“บ่อพันขัน” บ่อน้ำอัศจรรย์ ตักกี่ร้อยพันขันก็ไม่มีวันหมด!!

การค้นพบแหล่งโบราณสถานและแหล่งประวัติศาสตร์มากมายที่บ่งบอกถึงอารยะธรรมที่เจริญรุ่งเรืองในอดีต ตามเส้นทางของลำเสียวใหญ่กลางทุ่งกุลาร้องไห้ มีแหล่งโบราณสถานกระจายอยู่ตามริมน้ำ บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้นี้มีความสำคัญต่อวิวัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะเมืองโบราณ”บ่อพันขัน”ที่มีแหล่งหินตัดขนาดใหญ่ ที่เชื่อว่าน่าจะถูกตัดไปเพื่อนำไปก่อสร้างศาสนสถานหลายแห่งในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และน่าจะมีอายุมากกว่าสามพันปีมาแล้ว แหล่งหินตัดบริเวณนี้น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยกับเส้นทางอาณาจักรเจนละ เพราะจากการศึกษาดูภูมิประเทศโดยรอบพบว่า เส้นทางที่เชื่อมโยงกับบ่อพันขันไปสู่แหล่งโบราณสถานนั้นอยู่บนระนาบของลำเสียว ลักษณะของโบราณสถานทุกแห่ง ที่ถูกนำมาแกะสลักทับหลังอย่างงดงามอลังการตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์และจากการศึกษาภูมิประเทศโดยรอบไม่มีแหล่งใดที่มีหินลักษณะอย่างนี้ในบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้

จึงเชื่อได้ว่าหินทรายแดงที่ถูกลำเลียงมาเพื่อก่อสร้างชั้นล่างปราสาทและแกะสลักทับหลังของโบราณสถานทั้งหลายน่าจะลำเลียงมาจากบ่อพันขันและลำเลียงตามลำน้ำเสียว โดยใช้แพล่องแล้วใช้ช้างลากต่อจากลำเสียวขึ้นสู่แหล่งก่อสร้างตามสถานที่สำคัญ เช่น ปราสาทหินทรายแดง ซึ่งเป็นปราสาทหินที่ถูกฝังตัวอยู่ในดิน ยอดก่อด้วยศิลาแลง, กู่คันะนาม, กู่พระโกนา เป็นปรางกู่สมัยขอมเรืองอำนาจ สร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ 15-16, กู่กาสิงห์, กู่บ้านเมืองบัว หลักฐานซึ่งแสดงถึงความรุ่งเรืองของอารยะธรรมเก่าสืบเนื่องมาเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมแอ่งโคราชและที่โดดเด่นคืออาณาจักรเจนละของกัมพูชา ที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรขอมช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-16 มีหลักฐานที่น่าจะเชื่อถือได้ คือ กู่คันธนาม กู่บ่อพันขัน กู่พระโกนา กู่กาสิงห์ กู่บ้านเมืองบัว และบ่อพันขันหรือบ่อน้ำพันขัน

ที่เป็นแหล่งหินตัดขนาดใหญ่ และบนแผ่นหินยังมีบ่อหินที่เชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ อีกนัยหนึ่งเชื่อว่ามีลักษณะคล้ายของโยนีของพระนางอุมา มีน้ำใสออกจากตาน้ำช่องหินอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เป็นบ่อน้ำจืดแห่งเดียวที่เกิดท่ามกลางน้ำเค็มบริเวณโดยรอบบ่อน้ำเป็นร่องหินที่ถูกตัดช่องผ่าเป็นหมากรุกให้น้ำไหลไปทั่วพื้นที่

บ่อพันขันเป็นสิ่งมหัศจรรย์และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีตำนานเล่าขานมาพร้อมกับเมืองจำปาขันในเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จากประวัติศาสตร์และนิทานตำนานพื้นบ้านอีสานทำให้ทราบว่าบ่อพันขันเป็นดินแดนเมืองโบราณ ซึ่งเคยรุ่งเรืองมาในอดีตหลักฐานที่ชี้ชัดคือ พระธาตุพันขัน ปราสาทหินทรายแดงและแหล่งหินตัดขนาดใหญ่ บริเวณบ่อพันขันที่ชาวบ้านเรียกว่าตราจีวรพระโมคคัลลาห์

เมื่อกาลเวลาเนิ่นนานแหล่งหินตัดได้กลายเป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ของชุมชน เมื่อต้นปี 2524 กรมชลประทานได้สร้างทำนบขนานเล็กขึ้นทำให้น้ำท่วมแหล่งหินตัด ชาวบ้านที่เคยทำนาเกลือก็เปลี่ยนอาชีพมาทำประมงน้ำจืดแทน

อย่างไรก็ดี ชาวบ้านยังเชื่อว่าแหล่งหินตัดตรงนี้เป็นสถานที่ที่พระโมคคัลลาห์เสด็จลงมาปราบพญานาคเมื่อคราวที่ขึ้นมาสู้กับพญานกอินทรีย์จนพิษกระจายไปทั่วท้องฟ้า ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่วถึงกับลูกตากระเด็นออกมาข้างนอก ปัจจุบันเรียกว่าบ้านตาเณรซึ่งเพี้ยนมาจากบ้านตาเด็น พระเถระเจ้าผู้มีเมตตาได้อธิษฐานจีวรคลุมนาคลงใต้พื้นบาดาลแล้วประทับบาทไว้ พร้อมกับอธิษฐานชี้นิ้วลงข้างชายจีวรกลายเป็นบ่อน้ำจืดขนาดเล็กให้ชาวบ้านได้ชำระพิษนาค บ่อน้ำมีลักษณะรอยแตกเหมือนครกตำข้าวของชาวบ้านขนาดกว้าง 6 นิ้ว ลึก 12 นิ้ว ชาวบ้านนิยมเรียกว่า น้ำสร่างครก อาจเป็นเพราะมีขนาดเท่าครก เรียกเป็นทางการก็คือบ่อพันขัน เพราะใช้ขันตักน้ำเท่าไหร่ก็ไม่หมดและเมื่อตักขึ้นแล้วน้ำก็จะไหลขึ้นมาแทนที่ในลักษณะเดิมอีก

ซึ่งแปลกจากน้ำซับหรือน้ำพุโดยทั่วไป น้ำในบ่อพันขันจะมีรสจืดสนิทท่ามกลางน้ำเค็ม ด้วยความตั้งใจที่อยากจะให้โบราณสถานและแหล่งประวัติศาสตร์ยังดำรงคงอยู่เพื่อเยาวชนรุ่นหลัง พระปลัดอำพร กุสลจิตโตและหัวหน้ากิ่งอำเภอหนองฮีพร้อมด้วยชาวบ้านดงเย็นได้เข้าพัฒนาพื้นที่ พร้อมทั้งนำโครงการเข้าเสนอต่อสภาตำบลเด่นราษฏร์ อนุมัติเป็นแหล่งเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ โดยได้รับความอุปถัมภ์จากพระครูโสภณวิริยคุณ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ประธานศูนย์รวมสงฆ์ชาวอีสาน 19 จังหวัด ในการพัฒนาพื้นที่ จึงนับได้ว่าบ่อพันขันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของชุมชนที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คงอยู่เพื่อลูกหลานในอนาคตต่อไป

บ่อพันขัน แหล่งโบราณสถานพื้นที่ร้อยจิตใจของคนในชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้เป็นพื้นที่แหล่งอารยะธรรมที่สำคัญ มีลักษณะเป็นบ่อน้ำขนาดเล็กบนหินทรายแดง กว้าง 6 นิ้ว ลึก 12 นิ้ว มีน้ำใสไหลออกมาตลอด รสชาติจืดสนิททั้งที่อยู่ท่ามกลางแหล่งหินเกลือใต้ดินพื้นที่ดังกล่าวนอกจากจะเป็นสถานที่ร้อยรัดจิตใจของชุมชนแล้ว ยังเป็นศูนย์การค้าและแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ในอดีต ซึ่งถือเป็นศูนย์การค้าเกลือที่สำคัญของชุมชนไทย ลาว และเขมร การทำเกลือนับเป็นอาชีพที่สำคัญของคนทุ่งกุลาร้องไห้ในยุคแรกเริ่มเมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว และแหล่งต้มเกลือที่สำคัญที่สุดของพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้คือ บ่อพันขัน ตำบลเด่นราษฎร์ กิ่งอำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด แล้วยังทำสืบเนื่องมาเท่าทุกวันนี้ด้วยเทคโนโลยีนับพันปีมาแล้วไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงช้ามาก

นอกจากที่กล่าวแล้ว บ่อพันขันยังเหลือร่องรอยของการทำกิจกรรมร่วมมากมายของชุมชนในเขตหมู่บ้านตาเณร บ้านหนองมะเหียะ บ้านหนองจาน บ้านหนองมะดุม บ้านตำแย บ้านหญ้าหน่อง บ้านหนองคูณ บ้านม่วงหวาน บ้านเด่นราษฎร์ และบ้านดงเย็น เหลือให้ศึกษาโดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่อยู่ภายในกับความสัมพันธ์ภายนอกในเขตพื้นที่บ่อพันขัน ซึ่งหากไม่มีการปฏิสัมพันธ์แล้ว คงไม่มีการผลิตเกลือกันอย่างใหญ่โต จนนำไปสู่การผลิตเพื่อส่งขายและแลกเปลี่ยนกับชุมชนรอบๆ พื้นที่การผลิตเกลือแห่งนี้ อีกด้านหนึ่งพื้นที่บ่อพันขันถือเป็นแหล่งหินตัดขนาดใหญ่ที่ชุมชนสมัยโบราณน่าจะตัดเพื่อนำไปก่อสร้างศาสนสถานที่อยู่เรียงรายลำเสียวพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ อาทิ กู่คันธนาม อำเภอโพนทราย กู่พระธาตุพันขัน กู่พระโกนา อำเภอสุวรรณภูมิ กู่กาสิงห์ กู่บ้านเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด

เมื่อครั้งที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จเยี่ยมมณฑลอีสาน เคยดำรัสไว้ว่า หากใครมามณฑลร้อยเอ็ดแล้ว ไม่เคยเห็นบ่อพันขันก็เท่ากับว่ามาไม่ถึงร้อยเอ็ด หลักฐานที่สนับสนุนให้เห็นถึงความสำคัญบ่อพันขันอีกชิ้นหนึ่งคือการขุดพบฐานศิวลึงค์จารึกด้วยอักษรปัลลวะที่กล่าวนามพระเจ้าจิตรเสน ที่ดอนขุมเงิน บ้านหนองคูณ ตำบลเด่นราษฎร์ กิ่งอำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด

แสดงให้เห็นถึงศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญด้วยความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสภาพที่เป็นแหล่งเศรษฐกิจนี้เอง ทำให้กลุ่มชนได้อพยพเข้าสู่พื้นที่มากขึ้น และส่งผลต่อการผลิตเกลือมากขึ้นตามลำดับและผลิตกันอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการสร้างชลประทานขนาดเล็กเพื่อกักเก็บน้ำไว้สำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร หมู่บ้านท้ายอ่างเก็บน้ำบ่อพันขันเมื่อปี พ.ศ.2524 เกิดเป็นอ่างเก็บน้ำบ่อพันขันขึ้น ซึ่งการสร้างชลประทานขึ้นนับเป็นการปิดฉากตำนานการทำเกลืออย่างถาวรของชุมชนแห่งนี้ และด้วยเหตุผลที่ว่าจะมีการกั้นเขื่อนเพื่อให้ราษฎรในพื้นที่ทำการเกษตร แต่ความจริงแล้วน้ำที่กั้นไว้กลับมีรสเค็มไม่สามารถนำน้ำไปทำการเกษตรได้ ส่งผลให้กลุ่มชนเกิดการเคลื่อนไหวแรงงานสู่ภูมิภาคต่างๆ มีการนำเข้าสิ่งของนานาชนิดกระทั่งระบบความเชื่อ หรือแม้แต่เรื่องการแต่งงานด้วยเป็นเหตุให้โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://boopankan.blogspot.com/2014/02/blog-post_5.html?m=1

ขอบคุณภาพจาก tournonghi.wordpress.com

ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่  เรื่องเล่าชาวสยาม

 

ใส่ความเห็น