรก◎

ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องามได้เล่าให้ฟังถึงชีวิตส่วนหนึ่งที่ถูกนำไปขังที่เกาะตะรุเตา อธิบดีกรมราชทัณฑ์พระกล้ากลางสมร ให้นำ ไพฑูรย์ไปพบที่ตึกทำการเรือนจำ ชี้หน้าแล้วพูดว่า

”ยังไม่ตายอีกหรือไอ้ไพฑูรย์ไอ้พวกเดนคุกให้ฉายามึงว่าสิงโตหินหรือ แต่กูว่ามึงไม่ใช่สิงโตหรอกเป็นสิงห์กินน้ำข้าวมากกว่ากระมัง”

”แล้วแต่ท่านจะเรียก ก็ในเมื่อโบราณบอกว่าชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร ตอนนี้ผมเป็นโจรก็สุดแล้วเเต่ท่านจะทำ”

ผมปลงตกแล้วแต่เมื่อใดมีโอกาสผมก็จะหนีอีก คุกขังผมไม่ได้นานหรอก

”เสียดายนัก หลวงพ่อเดิมไม่น่ารับมึงไว้เป็นศิษย์เลย มึงก่อกรรมทำเข็ญกับชาวบ้านไว้มากกูเป็นศิษย์หลวงพ่อก่อนมึง แม้ไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้ หลวงพ่อเป็นพระที่มีเมตตาสูงยิ่งนัก”

”ตอนผมไปเป็นศิษย์ผมเป็นคนดี เป็นนายทหารกรมพระธรรมนูญ แต่คนอย่างพวกท่านเป็นขุนนาง เป็นพวกมีบรรดาศักดิ์ นี่แหละที่มีส่วนทำให้ผมเป็นอาชญากร ศพแรกที่ผมยิงตายคามือก็มีบรรดาศักดิ์เป็นขุน แต่มันเป็นขุนเพ็ด ไอ้ขุนปลัดขิกไงล่ะท่าน หากหลวงพ่อไม่สอนวิชาให้ป่านนี้ผมคงเป็นผีด้วยน้ำมือของท่านไปแล้ว”

”ปากดีนัก เฮ้ย…ตบหน้ามันสี่หัน มันจะได้ไม่ขึ้นเสียงกับพญาเงี่ยมฬ่ออ๋องอย่างกูอีก”

การตบสี่หันก็คล้ายกับการซ้อม มีหนึ่งสลบไปจนถึงสี่สลบ คือเตะ ถีบ ทุบตี ให้สลบ จากนั้นเอาน้ำสาดให้รู้สึกตัว ทำจนกว่าจะครบที่สั่งมา วิธีการคือจับให้นั่งตัวตรง ให้ผู้คุมมือหนักๆ ตบหน้าซ้ายทีหนึ่ง ขวาทีหนึ่งเต็มแรง หน้าหันสี่หัน คือถูกตบสี่ที

คุณพระกล้ากลางสมรหัวเราะชอบใจ ตะโกนลั่นห้อง

”กูมีข่าวดีมาบอกมึงไอ้ ไพฑูรย์ กูขอให้ทางการส่งมึงไปตะรุเตา คราวนี้มึงจะหนีไปทางไหนได้ มีเเต่ทะเลล้อมรอบ ฉลามก็ชุม แผ่นดินที่อยู่ใกล้ที่สุดก็โน่น เกาะลังกาวีของมลายูโน่น กว่ามึงจะไปถึงก็ตะคริวกินจมน้ำตาย หรือไม่ก็ถูกฉลามคาบไปกิน กูขออวยพรให้มึงตายอยู่ที่นั้น อย่าได้กลับมาที่นี่เลย”

”ขอบคุณท่านอธิบดี ผมเป็นโจร ท่านจะทำอะไรก็ได้เป็นสิทธิ์ของท่าน สำหรับผม ผมทำตามที่หลวงพ่อเดิมได้สั่งสอนและให้ดื่นน้ำสาบานว่าจะไม่คิดฆ่าศิษย์สำนักเดียวกัน หลายหนที่ท่านพลาดท่าแต่ผมไม่เคยคิดฆ่าท่าน แต่ท่านหากมีโอกาสก็คิดฆ่าผมอยู่เสมอ ท่านไม่กลัวผิดสาบานหรือ”

คุณพระกล้าฯ มือไม้สั่นด้วยความโกรธ ลุกจากโต๊ะเดินมาที่ ไพฑูรย์ซึ่งถูกใส่กุญแจมือไพล่หลังยกเท้าถีบหน้าอกเต็มเเรงจนหงายไปข้างหลังจุกแอ้กๆ ยกเท้าเหยียบลงไปบนหน้าอก คำรามลั่น

”ไอ้ไพฑูรย์มึงมองดูหน้ากูให้ดีๆ กูพญาเงี่ยมฬ่ออ๋องโว้ย หน้าที่ของกูคือปราบพวกมึง จับมาขังให้หมด ตอนนี้กูเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้ควบคุมพวกมึงทั่วราชอาณาจักร กูไม่ทำผิดกฏหมายด้วยการฆ่ามึงหรอก คราวนี้กูจะใช้อำนาจของกูตามกฏหมายส่งตัวมึงไปเกาะตะรุเตา ตอนนี้รอเพียงรัฐมนตรีมหาดไทยลงนามในคำสั่งส่งมึงไปพร้อมกับนักโทษการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเท่านั้น ไอ้พวกนั้นมันปากกล้า แต่มึงทั้งปากกล้าและกล้าทั้งการแหกคุก ลาก่อนไอ้ไพฑูรย์ มึงรอคำสั่งย้ายได้เลย เฮ้ย…ลากคอมันไปขังเดี่ยว”

1 เดือนต่อมา คำสั่งย้าย ไพฑูรย์จากบางขวางไปเกาะตะรุเตาก็มาถึง ผู้บัญชาการเรือนจำให้เบิกตัว ไพฑูรย์ไปเซ็นรับทราบคำสั่ง ไพฑูรย์คัดค้านเพราะโทษที่ได้รับเป็นนักโทษเด็ดขาดในแดนประหาร มิใช่นักโทษการเมือง แต่ผู้บัญชาการเรือนจำบอกว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฏหมายทำอะไรไม่ได้แล้ว

วันเดินทางมาถึง ไพฑูรย์ถูกเบิกตัวมาขึ้นรถโดยถูกจองจำห้าสถานครบ นำไปยังจุดรวมตัวที่ท่าเรือ มีนักโทษการเมืองและนักโทษเด็ดขาดคดีต่างๆ ถูกส่งไปเกาะตะรุเตาจำนวน 30คน พวกนักโทษการเมืองแต่ละคนมีรูปร่างผมเหมือนคนขี้โรค ไม่บึกบึน นี่กระมังที่เขาบอกว่า

”นักการเมืองทำมาหากินด้วยลิ้น ลมปาก สำนวนโวหาร หน้าไหว้หลังหลอก จึงเป็นคนหยิบโหย่ง ดีเเต่พูด”

การที่รัฐบาลส่งพวกนี้ไปตะรุเตาก็เท่ากับลงโทษประหารชีวิตเพราะที่นั่นมันคือเกาะนรกโดยเเท้แต่จะทำอย่างไรได้ มันคือครรลองของกฏหมาย เมื่อนักการเมืองหากินกับกฏหมายรัฐธรรมนูญก็ต้องตายด้วยกฏหมาย เหมือนโบราณว่าหมองูตายเพราะงู หัวหมอนักกฏหมายก็ตายด้วยกฏหมายเช่นกัน

ไพฑูรย์เมาเรืออ้วกเเตกอ้วกเเตน จากเรือใหญ่ก็ลงเรือย่อมแล่นต่อไปจนถึงเกาะตะรุเตา ผู้คุมถือปืนยิงเร็วครบมือ ทุกคนถูกจองจำสามสถานคือ คอ มือ และเท้าไม่มีตรวน เพราะเดินทางทางน้ำกฏราชทัณฑ์ห้ามตีตรวน

จากท่าเรือเดินบุกป่าขึ้นไปตัวเรือนจำที่อยู่กลางเกาะ เสียงนกเสียงสัตว์ป่าร้องระงม อากาศร้อนมีความชื้นสูง จน ไพฑูรย์ครั่นเนื้อคร่นตัวเหมือจะเป็นไข้ ไปถึงตัวเรือนจำเป็นเวลาเย็นมากเเล้ว จึงถูกนำขึ้นเรือนนอนเลย รอเวลาตอนเช้าวันรุ่งขึ้น หลังอาบน้ำแล้วนักโทษใหม่ทั้ง 30 คน ถูกเรียกให้ไปยืนเข้าแถวต่อหน้าผู้บัญชาการเรือนจำ ไพฑูรย์บอกว่าจำชื่อไม่ได้ จำได้แต่ว่าเป็นนายทหารเก่าที่ทางรัฐบาลให้มาเป็นผู้บัญชาการเรือนจำเกาะตะรุเตา ท่านกล่าวว่า

”นักโทษที่มาอยู่ในเรือนจำนี้พึงจดจำไว้ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งได้รับโทษ ให้ตระหนักว่ามาอยู่ที่นี่แล้วถอดหัวโขนที่เคยใส่แสดงละครออกให้หมด ไม่ว่าจะเป็นท่านขุน คุณหลวง คุณพระ เป็นนายทหารเป็น ส.ส. เป็นอดีตรัฐมนตรี ตอนนี้ทุกคนเท่าเทียมกัน คือนักโทษชาย ถูกนำมากักขังให้สำนึกถึงความผิด จงทำตัวให้ดีเพื่ออนาคตที่ดีหลังจากพ้นโทษ อาหารที่นี่ค่อนข้างจำกัด เรือส่งเสบียงจะมาตามกำหนดเฉพาะในฤดูที่ไม่ใช่ฤดูมรสุม ดังนั้นจึงต้องกินพออิ่ม จะกินทิ้งกินขว้างไม่ได้”

”หากเรือมาไม่ได้ ข้าวหมดต้องกินเผือก มัน เท่าที่จะหาประทังชีวิตเพื่อรอเรือเสบียงมาส่ง จะออกไปภายนอกไม่ได้ ยกเว้นได้รับอนุญาตให้ออกไปล่าสัตว์ ดักสัตว์และเก็บสมุนไพร แต่ต้องมีผู้ควบคุมไป อย่าคิดหนี ในป่ามีสัตว์ร้ายและงูพิษ ต้นไม้พิษ โดยเฉพาะดงตะรังตังช้าง ใครเผลอบุกเข้าไปก็ตายอย่างทรมาน อยากรู้ว่าตายอย่างไรลองถามนักโทษที่เขาเคยเห็นดูเอาเอง”

”อย่าคิดหนีทางทะเล แถวนี้ขึ้นชื่อว่าฉลามชุม ว่ายน้ำออกไปถ้าไม่หมดแรงตายก็ต้องตายเพราะกลายเป็นอาหารฉลาม โทษหนีคุกครั้งแรกโบยสามสลบ โบยอีกสี่ยก ถ้าฆ่าผู้คุม โทษประหารสถานเดียว ไม่ต้องส่งไปขึ้นศาล ตัดสินแล้วยิงเป้าเลย จากนั้นจึงทำรายงานส่งไปพร้อมศพผู้คุม ท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ท่านขออนุมัติจากทางมหาดไทยเเล้ว เอาละ หมดเรื่องที่จะแจ้งให้ทราบแล้ว แยกย้ายกันไปกินอาหารได้แล้ว”

อาหารเช้าเป็นข้าวแดงแกงตามเมนูคุก มื้อกลางวันเป็นข้าวต้ม เช่นเดียวกับมื้อเย็น มื้อเย็นทางโรงเลี้ยงบอกว่า กินข้าวสวยเปลือง กินเเล้วก็นอน มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญ เพราะต้องออกไปทำงานข้าวแดงที่เกาะตะรุเตา ไพฑูรย์บอกว่า เวลาเคี้ยวต้องระวังเพราะมีกรวดก้อนเล็กปะปนอยู่ค่อนข้างมากหากเคี้ยวไม่ระวังก็เสียวฟันจนน้ำตาร่วง

วันที่สาม ผู้บัญชาการเรือนจำให้นำตัวไพฑูรย์ไปพบที่ห้องทำงาน มองหน้าเขาเเล้วพูดว่า

”นี่หรือไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม คุณพระกล้าฯ ท่านเขียนฝากฝังมา ดูลักษณะก็ไม่น่าจะเป็นพวกหัวแข็งเป็นฆาตกรโหดไร้เหตุผลไม่เคยเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลเหมือนพวกนักโทษการเมืองส่วนใหญ่ที่นี่อั๊วไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคุณพระกล้าฯ ถึงชิงชังลื้อนัก ถึงกับส่งมาตะรุเตานี่”

”ศาลท่านไม่ประหารผม แต่คุณพระกล้าฯ อยากให้ผมตาย จึงส่งผมมาที่นี่ เพื่อให้ผมตายสมกับที่ท่านต้องการ ท่านฝากฝังกับท่าน ผบ. อย่างไรครับ หากไม่ลับนักหนาก็โปรดได้บอกผมด้วย”

”ไม่มีอะไรหรอก ท่านกำชับให้อั๊วคอยจับตาดูลื้อให้ดี เพราะลื้อมันชอบหนีคุก ท่านบอกอีกว่าลื้อมันหัวแข็งไม่ยอมใคร จนนักโทษด้วยกันให้ฉายาว่าสิงโตหิน มันเป็นยังไงล่ะ”

ไพฑูรย์จึงเล่าเรื่องราวของตนให้ผู้บัญชาการเรือนจำฟัง ฟังจบเเล้ว ท่าน ผบ.เรือนจำก็พยักหน้าพูดกับไพฑูรย์อย่างหวังดี

”คุณพระกล้าฯ ให้จับตาดูลื้อไว้ให้ดี เพราะลื้อเป็นตัวอันตราย อาจก่อความวุ่นวายขึ้น อั๊วอยากขอให้ลื้อทำตัวให้ดี อย่าทำผิดกฏกรมราชทัณฑ์ อย่าคิดหนีก็เเล้วกัน มีคนเคยคิดหนีแต่เเล้วก็ต้องไปรวมอยู่ในป่าช้าผีดิบทั้งหมด”

”ท่านครับ ผมเป็นนักโทษ ผมรู้ดีว่าเป็นคนมีโทษ กฏกรมราชทัณฑ์มีอย่างไรผมรู้หมด ที่ผมต่อต้านคือการที่ฝ่ายราชทัณฑ์ทำนอก กฏ กดขี่รังแกนักโทษ เพราะผมถือว่าพวกเราเป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้มาอยู่ในเรือนจำเพื่อให้สำนึกผิด แต่กลับต้องมาถูกกดขี่ ผมจึงต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมหากท่านไปดูแฟ้มประวัติของผม ก็จะเห็นว่าสิงโตหินตัวนี้ไม่เคยละเมิดกฏ แต่การหนีคุกนั้น ผมได้ตั้งใจไว้ตั้งเเต่เข้าคุกครั้งเเรกว่ามีโอกาสผมจะหนี คุกกักผมไว้ไม่ได้”

ไพฑูรย์ถูกขังเดี่ยวไว้เพื่อไม่ให้คุ้นเคยกับนักโทษคดีอาญาคนอื่นที่ถูกส่งมาที่ตะรุเตา ด้วยเกรงว่าอาจมีคู่อาฆาตปะปนมาจะเกิดเรื่องใหญ่

หนึ่งเดือนที่ถูกแยกขังเดี่ยวในที่สุดไพฑูรย์ก็ได้รับอนุญาตให้ลงมาอยู่กับบรรดานักโทษทั้งหมดไพฑูรย์เล่าว่า นักโทษการเมืองมีตั้งเเต่ข้าราชการ ขุนนางเก่า นายตำรวจ นายทหาร ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อจอมพล ป. แม้เเต่โหรชื่อดังที่ให้ฤกษ์กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่ไพฑูรย์เรียกอย่างเคารพว่า ”อาจารย์โหรเลี่ยม”

ท่านผู้นี้ได้รับความเคารพจากบรรดานักโทษทุกคน ท่านเป็นโหราจารย์ที่แม่นยำในด้านตำแหน่งดวงดาว ฤกษ์ยามประจำวัน และทักษาต่างๆ แม้แต่ไม่มีปฏิทินโหร ไม่มีหาองศาดวงดาวแต่ท่านก็ยังสามารถพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆได้อย่างแม่นยำยิ่ง

ไพฑูรย์เล่าว่า เคยให้อาจารย์โหรลเี่ยมดูดวงชะตา เมื่อบอกวัน เดือน ปีเกิดเเล้ว ท่านได้ใช้มือขีดเขียนไปบนพื้นเปล่าๆ จากนั้นทายได้อย่างเเม่นยำ ท่านบอกอดีตได้อย่างถูกต้อง และยังได้บอกอีกว่าจะออกจากเกาะนี้ไปได้ คิดว่าท่านพูดปลอบใจ แต่ที่ไหนได้ ไพฑูรย์บอกว่าเเม่นเผง

ต่อมาไพฑูรย์ป่วยเป็นไข้ป่าอย่างหนัก จนอาการตรีทูต ท่าน ผบ.เรือนจำได้ส่งตัวกลับเข้าฝั่งกับเรือเสบียง เพื่อไปรักษาในอาการเป็นตายเท่ากัน แต่ไพฑูรย์รอด

เมื่อรอดตายแล้วก็ถูกส่งกลับมาที่บางขวางตามเดิม เพราะตอนนั้นคุณพระกล้ากลางสมรพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ไปแล้ว ส่วนอาจารย์โหรเลี่ยม ท่านนำนักโทษการเมืองส่วนหนึ่งหนีออกไปจากเกาะ ผ่าดงฉลามไปได้เหมือนปาฏิหาริย์ โดยท่านอาจารย์โหรเลี่ยมได้ใช้ยามอุบากองที่ท่านสักติดโคนขาเอาไว้ การคำนวนเวลาการหนีออกจากเกาะตะรุเตาได้อย่างเเม่นยำเป็นที่สุดปลอดทั้งผู้คุมและฉลาม

ชีวิตบนเกาะตะรุเตาเป็นชีวิตที่ไม่สบายเหมือนในบางขวาง เพราะนักโทษจะต้องไปทำงานในการหักล้างป่าให้เป็นพื้นที่เพาะปลูก เพื่อเป็นเสบียงทดแทน ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกพืชผักสวนครัว ไข้ป่าชุกชุม ยาควินินไม่เพียงพอ ไพฑูรย์เล่าว่าต้องใช้บอระเพ็ดกับสมุนไพรกลางบ้านมาต้มเพื่อบรรเทาอาการ แต่ก็ได้เพียงบรรเทา ไม่ได้หายขาด

หลายคนเป็นมาลาเรียขึ้นสมองถึงตาย แพทย์ออกมรณบัตรแล้วฝังศพไว้ในป่าช้าผีดิบ ที่โชคดีก็กินบอระเพ็ดสดกันปากขมปี๋เพื่อป้องกันไข้ป่า ในหนึ่งอาทิตย์จะออกไปล่าสัตว์หนึ่งวัน คือวันศุกร์โดยนักโทษจะไปทำจั่นห้าว และหลุมดักสัตว์เอาไว้ตั้งเเต่วันพฤหัสบดี พอสายวันศุกร์ก็ออกไปดู มีหมูป่า ชะมด กระจงมาติดจั่นห้าว มาตกหลุมดัก ก็ฆ่าให้ตายแล้วนำกลับมาส่งโรงครัว ส่วนผู้คุมก็เอาปืนออกไปยิงพวกหมูป่าและไก่ป่าเอามากินกันในหมู่ผู้คุม

วันไหนได้หมูป่า วันนั้นกินแกงหมูป่ากันอิ่มหนำสำราญ เพราะแกงหลักประจำคือปลาช่อนแห้งเป็นพื้น เนื้อเค็มเป็นของพิเศษพวกผู้คุมเขากินกัน

ในบรรดาพวกนักโทษการเมืองไม่ก่ออะไรมากเพราะต่างมีการศึกษาดีแต่สำหรับนักโทษที่เป็นอาชญากรนี่ซี มีปัญหา เพราะตั้งตัวเป็นใหญ่ในหมู่อาชญากร มีขาใหญ่เป็นนักโทษจากพัทลุง ต้องโทษตลอดชีวิต ”นักโทษชายมิหลำ” เป็นนักโทษชายที่มีพรรคพวกที่เป็นคนใต้หนุนอยู่ ฉายาของเขาคือ ”หลำดำ” ผิวดำเหมือนนิโกร หากไม่ยิ้มแล้วมองไม่เห็นหน้าส่วนไพฑูรย์มีพวกนักโทษที่เป็นชาวเพรชบุรี กรุงเทพฯ และประจวบฯ ที่มีจำนวนคนน้อยกว่าเป็นพรรคพวก

วันหนึ่งนักโทษชายภักดีถูกทำร้ายจนสลบแล้วหามมาทิ้งไว้ที่แดนของนักโทษฝ่ายไพฑูรย์ไพฑูรย์จึงช่วยหาสมุนไพรมาต้มให้กินเพื่อขับเลือดเสียที่อยู่ภายในออกมา เรียกว่ายาลุเลือด หลังจากสอบถามได้ความว่านักโทษชายมิหลำไม่พอใจนายภักดีที่เป็นลิเกเก่าไปอี๋อ๋อกับนายดำรงที่เป็นนางเอกโนรา ขวัญใจของนายมิหลำ จึงถูกซ้อมปางตาย ไพฑูรย์จึงไปขอพบกับมิหลำ เพื่อให้มีเมตตาต่อผู้ที่อ่อนแอกว่าบ้าง สั่งสอนเพียงนิดๆ หน่อยๆก็พอเเล้ว อย่าให้ถึงกับตาย

”มึงเพิ่งมาอยู่ใหม่อย่ามายุ่งกับเรื่องของกู เอ่ยชื่อมิหลำแล้วทุกคนที่นี่ต่างเกรงใจ มึงอย่ามาสะเออะมาตีรุ่นเท่ากู ที่นี่ตะรุเตาไม่ใช่บางขวาง”

”มึงมันก็นักโทษอาญาปล้นฆ่าข่มขืนจนถูกจับมาปล่อยเกาะ มีดีตรงไหนเล่า ส่วนกูเป็นนักโทษอาญา แต่กูฆ่าคนตาย ปล้นก็ปล้นคนรวยเอาเงินมาแจกคนจน ไม่เคยฆ่าข่มขืน เทียบกันแล้วมึงไม่เหนือไปกว่ากู กูมาเพื่อขอร้องมึงเท่านั้น เมื่อมึงไม่ยอมก็เเล้วไป”

”นึกว่าแน่ ถุย.. ได้ยินว่าเป็นสิงโตหินหรือ สิงโตหินที่เขาตั้งไว้เฝ้าหน้าศาลเจ้าใช่ไหมล่ะ อยากรู้เหมือนกันว่าสิงโตหินแน่ขนาดไหนกันเชียว เป็นพรื่อวะพวกเรา ฮ่า ฮ่า”

กำปั้นตันๆ ของไพฑูรย์ยิงตูมเข้าให้ที่ปลายคาง โดยที่มิหลำไม่ได้ทันระวัง หัวทิ่มลงไปนอนหลับสบายในทันที ไพฑูรย์ร้องบอกบริวารของมิหลำก่อนจะกลับว่า

”แก้ไขมันให้ฟื้น ถ้าอยากเจอกูก็นัดมา กูยินดีพบทุกที่”

มิหลำเสียหน้าเพราะตั้งเเต่เป็นขาใหญ่บนเกาะตะรุเตาไม่เคยมีใครมาแตะต้อง แต่คราวนี้ถูกไพฑูรย์ต่อเปรี้ยงเดียวหมอบ เมื่อพักฟื้นจนประสาทกลับเข้าที่แล้วจึงให้ลูกกะโล่มาพบกับไพฑูรย์

”พี่มิหลำให้มาบอกมึงว่า วันพุธหน้าเมื่อออกไปทำงานนอกเรือนจำ ให้มึงตามคนที่จะมาพามึงไปต่อสู้กับพี่มิหลำให้ถึงตายกันไปข้างหนึ่ง”

”ไปบอกลูกพี่ของมึงว่าอย่างไรก็ไหมพรื่อ.. กูสิงโตหินสำเนียงทองแดงได้”

ส่วนการต่อสู้จะเป็นอย่างไรติดตามต่อพรุ้งนี้ครับบอกเลยครับเสือมิหลำผู้นี้ไม่ธรรมดาเรียกได้ว่าสูสีกับไพฑูรย์หรืออาจจะเก่งกว่าด้วยซ้ำจะต่อสู้เเพ้ชนะอย่างไรเเละพวกนักโทษในเกาะจะหนีคุกกันอย่างไรติดตามพรุ้งนี้ครับ ๕๕

สำหรับตอนนี้ขอมอบพระคาถาสร้างหมอก ได้จากเสือมิหลำให้จุดใต้แล้วเอาผงใบลานเผาโรยลงไปบนไต้บางๆภาวนาคาถากำกับว่า

”โอม นะปิด โมปิด พุทปิด ธาปิด ยะบังมิด ปิดด้วยนะโมพุทธายะ”

ภาวนาไปจ้องเปลวไฟไปจะเกิดเป็นหมอกควัน ศัตรูจะมองไม่เห็น

ใส่ความเห็น