ஜหลวงปู่ทองวัดราชโยธาเกจิย์ผู้ทรงอภิญญา๛

วัดราชโยธาสร้างโดยพระยาราชโยธาหรือพระยาสุรินทร์ราชเสนา (เนียมสิงหเสนนี)และพระยาสุเรนทร์ราชเสนาสองพี่น้องเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๑๕ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ.๒๔๕๒พร้อมกับได้รับพระราชทานนามว่า “วัดลาดบัวขาว”เพราะว่าวัดนี้ตั้งอยู่ใกล้กับบึงน้ำ ซึ่งมีดอกบัวสีขาวเป็นจำนวนมากวัดลาดบัวขาว หรือที่เรียกกันอย่างคุ้นว่าวัดราชโยธา กรุงเทพมหานคร ในอดีตสมัยที่หลวงปู่ทองเป็นเจ้าอาวาส ตั้งอยู่ในแวดวงของหมู่แขก มีบ้านแขกเรียงรายล้อมรอบอยู่ทั่วไปในบริเวณ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานกันว่าหลวงปู่ทองได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ สร้างความดีจนบรรดาพวกแขกนับถือหลวงปู่ทองเป็นจำนวนมาก

กล่าวได้ทีเดียวว่าสมัยหลวงปู่ทองเป็นเจ้าอาวาสวัดราชโยธา พวกแขกในย่านนั้นแทบทุกบ้านต่างก็พากันนับถือหลวงปู่ทอง

เรื่องเล่าถึง “ปาฏิหาริย์” หลวงปู่ทองเรื่องหนึ่ง เล่าสืบกันมาว่า

มีแขกคนหนึ่งเข้าไปตกปลาในวัด ด้วยปลาที่หน้าวัดและที่ในสระนั้นมีชุกชุมนัก แต่แกตกปลาตลอดทั้งคืนก็หาได้ปลาไม่ แม้บางครั้งเหมือนจะมีปลามาติด แต่พอวัดขึ้นมากลายเป็นใบไม้ บางครั้งก็ฮุบเหยื่อเหนี่ยวไปเหนี่ยวมา พอวัดจวนจะพ้นน้ำดิ้นไปมาจนน้ำกระจาย แต่พอพ้นน้ำขึ้นมากลับกลายเป็นใบไม้ไปครั้งสุดท้ายคล้ายปลาจะกินเบ็ดจริงๆ แต่วัดเท่าไรก็ไม่ขึ้น มันลากไปลากมาอยู่ในสระน้ำ ในใจก็คาดคิดว่าจะเป็นปลาตัวใหญ่ ด้วยบางทีลากเสียปลายคันเบ็ดจมลงน้ำไปด้วย บางคราวก็ฉุดลากจนตัวแกเกือบคะมำลงน้ำ สุดท้ายเมื่อลากขึ้นมาพ้นน้ำได้กลับกลายเป็นหัวกะโหลก ตกใจจนจับไข้อยู่หลายวัน

ข่าวผีกินเบ็ดก็แพร่กระจายออกไปว่า หลวงปู่ทองใช้ผีเฝ้าปลาในสระวัดยามที่มีผู้คนล้มป่วย ซึ่งในสมัยนั้นการคมนาคมไม่สะดวก ห่างไกลจากสถานพยาบาล ทำให้มีผู้คนล้มตายกันด้วยรักษาไม่ทันการ ชาวบ้านในละแวกวัดที่เป็นคนไทยพุทธล้วนต่างไปหาหลวงปู่ทอง ท่านก็เป่าเสกให้กินยา กินน้ำมนต์ พากันหายจากโรคก็เป็นที่ร่ำลือกันว่าหลวงปู่ทองเป็นหมอวิเศษ

คราวหนึ่งโรคอหิวาต์ได้ระบาดในชุมชนหมู่บ้านแขก และไทยพุทธ รอบๆ วัดราชโยธา มีผู้คนล้มป่วยกันมากมาย ชาวไทยพุทธที่ไปหาหลวงปู่ทองรักษาให้ล้วนต่างหายจากโรคกัน เป็นที่ร่ำลือกันวันหนึ่งพวกแขกละแวกวัดหลายสิบคนต่างพากันไปหาหลวงปู่ทอง มีหญิงแขกคนหนึ่งอุ้มลูกที่ป่วยมาด้วย หลวงปู่ทองก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ได้ถามไถ่ว่ามีเหตุธุระอันใดจึงมาหาท่านถึงวัด พวกแขกก็เล่าเรื่องราวให้ฟัง ท่านก็บอกให้เอาเด็กป่วยมาให้ท่านดู พอเห็นท่านก็ทราบว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นอะไร

หลวงปู่ทองให้ลูกศิษย์ไปหยิบไพลมาให้หัวหนึ่ง เมื่อได้มาท่านก็เหลาปลายไพลให้พอแหลม แล้วท่านก็จี้ลงไปที่ตัวเด็ก ทันทีที่จี้ถูกตัว เด็กร้องว่า “กลัวแล้วๆ ผมกลัวแล้ว”

หลวงปู่ทองก็ถามไป “เอ็งชื่ออะไร”

เสียงเด็กตอบว่า “ผมชื่อโดดครับ”

หลวงปู่ทองว่า “ใครใช้เอ็งมา”

เด็กตอบว่า “หมอสอนครับ”

หลวงปู่ทองถามต่อ “เองมาทำไม”

เด็กตอบกลับว่า “มาเอาชีวิตอ้ายหวังครับ”

หลวงปู่ทองถาม “อ้ายหวังมันทำอะไรให้”

เสียงเด็กตอบมาว่า “มันเยี่ยวรดหมอสอนครับ”

หลวงปู่ทองก็ว่า “หน็อยแน่เรื่องเพียงเท่านี้ถึงจะมาเอาชีวิตชีวาเชียวรึ เอ็งจะอยู่หรือจะไป ถ้าอยู่ข้าจะให้เฝ้าปลาในสระที่หน้าวัด”

เด็กคนนั้นนั่งก้มหน้าเฉย หลวงปู่ทองจึงเอาไพลจี้พร้อมสำทับไปว่า “ยังไง เอ็งจะอยู่หรือจะไป”

เด็กคนนั้นก็ว่า “ไม่อยู่ครับ หมอสอนแกสั่งให้รีบกลับเร็วๆ ครับ”

หลวงปู่ทองจึงเอากำหญ้าคาจุ่มน้ำมนต์ฟาดลงไปที่ตัวเด็ก เสียงของผีร้ายในร่างเด็กก็ร้องว่า “ผมกลัวแล้วๆ ผมไปแล้วครับ” หลวงปู่ทองก็เอาน้ำมนต์ซัดลงไปที่ร่างเด็กอีกครั้ง เด็กดิ้นล้มลงนอนเหยียดยาวแล้วเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง พอลืมตาก็ลุกขึ้นนั่งได้ตามปกติ หายราวปลิดทิ้ง แล้วท่านก็เอาด้ายสายสิญจน์มาผูกข้อมือให้

หลวงปู่ทองว่า ด้ายนี้เอาไว้ป้องกันมันจะเข้าอีกไม่ได้ แล้วก็เอาน้ำมนต์ให้พวกแขกไปคนละขวด พร้อมด้ายสายสิญจน์ ส่วนน้ำมนต์เอาไปอาบบ้าง กินบ้าง ประพรมบ้านบ้าง น้ำมนต์นี้ป้องกันผีห่าได้ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พวกแขกเหล่านั้นก็เชื่อมั่นในตัวหลวงปู่ทอง ต่างพากันนับถือ บางคนเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของ “น้ำมนต์” หลวงปู่ทองด้วยตาของตนเอง บ้างก็ได้ยินคำร่ำลือคำบอกเล่า บางครั้งพระพายเรือออกบิณฑบาตผ่านทางหน้าบ้านของแขกเหล่านั้น พวกเขาจะกวักมือเรียกให้พระจอดเรือแล้วเอาข้าวของมาฝากให้หลวงปู่ทอง บางคราวก็นำมาให้ถึงวัด เขาบอกว่าเขาให้คนที่นับถือ คนที่ไม่เข้าใจก็คิดว่าแขกใส่บาตรพระ

อ้างถึงหลวงปู่ทอง วัดราชโยธาเป็นพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่ายุคก่อนสงคราม ท่านมีวิชาอาคมแก่กล้าโดยเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ภูวัดเงิน ตลิ่งชันและพระอาจารย์แสงวัดมณีชลขันธ์ ลพบุรีผู้เป็นอาจารย์ของสมเด็จพุทธาจารย์โตนอกจากนั้นท่านยังได้มีโอกาสศึกษาวิชาเพิ่มเติมกับสมเด็จโตอีกด้วย

ส่วน เกจิอาจารย์ที่คุ้นเคยไปมาหาสู่กัน เช่น หลวงปู่ปั้นวัดเงิน ตลิ่งชัน หลวงพ่อปานวัดมงคลโคธาวาส สมุทรปราการ หลวงปู่ศุขวัดมะขามเฒ่า ชัยนาท หลวงปู่ภูวัดอินทร์ กรุงเทพฯ และท่านเจ้ามาวัดสามปลื้ม กรุงเทพฯ

สำหรับลูกศิษย์ของท่านก็มีหลวงปู่เผือกวัดกิ่งแก้ว สมุทรปราการ,หลวงปู่เหลือ วัดสาวชะโงก ฉะเชิงเทรา,หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา,หลวงปู่คง วัดบางกะพ้อม สมุทรสงคราม,หลวงปู่จาด วัดบางกะเบา ปราจีนบุรี,หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ,หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขันธ์ นครศรีธรรมราช,หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพระองค์ สมุทรสาคร,หลวงพ่ออี๋ สัตหีบหลวงพ่อเพชรวัดสามปลื้ม กรุงเทพฯ

และศิษย์ที่เป็นฆราวาส เช่น อาจารย์แก้วคำวิบูลย์ อาจารย์แถวและอาจารย์เจ็กในสมัยก่อนหลวงปู่ทอง ท่านเป็นพระที่มีอาวุโสสูงและทรงไว้ซึ่งวิทยาคมแก่กล้าดังนั้นไม่ว่าใครก็ล้วนมาขอเรียนวิชาต่างๆจากท่าน

หลวงปู่ทองมีอายุยืนยาวถึง ๑๑๗ ปีจึงมรณภาพด้วยโรคชราเมื่อปี ๒๔๘๐ท่าน ได้สร้างพระเครื่องไว้มากมายหลายรุ่นหลายพิมพ์มีทั้ง พิมพ์สมเด็จยันต์ข้าง พิมพ์ปิดตายันต์ข้าง พิมพ์แม่ธรณีบีบมวยผมยันต์ข้าง พิมพ์ปิดตาหลังยันต์อุเนื้อเมฆพัด เป็นต้น

สำหรับพระเครื่องวัตถุมงคลต่างๆ หลวงปู่ทองก็สร้างไว้พอสมควรแต่ปัจจุบัน ไม่ค่อยได้เห็นกัน เพราะหายากมาก
คนรุ่นนั้นต่างเก็บไว้ใช้กันหมด ที่เราพอจะได้เห็นกันบ้างก็คือสมเด็จเขียวเหนียวจริง หรือพระสมเด็จกรุบึงพระยาสุเรนทร์ซึ่งท่านสร้างและปลุกเสกให้

แม้แต่ตอนสงครามอินโดจีน พระยาพหลพลพยุหเสนาอดีตนายกรัฐมนตรี ก็ยังได้นิมนต์ท่านขึ้นเครื่องบิน ไปโปรยทรายเสก รอบวัดพระแก้ว และสนามหลวง รวมทั้งบริเวณใกล้เคียงเพื่อให้คุ้มครอง มิให้เป็นอันตรายจากระเบิดของข้าศึก
และยังได้ขอร้องให้ท่านสร้างเสื้อยันต์เพื่อแจกทหารไปใช้ในสงคราม

ซึ่ง เสื้อยันต์นี้มีกิตติศัพท์เลื่องลือกันมาก ว่าแคล้วคลาดยิงไม่ถูกหรือโดนยิงแล้วไม่เป็นอะไร บางคนโดนยิงล้มลง ก็ยังลุกขึ้นมาสู้ใหม่ได้ จนได้รับฉายาว่า ทหารไทยเป็นทหารผี

ซึ่งตอนนั้น เสื้อยันต์ที่ท่านสร้าง จะจารเขียนด้วยดินสอดำท่านเองทำให้ไม่ทัน จึงได้ขอให้พระอาจารย์อีก ๕ ท่าน
มาร่วมสร้างด้วย คือ๑.หลวงปู่แช่ม วัดตาก้อง นครปฐม,๒.หลวงปู่คง วัดบางกะพ้อม,๓.หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา,๔.หลวงปู่จาด วัดบางกะเบา ปราจีนบุรี,๕.หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว สมุทรปราการ

หลวงปู่ทองท่านเป็นพระที่ความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่งท่านมีอภิญญาปาฏิหาริย์มากมาย แม้แต่คนจะถ่ายรูปท่านก็ยังถ่ายไม่ติดเลยครับ ทำให้ปัจจุบัน จึงไม่ค่อยมีรูปท่านให้เห็นกันจะ มีที่เห็นก็เพียงรูปเดียวก็คือ รูปที่บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายร่วมกันไปอ้อนวอนขอถ่ายรูปท่าน ซึ่งเป็นรูปที่ท่านกำลังลงจากกุฏิไปฉันเพลเท่านั้น

ได้รับการเอื้อเฟื้อข้อมูลโดยเพจ: เรื่องเล่าชาวสยาม

เรียบเรียงบทความโดย :เพจนักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว       

จุดประสงค์เพื่อเผยเเพร่กิตติคุณของหลวงปู่ทองให้ผู้อ่านทุกท่านได้ศึกษา

ขอขอบคุณเครดิตที่มารูปภาพประกอบบทความจาก:www.watladbuakhaw.comและที่มาอื่นๆ เพื่อใช้ศึกษาไว้ ณ ที่นี้

*หากไม่ต้องการพลาดเรื่องราวดีๆจากทางเพจเเฟนเพจที่รักสามารถตั้งค่าการมองเห็นโพสได้ตามภาพ

ใส่ความเห็น