#ตำนาน”อ้ายมา”จอมโจรปล้นสวาทผู้ลอบปีนกำแพงวังหลวงไปหาพระสนม๛

จอมโจรปล้นสวาทในตำนาน “อ้ายมา”ลอบปีนกำแพงวังหลวง มุดมุ้งพระสนม!

เรื่องราวที่ “อ้ายมา” ลอบเข้าไปทำมิดีมิร้ายพระสนมถึงในวังหลวงนี้ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำบุนนาค) เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ นักพงศาวดารคนสำคัญ ซึ่งบันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ ไว้อย่างละเอียด และ บันทึกเรื่องนี้ไว้ด้วย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้โปรดเกล้าฯให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นำต้นฉบับที่เจ้าพระยาทิพากรวงศ์บันทึกไว้มาชำระใหม่ ปรากฏว่า หลายเรื่องได้ถูกตัดหายไป รวมทั้งเรื่องอ้ายมานี้ด้วย แต่ก็มีผู้คัดลอกต้นฉบับเดิมไว้ เช่น เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) ซึ่งได้รับตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศต่อจากเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ ผู้พี่ชาย ซึ่งต้นฉบับนี้ถูกถ่ายเป็นไมโครฟิล์มเก็บไว้ในหอสมุดแห่งชาติ และ ฉบับคัดลายมือลงสมุดฝรั่ง ๙ เล่มของโรงเรียนหลวงสวนกุหลาบ ก็ยังปรากฏมีเรื่องของอ้ายมาอยู่ด้วย

เรื่องอ้ายมาลอบเข้าวังหลวง เกิดขึ้นใน พ.ศ.๒๓๔๐ สมัยรัชกาลที่ ๑ อ้ายมาเป็นใคร มาจากไหน เถือกเถาเหล่ากอใด ไม่มีใครรู้ และ อ้ายมาก็ไม่ยอมให้การพาดพิงถึงใครทั้งสิ้น คงกลัวจะทำให้คนอื่นที่ไม่รู้ไม่เห็นพลอยเดือดร้อนถูกตัดหัว ๗ ชั่วโคตรไปด้วย เพราะพฤติกรรมที่อ้ายมากระทำเป็นความผิดมหันต์ ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีคนไทยคนไหนกล้าบังอาจถึงเพียงนี้

พงศาวดารบันทึกไว้ว่า เมื่อเดือนยี่ ปีมะเส็ง ขณะที่พวกผู้หญิงชาววังกระเดียดกระจาดขนมเล็กๆน้อยๆเดินขายกันอยู่ในวัง ก็ปรากฏว่า มีชายคนหนึ่งแอบเข้ามาจับนม และ แย่งชิงขนม เมื่อร้องโวยวายขึ้นชายคนนั้นก็หลบหนีไป พวกผู้หญิงที่ถูกจับของสงวนก็ไม่กล้าบอกเล่าให้ใครรู้ เพียงแต่พูดซุบซิบเป็นข่าวลือกันไป

คืนหนึ่ง ขณะที่ เจ้าจอมทอง นอนอยู่เวรบนพระมหามณเฑียรซึ่งเป็นที่ประทับ ได้ร้องโวยวายขึ้นกลางดึก ขณะที่มุ้งยังคลุมตัวยุ่งเหยิง ทำเอาสาวสนมกำนัลในตื่นตกใจกันทั้งพระมหามณเฑียร ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯให้ค้นหาตัวผู้ชายที่เจ้าจอมอ้างว่าเปิดมุ้งเข้าไปหา แต่ก็ค้นไม่พบ ทุกคนต่างเข้าใจกันว่าเจ้าจอมนอนละเมอ จึงให้ลงพระอาญาเฆี่ยนเสีย ๓๐ ที

คืนต่อมา พระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทอดพระเนตรผู้ร้ายเข้าวังด้วยพระองค์เอง ขณะเสด็จฯไปห้องพระบังคล (ห้องน้ำ) หลังพระมหามณเฑียร อ้ายผู้ร้ายแอบซ่อนอยู่ที่พระทวารถือกริชดักรอจะทำร้าย แต่พอเห็นชายพระภูษาเท่านั้นก็ตกใจตัวสั่นด้วยเกรงพระบรมเดชานุภาพ กระโดดหนีออกไปทางหน้าต่าง ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าโกนศีรษะโล้น

ในระยะเวลานั้น พระเจ้าหลานเธอกรมหลวงนรินทร์รณเรศร์สิ้นพระชนม์ ข้าหลวงตำหนักใหญ่พากันโกนศีรษะไว้ทุกข์ ทรงสงสัยว่า ข้าหลวงตำหนักนั้นจะเป็นเพื่อนกับเจ้าจอมคนใดคนหนึ่ง แล้วแอบมาคอยดักพบกัน จึงมีพระราชดำรัสให้เอาตัวข้าหลวงที่โกนหัวทั้งหมดมาพิจารณาสอบดูว่าใครมีบาดแผลบ้าง เพราะเมื่อผู้ร้ายโดดหน้าต่างลงไปนั้นทรงได้ยินเสียงล้ม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าข้าหลวงหัวโล้นคนใดมีบาดแผล

ตั้งแต่คืนนั้นจึงโปรดฯให้ตั้งลงบังคลในพระที่ ไม่ได้เสด็จฯมาที่ห้องเก่านั้นอีก แต่ก็ยังมีผู้เห็นคนร้ายปรากฏตัวในวังทุกคืน จึงโปรดฯให้ตำรวจวังและราชองครักษ์ไปคอยจับ วางกับดักไว้ตามที่ต่างๆ โดยเอากระแชงปูไว้บนถนน ตรอก ซอยทุกแห่ง เมื่อได้ยินเสียงกระแชงกรอบแกรบขึ้นที่ใด ก็ให้เอาท่อนไม้ ก้อนอิฐ ก้อนหิน ขว้างเข้าไปที่ตรงนั้น ซึ่งถ้าอ้ายผู้ร้ายรายนี้จะไม่หวนกลับมาอีก ก็คงจะลอยนวลไปได้ เพราะไม่ได้ทิ้งหลักฐานใดๆไว้ แต่เพราะความกำเริบได้ใจไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน จึงลอบเข้าไปในวังทุกคืน จนถูกจับได้ที่ข้างสวนดอกไม้ฝ่ายตะวันออกของพระมหามณเฑียร ซักถามได้ความว่าชื่อ “อ้ายมา” แต่ไม่ยอมปริปากบอกว่า เป็นสานุศิษย์หรือเป็นบ่าวไพร่ของผู้ใด นอกนั้นอ้ายมาให้การหมดทุกอย่าง

เมื่อขึ้นศาล ตระลาการถามถึงทางเข้าออก อ้ายมาก็บอกว่า เอาเชือกโยนคล้องใบเสมา แล้วปืนไต่กำแพงขึ้นไป ตระลาการถามถึงเจตนาที่ลอบเข้าไปในวัง อ้ายมาก็บอกว่าได้ข่าวว่าในวังสนุกสนานอยากจะเข้าไปเที่ยวเล่น ตระลาการถามอีกว่า ได้ชำเรากับผู้ใดบ้าง อ้ายมาก็ให้การหมดเปลือก

อ้ายมาบอกว่าได้ขึ้นไปบนพระมหามณเฑียร เห็นเจ้าจอมผู้หนึ่งรูปงามนัก ห่มสไบสีทับทิม ใส่ตุ้มหูระย้าเพชร ถือเทียนนำเสด็จฯออกมาจากในพระที่ เพียงแรกเห็นอ้ายมาผู้ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงก็เกิดความรักอยากได้ บังอาจถึงขนาดคิดจะทำร้ายพระเจ้าอยู่หัว แต่ก็ประหม่าเกรงพระบรมเดชานุภาพ ต้องถอยห่างหลบไปไม่กล้าทำอย่างที่คิด

ตกดึกคืนนั้น อ้ายมาก็เที่ยวค้นหาเจ้าจอมผู้นั้นว่านอนอยู่ที่ไหน เที่ยวเปิดดูตามมุ้งก็ไม่พบ จนเห็นเจ้าจอมคนหนึ่งหน้าตาคล้ายคลึง จึงมุดมุ้งเข้าไปข่มขืนกระทำชำเรา สำเร็จเสร็จสรรพแล้วเจ้าจอมผู้นั้นบอกว่าขอไปเบา แล้วหายไปไม่กลับมาอีก อ้ายมานอนคอยอยู่จนเกือบรุ่งจึงจำต้องปืนกำแพงวังกลับออกไป แต่ก็จำมุ้งที่นอน หีบหมากของเจ้าจอมผู้นั้นได้

รุ่งขึ้นอ้ายมาก็ได้ใจ ปีนวังหลวงเข้าไปหาเจ้าจอมคนเก่าอีก แต่ก็ไม่พบ เที่ยวเปิดมุ้งหาจนเจ้าจอมคนหนึ่งร้องโวยวายขึ้น ทำเอาตื่นกันทั้งพระมหามณเฑียร อ้ายมาจึงรีบหนีออกไป

ทรงให้เอาที่นอน หมอน มุ้ง และหีบหมากของเจ้าจอมทั้งหมดไปให้อ้ายมาดู อ้ายมาก็จำที่นอนหมอนมุ้งและหีบหมากของเจ้าจอมคู่สวาทได้ ตระลาการเขียนแผนที่ตำแหน่งของมุ้งสอบดู อ้ายมาก็ชี้ได้ ปรากฏว่าชุดนอน หีบหมาก และที่นอนตรงกับของ เจ้าจอมอิ่ม ลูกสาวพระไตรศรี จึงมีพระราชดำรัสให้เอาตัวเจ้าจอมอิ่มไปให้ตระลาการซักถาม เจ้าจอมอิ่มให้การว่า

คืนนั้นนอนหลับอยู่ ตื่นขึ้นมาก็เห็นอ้ายมาคร่อมทับอยู่แล้ว เอามีดจ่ออกขู่ว่าถ้าร้องจะฆ่าให้ตาย เจ้าจอมอิ่มกลัวเลยต้องปล่อยให้อ้ายมาทำมิดีมิร้าย จนสำเร็จประสงค์แล้วจึงออกอุบายว่าจะขอไปเบา เมื่ออ้ายมาตายใจปล่อยให้ไป ก็หลบไปไม่กลับมาอีก จากนั้นก็ซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้านไม่กลับไปนอนที่เก่า

ทรงเห็นว่าเจ้าจอมอิ่มมิได้ปลงใจรักใคร่ด้วยอ้ายมา จะเอาผิดนั้นยังไม่ได้ จึงเพียงให้ริบเครื่องยศคืน แล้วให้พระไตรศรีรับตัวกลับไปอยู่บ้าน ส่วนเจ้าจอมทองที่ถูกหาว่านอนละเมอจนถูกเฆี่ยนฟรีไป ๓๐ ที ก็พระราชทานทำขวัญไป สำหรับอ้ายมาตัวแสบได้รับโทษไปตามที่เหมาะที่ควร คือประหารชีวิต

คดีของอ้ายมา ทำให้ต้องมีการสร้างกำแพงวังชั้นในกันใหม่ให้แน่นหนา มีประตูสกัดเหนือสกัดใต้ เพื่อถวายการอารักขาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ไม่หละหลวมจนอ้ายมาเข้าออกได้เป็นว่าเล่น

บทความนี้เผยแพร่เพื่อศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ โดย : โรม บุนนาค 

เครดิต : ASTV ผู้จัดการ และ เรื่องเล่าชาวสยาม

ได้รับการเอื้อเฟื้อข้อมูลโดยเพจ: เรื่องเล่าชาวสยาม

จุดประสงค์เพื่อเผยเเพร่ความรู้ในเรื่องราวประวัติศาสตร์ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ศึกษา

ขอขอบคุณเครดิตที่มารูปภาพประกอบบทความเพื่อใช้ในการศึกษาไว้ ณ ที่นี้

นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว 

 

ใส่ความเห็น