#๓เสือร้ายท้าดวลปืนกับมือปราบหนังเหนียว

◎3 เสือนัดขุนพันธ์ดวล◎

ปี พ.ศ. 2475

ความสงบสุขของชาวเมืองพัทลุงถูกเบียดเบียนจากเสือปล้นโจรร้ายอีกครั้งหนึ่งเมื่อ ไอ้ตั้ง ไอ้ชุ่ม ไอ้คง เปิดฉากอาละวาด ปล้นฆ่าเเล้วลักวัวควายชาวบ้านอย่างไม่ยำเกรงกฏหมายบ้านเมือง

ไอ้เสือทั้งสามเป็นคนตำบลมะกอกใต้ อำเภอเมืองพัทลุงพวกมันแผ่อิทธิพลในตำบลถิ่นเกิดประหนึ่งเป็นอาณาจักรของมัน

การไล่ล่าปราบปรามเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะญาติพี่น้องพรรคพวกมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงยิ่งไปกว่านั้นไอ้เสือชุ่มหนึ่งในโจรร้าย ยังมีเพื่อนเกลอเป็นตำรวจกองเมืองพัทลุงคนหนึ่งชื่อ พลฯ เนิน ด้วงเลน แต่ไม่มีหลักฐานที่ปรักปรำได้ว่าตำรวจผู้นี้คอยช่วยเหลือโจรร้อยตำรวจตรีขุนพันธ์พยายามปราบสามเสือนี้มานานพอสมควร โดยร่วมมือกับกำนันกิมจ๋อง แต่ก็เข้าถึงตัวสามโจรยากเต็มที

จากเหตุที่กล่าวมาทั้ง 3 เสือต่างได้อาฆาตกำนันจ๋อง ที่จ้องคอยล้างผลาญมันซ้ำยังนำตำรวจไล่ล่าจนพวกมันต้องหนีหัวซุกหัวซุนไอ้ตั้ง ไอ้ชุ่ม ไอ้คง จึงคั่งแค้นถึงที่สุด จ้องคอยดับชีวิตกำนันให้ได้

เดือนกรกฏาคม 2475 วันนั้นตอนโพล้เพล้ใกล้ค่ำ กำนันตีเกราะเรียกลูกบ้านมาประชุมชี้เเจงข้อราชการ ทั้งสามเสืออาศัยคนชุลมุนและบรรยากาศพลบค่ำปะปนมากับชาวบ้าน บุกเข้าเขตบ้านกำนัน และฉากหลบเข้าที่มุมมืด

เมื่อประชุมลูกบ้านเสร็จ กำนันกิมจ๋องขึ้นเรืออุ้มลูกคนเล็กนั่งเล่นที่ชานเรือน โดยมีลูกอยู่ที่ตัก เขาไม่ได้ระวังตัวเเม้เเต่น้อย
มันเป็นเวลาที่เตรียมจะกินข้าว ไม่มีใครอยู่ข้างล่าง ไอ้ 3เสือออกจากมุมมืดพร้อมปืนลูกซองยาว

ไม่กี่อึดใจ….เสียงปืนแผดกัมปนาท กำนันกิมจ๋องหงายผลึ่งและแน่นิ่งไปเลือดทะลักท่วมหน้าอก คนในบ้านวิ่งถลาออก มาประคองร่างของกำนัน ช่วยอะไรเขาไม่ได้อีกเเล้ว เพราะกำนันไม่เหลือลมหายใจแม้เเต่น้อย!!

ส่วนลูกคนเล็กที่อุ้มอยู่บนตักปลอดภัย ไม่มีลูกปืนเม็ดใดเเผ้วพานเลย เพียงแค่ส่งเสียงร้องไห้จ้าด้วยความตกใจเสียงปืน

ผู้บังคับกองเมืองสั่งให้ ร.ต.ท.ประเสริฐ บุญมั่น รับหน้าที่ออกไปไล่ล่าเสือตั้ง เสือชุ่ม เสือคง เป็นการด่วน แต่การออกติดตามจับกุมหลายครั้ง ผู้หมวดคนนี้มักกลับมามือเปล่าพร้อมกับคำรายงานว่า

”ไม่พบตัวไอ้เสือทั้งสามตามที่สายรายงาน?”

อีก 5 วันต่อมา…ผู้บังคับกองมีคำสั่งให้ ร.ต.ต.ขุนพันธ์ ออกตามล่าสามเสือบ้าง…เขาได้ออกไปกับลูกน้องคู่ใจชุดเดิมคือ ส.ต.ท.แสน พลฯคลี่ นานๆ จะเรียกพลฯ แปลก พลฯ พริ้ม สมทบไปด้วย เพียงไม่ถึงวันก็ได้รับรายงานว่า ไอ้เสือทั้งสามหลบไปจากบ้านม่วงย้อนกลับบ้านมะกอกใต้ถิ่นเดิมแล้ว

วันรุ่งขึ้น…ไอ้เสือทั้งสามรู้ว่ามือปราบพระกาฬออกโรงเองมันจึงท้าทายบอกผ่านมากับชาวบ้าน ท้าขุนพันธ์ต่อยกับมัน!!

ท่านขุนฯ ทราบข่าวก็หัวเราะประกาศไปว่า ”อั๊วไม่สู้…แต่จะจับพวกมันให้ได้”

รุ่งขึ้นอีกวัน…ไอ้สามเสือส่งข่าวมาท้าไปฟันกับมัน

ขุนพันธ์ก็ตอบกลับไปเหมือนเดิม มันก็ให้คนส่งข่าวกลับมาในวันเดียวกันว่า

”จะมาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน ระวังตัวไว้ให้ดี”

คราวนี้ขุนพันธ์ ไม่คิดว่าพวกไอ้เสือเป็นหมาเห่าใบตองแห้งมันอาจเอาจริงตามคำพูด จึงเตรียมพร้อมไม่ประมาท และเรียกพลฯ เนินเพื่อนเกลอเสือชุ่มมาพบ

พยายามเกลี้ยกล่อมให้พลฯ เนินช่วยเหลืออีกคน เพราะขุนพันธ์ ไม่รู้จักหน้าตาของสามเสือนี้เเม้เเต่น้อย พลฯ เนินรับปากจะช่วยเหลือ

คืนนั้น ขุนพันธ์ให้พลฯ เนินกับ ส.ต.ท.แสนมาพักที่บ้านและให้แต่งตัวนอกเครื่องแบบ เดินตระเวนอยู่ภายนอกเตรียมรับมืออยู่เงียบๆ ภายในบ้านมีพลฯ ยิ้มคอยระวังเเล้วเปิดประตูไว้บานเดียว
พอดีคืนนั้นมีหนังฉายอยู่ใกล้ๆ ที่พัก ผู้คนจึงพลุกพล่านพอสมควร

เสือตั้ง เสือชุ่ม เสือคง อาศัยความชุลมุนปะปนอำพรางโฉมตัวเองมาในกลุ่มคนโดยไม่มีใครสงสัย

ร.ต.ต.ขุนพันธ์เข้าไปนอนพักในห้องข้างใน มีปืนยาวเบรานิ่งกับปืนสั้นพาลาเบลลั่มวางอยู่ใกล้มือ ขณะที่เขาเคลิ้มจะหลับได้มองเห็นกำนันจ๋องมาปรากฏร่างยืนอยู่ที่หน้าประตูห้อง

ครั้งเเรกนึกว่าตาฝาด แต่ไม่ว่าจะลืมตาหรือหลับตาก็เห็นชัดเจนเหมือนเดิม กำนันจ๋องอยู่ในชุดนุ่งกางเกงขาสั้นใส่เสื้อนอกกระดุม 5 เม็ด ไม่ใส่หมวก ยืนนิ่งไม่พูดไม่จาขุนพันธ์ฉุกคิดขึ้นมาว่า

”ขอบใจกำนันที่เป็นห่วง กำนันมาก็ดีเเล้ว ฉันสัญญาจะเเก้เเค้นให้ ขอให้กำนันดลจิตดลใจให้ฉันพบไอ้สามตัวนั้นจนได้ และอย่าให้มันสู้ฉันได้”

มือปราบหนุ่มกล่าวจบ ร่างของกำนันจ๋องก็ค่อยๆหายไป!!

ร.ต.ต.ขุนพันธ์ฯ เชื่อว่าคืนนี้เป็นได้ประจันหน้าไอ้สามเสือนี้เเน่ เเต่เขามิได้วิตกกังวลอะไร คงนอนพักผ่อนเช่นเดิมกระทั่งงีบหลับไป มาตื่นอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเอะอะหน้าบ้านลุกขึ้นคว้าปืนสองกระบอก เรียกพลฯยิ้ม ก็ไม่มีเสียงตอบ

เดินออกมาข้างนอก ไม่เห็นลูกน้องแม้เเต่คนเดียว?

ครู่ใหญ่ ส.ต.ท.แสน วิ่งกลับมารายงาน เห็นคนมานั่งอยู่ตรงกองหินในป่ากุหลาบหน้าบ้าน จึงเดินเข้าไปใกล้เห็นมันคลุมไหล่ด้วยผ้าขาวม้า มือถือพร้าด้วย จึงถามว่าใคร มันไม่ตอบก้มหน้าเหมือนหลบ

จึงโดดเข้ารัดคอแย่งเอาพร้าเเล้วดึงผ้าขาวม้ามีเครื่องรางติดมาด้วย พร้อมกับไล่เตะไปจนถึงวัดคูหาสูง เเล้วมันก็วิ่งหายไปในความมืด

ส่วนพลฯ เนิน กลับมาทีหลังรายงานให้ทราบ มีคนสองคนหลบอยู่ที่โคนต้นประดู่เยื้องไปทางทิศตะวันตก พอดีหมู่เเสนไล่เตะคน ไอ้สองคนเลย วิ่งไปทางวิกหนัง ตนวิ่งตามไม่ทัน

ขุนพันธ์ ฯ ได้ฟังเรื่องก็รู้ว่าคงเป็นพวกไอ้เสือทั้งสามเเน่นอนคิดว่ามันคงไม่กลับมาอีก จึงให้ทุกคนขึ้นไปนอนบนบ้านทั้งหมด

เวลาประมาณตี 2…

ตำรวจทุกคนหลับกันหมด มีคนมาเคาะประตูบ้าน ทุกคนในบ้านตื่นทันที เสียงเคาะประตูดังถี่ขึ้น พร้อมกับมีเสียงเรียก

”นาย!! นาย! นายครับ”

ขุนพันธ์พร้อมลูกน้องเตรียมพร้อม ย่องลงมาจากชั้นบนตรงไปที่ประตูถามขึ้น ”ใคร? มีธุระอะไร?”

”มาตามนายไปจับผู้ร้าย” เสียงตอบจากผู้มาเยือน

ตำรวจทุกคนกระจายกันออกเต็มห้องโถง ปืนทุกกระบอกพร้อมลั่นไก ส.ต.ท.แสน ถามออกไป คนที่มาเป็นใคร มาจากไหน มากันกี่คน?

เสียงตอบจากคนข้างนอก…

”ผมชื่อยอม เพื่อนอีกคนชื่อแดง อยู่บ้านสวน มาด้วยกันสองคนเห็นผู้ร้าย 3 คน ไปขอนอนที่เพิงเฝ้าควายของลุงทองตำบลคูหาสวรรค์ ถือปืนลูกซองยาวสองคน ถือพร้าหนึ่งคน แต่ไม่รู้จักชื่อมัน”

คนข้างนอกเล่าต่อ หมู่เเสนถามต่อไปอีกว่า ”รู้ได้ไงว่าพวกนั้นเป็นโจร”

คนข้างนอกเล่าต่อ

”พวกฉันตั้งใจจะไปลักควายลุงทองแอบได้ยินพวกมันพูดกับลุงทองว่า ที่นี่ไม่ร้อนหรือ ที่บ้านฉันร้อนมากมายหลายวันเเล้ว มานี่ฉันไปยิงกำนันตาย พวกมันขอนอนด้วยสักคืน พวกฉันเลยเลิกคิดลักควาย แต่จะมาเอาค่านำจับดีกว่าไม่ผิดกฏหมายด้วย”

ขุนพันธ์ถามว่าถืออาวุธอะไรมา? คนข้างนอกบอก ถือพร้าคนละเล่ม มือปราบหนุ่มบอกพวกที่มาเยือนว่า เมื่อให้เข้ามาต้องนั่งทันที พร้าในมือวางไว้แสดงความบริสุทธิ์ หากตุกติกเมื่อไรเป็นโดนยิงทิ้ง นายยอมกับนายแดงก็ตกลงตามนี้

ขุนพันธ์สั่งให้พลฯ เนินเปิดประตู พอบานประตูเปิดออกนายยอมกับนายแดงก็รีบเข้ามานั่งและวางพร้าไว้ นายตำรวจจึงได้ซักถามคนทั้งสองอย่างละเอียดเพื่อให้เเน่ใจว่า ไม่ใช่เป็นพวกโจรมาเล่นเล่ห์เหลี่ยมหลอกให้ติดตาม

ด้วยความรอบคอบของมือปราบ สั่งให้ลูกน้องมัดมือไพล่หลังคนทั่งคู่เอาไว้พร้อมกับสำทับพวกมันว่า

”เอ็งทั้งสองต้องนำทางพวกข้าไป ถ้าเล่นตลกอะไร เอ็งสองคนเป็นถูกยิงก่อนทันที”

นายยอมกับนายแดงยอมหมดทุกอย่าง เพราะหวังได้ค่านำจับคนร้ายอย่างเดียว พวกมันเดินนำหน้าขุนพันธ์และพวกไปยังเพิงเฝ้าควายของลุงทอง โดยมีหมู่เเสนถือปืนจ่อจี้ติดหลังไปตลอดทาง

เวลานั้น…ล่วงเข้าตี 4 เเล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างตกอยู่ในความสงัดเงียบ อากาศเย็นเยือกทำให้นอนหลับสนิทดีนัก มีเเต่กลุ่มตำรวจเท่านั้นที่ตาสว่าง

เข้าเขตบ้านลุงทอง ใกล้กันนั้นเป็นคอกควายมีเพิงปลูกอยู่ข้างๆ ขุนพันธ์พิจารณาเพิงเเล้ว เห็นว่าเเคบน่าจะนอนได้ไม่เกินสองคนพยายามมองดูมีคนในเพิงกี่คน แต่มืดมาก จึงพากันถอยออกมา

ตรงไปยังบ้านลุงทอง เข้าไปใกล้ตัวเรือนจนได้ยินเสียงกรนของคนนอนหลับจึงฉายไฟไปที่ได้ยิน คนนอนอยู่ตรงชานเรือนนอนหงายเอาผ้าขาวม้าคลุมตั้งเเต่หัวจรดปลายเท้า จึงไม่รู้ว่าเป็นใคร ?

ตำรวจทั้งหมดถอยห่างจากบ้าน ขุนพันธ์ถามนายยอมกับนายแดงว่าคนที่นอนเป็นใคร?

คนทั้งสองก็ไม่รู้จัก และเชื่อว่าคงไม่ใช่เป็นคนในบ้านลุงทองเเน่

เพราะสองเกลอนี้สืบอยู่นานเพื่อจะขโมยควาย ทราบมาว่า มีลุงทอง เมียเเก และหลานเพียง 3คนเท่านั้น

มือปราบสั่งการทันทีให้พลฯ เนินคอยสังเกตคนบนเรือนและคุมเชิงเอาไว้ และให้ยิงทันทีหากคนคนนั้นมีอาวุธ จากนั้นคุมลูกน้องที่เหลือกลับไปยังเพิงคอกควาย เพิงเป็นแบบสร้างง่ายๆ หลังคาสูงเพียงเเค่หน้าอกคน

เปิดทางเข้าเพียงทางเดียวด้านทิศใต้ ซึ่งมีกองไฟสุมอยู่แต่มันคุเป็นถ่านไม่มีเปลวไฟ จึงเห็นเป็นเงาตะคุ่มว่าคนนอนอยู่

ขุนพันธ์สั่งให้หมู่เเสนซุ่มอยู่ข้างๆ ใกล้เพิง ส่วนตนเองก็อ้อมไปทางทิศใต้ ถอดหมวกครอบตอไม้ไว้ ถอดเสื้อคลุมไว้กับกอหญ้าที่ต่ำกว่าหมวกเเล้วเปิดไฟฉายให้ลำแสงส่องตรงที่หมวกคล้ายตำรวจหมอบอยู่

ขณะที่กำลังย่องกลับมาที่เดิม แต่ก้าวเดินได้ไม่กี่ก้าวหมู่เเสนไม่รู้กันตัดสินใจลุยเข้าไปก่อนพร้อมกับตะโกนขึ้น

”จับมัน!! เอาให้ตาย!!”

คนร้ายในเพิงลุกพรวดขึ้นมา แต่ยังไม่ออกจากเพิงขุนพันธ์ฯ กลัวว่าคนร้ายจะแหกหนีออกด้านข้าง จึงตัดสินใจพุ่งตัวเต็มที่ข้ามกองไฟเข้าไปในเพิง ตวัดรัดคอคนหนึ่งเอาไว้ได้

ไอ้คนที่ถูกรัดคอทะลึ่งลุกขึ้นยืน หัวของมันจึงทะลุหลังคาเพิงเตี้ย ๆ ขันพันธ์ไม่ยอมปล่อย เอาเท้าเตะหลังแหกกระจุย ไอ้คนร้ายที่ถูกรัดคอวิ่งแหกจากเพิงไปอย่างคนตกใจ

หลุดออกมาจากเพิงได้ คนร้ายก็ออกวิ่งทั้งๆ ที่มือปราบรัดคอเหนี่ยวอยู่ข้างหลัง คนร้ายพยายามวิ่งหนี แต่เป็นการวิ่งที่ตุปัดตุเป๋เพราะต้องลากขุนพันธ์ฯ ไปด้วย

มือของนายตำรวจที่เหนี่ยวคอไอ้โจรเริ่มลื่นแล้วค่อยๆรูดมาตามลำตัว เลยคว้าเข็มขัดกางเกงโจรเอาไว้ เลยพากันลากถูลู่ถูกังสู่กลางนาเบื้องหน้า

ส่วนหมู่แสนลุยตามหลังนายเข้าไปในเพิง โดดเข้าปล้ำคนร้ายอีกคนกลิ้งไปกลิ้งกันมาเลยทะลุฝาหลุดเข้าไปในคอกควาย ควายตกใจมันจึงแหกรั้วทลายราบเป็นแถบวิ่งเตลิดไปอีกทาง

คนร้ายสู้สุดฤทธิ์จนดิ้นหลุดไปได้ มันตะเกียกตะกายวิ่งหนีเต็มเหยียด หมู่เเสนไม่ยอมปล่อยมันไปง่ายๆ ลุกเผ่นตามไปติดๆ
ด้านขุนพันธ์เห็นท่าไม่ดีหากปล่อยให้ไอ้โจรลากไปเช่นนี้เลยใช้ขา ตวัดเตะขาโจรจนมันเสียหลักล้มลง มือปราบเลยโถมเข้ารัดคออีกครั้งหนึ่ง มือขวาก็ชักปืนพาลาเบลลั่ม ออกจากซองเอว

กดปากกระบอกปืนเข้าที่หูคนร้ายแล้วเหนี่ยวไกหมายระเบิดกะโหลกคนร้ายให้กระจุย….

แต่ยิงไม่ออก!?

คนร้ายแย่งปืนได้โดยจับที่ลำกล้องหันออกไปนอกตัวด้านข้าง ส่วนขุนพันธ์กำด้ามปืนแน่นไม่ปล่อย ทั้งคู่กอดรัดฟัดเหวี่ยงยื้อปืนกันไปยื้อกันจนลำกล้องหลุดจากโครงปืน

เเต่ทั้งคู่ยังคงกอดรัดคอกันเเน่น ฉับพลันเสียงปืนดังขึ้นตรงหน้าท้องคนทั้งสอง

ปัง! ปัง!

ขุนพันธ์รีบผละร่างหนีกลิ้งตัวไปด้านข้าง เพราะคิดว่าตนถูกยิงเข้าให้เเล้ว แต่เมื่อคลำดูที่ท้องกลับไม่มีเลือด ไม่มีแผล?

ครั้นเงยหน้าขึ้นเห็นหมู่เเสนประทับเบรานิงเล็งจ่อไปที่คนร้ายซึ่งนอนแผ่หรานิ่งอยู่ มือปราบถึงกับโกรธหมู่เเสน เพราะคิดว่าลูกน้องยิงคนร้ายขณะที่ตนปล้ำอยู่

”ทำไมลื้อเล่นยิงเเบบนี้ โอกาสถูกอั๊วตายมากกว่าโจรเสียอีก ถ้าปืนอั๊วไม่พังอั๊วยิงลื้อแน่”

ขุนพันธ์ตะโกนด่าหมู่เเสนอย่างโมโหสุดขีด

ถ้าหากปืนไม่พังไปก่อนหัวหน้ามือปราบคงได้ยิงหมู่เเสนเเน่!!

”เดี๋ยวเจ้านาย…ฟังผมก่อน” หมู่เเสนรีบยกมือไหว้ก่อนอธิบายให้ทราบ

”ผมวิ่งมาถึงเห็นปล้ำกันอยู่ ผมรู้ว่าเจ้านายใส่เสื้อสีขาว ไอ้นั้นมันใส่สีดำ ผมเลยเอาปากกระบอกปืนลงไปที่พุงของมันผมเชื่อไม่พลาดเป้าจึงเหนี่ยวไก”

ขุนพันธ์ได้ฟังเหตุผลจึงคลายความโกรธลง จากนั้นหมู่เเสนได้รายงานว่าจับคนร้ายได้หนึ่งคน ล่ามมัดไว้ที่หน้าเพิงเฝ้าควาย ส่วนคนร้ายที่ถูกยิงตายสนิทอยู่ตรงนั้น จากนั้นคนทั้งสองกลับมายังบ้านลุงทอง เห็นคนกระโดดลงจากเรือนเลยวิ่งไล่จับมา กลาบเป็นลุงทองเจ้าของบ้าน

ลุงทองเล่าว่า เมื่อตอนดึก มีคนมาอาศัยนอน 3คน พกปืนลูกซองแฝดและเดี่ยวพร้อมกับพร้า 1เล่ม แต่เพิงเฝ้าควายแคบ อีกคนหนึ่งเลยขึ้นมานอนข้างบน จะปฏิเสธก็กลัวพวกมันทำร้ายเอา

ขุนพันธ์พาลุงทองไปดูศพคนร้ายที่ถูกยิงตาย แกไม่รู้จักเลยต้องพาคนร้ายที่ถูกจับมัดไปดูโจรที่ตายชื่อเสือตั้งส่วนมันชื่อคงส่วนคนที่แยกขึ้นไปนอนชื่อเสือชุ่ม

ครู่ต่อมา…พลฯ เนินกลับมารายงานว่า คนร้ายที่นอนบนเรือน พอได้ยินเสียงปืนก็ลุกพรวดพราดคว้าปืนลูกซองแฝดขึ้นมา พลฯ เนินจึงยิงไปหนึ่งนัด แต่ยิงไม่ออก คนร้ายกระโดดลงเรือนหนีไป จึงยิงซ้ำไปอีกหลายนัด ทว่ายิงไม่ออกอีก?!

ขุนพันธ์รับฟังเฉยๆ ไม่เเน่ใจว่าปืนยิงไม่ออก หรือมีเจตนาปล่อยคนร้ายที่เป็นเพื่อนไป

เมื่อเอาตัวคนร้ายทั้งจับเป็นจับตายกลับเข้าเมือง พลฯเนินก็เกือบถูกจับขังไปพร้อมกับโจรด้วย เพราะผู้บังคับกองโกรธที่ปล่อยให้เสือชุ่มหนีรอด ดีว่าขุนพันธ์ช่วยพูดให้งดโทษเพราะไม่มีหลักฐาน พลฯ เนินรอดตัวไปอย่างหวุดหวิด

แต่ตัวขุนพันธ์กลับถูกตำหนิจากท่านข้าหลวงว่า

”น่าจะจับตายเสือคงให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ไม่น่าเอาตัวมาสอบสวนให้เสียเวลา”

ขุนพันธ์ก็เงียบเสีย ทั้งๆ ที่ใจก็อยากทำเช่นนั้น แต่เมื่อคนร้ายหมดทางสู้ และไม่มีปืน จะให้เขาเหนี่ยวไกปืนสังหารได้ยังไง!

เสือคงถูกศาลสั่งจำคุก 20ปี ส่วนเสือชุ่มที่หนีไปถูกตำรวจตรังจับได้ แต่พยายามจะแหกหนี ได้เอาพร้าฟันคอตำรวจนายหนึ่งบาดเจ็บสาหัส มันจึงได้รับโทษหนักกว่าเสือคงหลายเท่าตัว

สองเสือร้ายถูกคุมตัวไปขังที่เรือนจำภาคธารโต จังหวัดยะลา และเสือชุ่มก็ตายในคุกนั่นเอง

สำหรับตอนนี้ขอมอบ◎พระคาถากันผีหัวหลวง หลาวเหล็ก◎

สัตถาเทวะหะ สะมะนิทุ ทุนิมา ฯ

เมื่อจะไปที่ใด ให้ภาวนาแล้วค่อยไป กันผีหลวง หลาวเหล็ก ราหูแปดทิศ พระคาถานี้อยู่ในบาลีทุกตัว พระราหูและผีหลวง หลาวเหล็ก จะทนไม่ได้หนีไปหมด

ขอขอบคุณเครดิตที่มาข้อมูลโดย:อาจารย์เพลิง ภูผา

เรียบเรียงบทความโดย :เพจนักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว

ขอขอบคุณที่มารูปภาพประกอบบทความ ไว้ ณ ที่นี้

*หากไม่ต้องการพลาดเรื่องราวดีๆจากทางเพจเเฟนเพจที่รักสามารถตั้งค่าการมองเห็นโพสได้ตามภาพ

 

ใส่ความเห็น