“หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค” สอนกรรมฐานจากการไหว้ศพ

ประเพณีของหลวงพ่อปานแต่ความจริงท่านไม่ได้ทำเป็นประเพณี ท่านทำด้วยจิตเลื่อมใส ไม่ว่าจะเป็นศพเด็กศพผู้ใหญ่ ศพผู้หญิงศพผู้ชายก็ตามเวลาเขานำมาที่วัด หลวงพ่อปานท่านก็คว้าธูปคว้าเทียน ถ้าเขามาตั้งเรียบร้อยแล้ว หยิบธูปหยิบเทียนห่มจีวร คลุมผ้าสังฆาฏิว่ากันเสียเต็มยศ แล้วท่านก็ไปไหว้ศพ ท่านไม่ชวนใคร ไม่ตีระฆัง ท่านก็ลงไปที่ศาลาไหว้ศพ พระทั้งหมดพอศพมาก็ต้องเตรียมผ้าสังฆาฏิเหมือนกัน ไม่ต้องบอกกัน เห็นหลวงพ่อปานลุกจากกุฏิ กุฏิท่านอยู่ลึกเข้าไปศาลาอยู่อีกด้านหนึ่ง มายืนจุกกันอยู่ทางปากทางหมด

 

พอหลวงพ่อปานเดินออกหน้า ต่างคนต่างเดินเรียงกันตามลำดับอาวุโส ไม่ใช่ตามลำดับยศ เมื่อเดินกันไปถึงหน้าศพ หลวงพ่อปานก็จุดธูปเทียนพวกพระก็จุดบ้าง หลวงพ่อปานกราบ พระก็กราบบ้าง กราบแล้วท่านก็นั่งเฉย ประเดี๋ยวพระก็นั่งบ้าง เวลาท่านลุกกลับก็กลับบ้าง คราวหนึ่งยายฟูตาย ซึ่งแกเป็นคนที่มาทำงานวัดทุกวัน มาดายหญ้าบ้าง ถูกุฏิบ้าง ตอนเย็นแกก็กลับ ครั้นเมื่อศพยายฟูมาก็ไปกันตามเดิม หลวงพ่อปานก็ทำเหมือนเดิม พระลูกวัดก็ทำเหมือนเดิม จนกระทั้งพระในวัดรูปหนึ่งถามท่านขึ้นว่า

“หลวงพ่อขอรับ ก็ยายฟูน่ะเวลามีชีวิตอยู่หลวงพ่อเรียกอีฟู แล้วเวลายายฟูตายหลวงพ่อมากราบทำไมขอรับ”

ท่านหันมามองแล้วก็ยิ้ม ยิ้มแล้วก็มองพระทุกองค์ คล้ายๆ กับท่านจะถามในใจของท่านว่าพระทุกองค์น่ะคิดเหมือนพระรูปนั้นหรือเปล่า ท่านก็บอกว่า

“ที่มาไหว้ศพน่ะเขามาไหว้สัจธรรมของพระพุทธเจ้านะ คำว่าสัจธรรมน่ะเป็นแบบนี้ คือว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าร่างกายของคนและสัตว์นี่น่ะมันเป็นอนิจจัง มีสภาพไม่เที่ยง เวลาอยู่ก็เป็นทุกข์ ทุกขัง แต่ในที่สุดก็เป็นอนัตตาคือตายใครบังคับบัญชาไม่ได้ เวลาที่เรามาไหว้กันนี่เข้าไหว้พระสัจธรรมของพระพุทธเจ้า เวลากราบลงไปเขากราบพระพุทธเจ้ากันนะ

กราบครั้งที่ 1 พระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้าเทศน์นี่น่ะถูก ทรงเทศน์ไว้ตรง ข้าพระพุทธเจ้าขอยอมรับนับถือ ขอเอาธรรมข้อนี้หรือคำสอนตอนนี้ไปคิดเป็นประจำใจ จะได้เป็นคนไม่ประมาท ตกอยู่ในคุณธรรมชั้นสูง เป็นมรณานุสสติกรรมฐาน แล้วก็กราบลงไป

กราบครั้งที่2 ก็นึกถึง พระธรรม คำสั่งสอนที่พระองค์ทรงหลั่งไหลออกมาจากพระโอษฐ์เหมือนดอกมะลิแก้ว เพราะแพรวพราวไปด้วยความจริง แพรวพราวไปด้วยคำประเสริฐ นี่พระธรรมที่หลั่งไหลออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์เป็นของจริงเป็นของ ประเสริฐทำบุคคลทั้งหลายไม่ใหเมามันให้เข้าถึงความสุข

กราบครั้งที่ 3 ก็กราบพระสงฆ์ พระอริยสงฆ์ทั้งหลายที่ท่านอุตส่าห์ร้อยกรองพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรง สั่งสอนไว้แล้ว ไม่ปล่อยให้อันตรธานสูญไป รวบรวมเข้าไว้นี่กราบความดีของพระ 3 พระ เขาไม่ได้กราบผีกราบศพ แกจะเห็นว่าคนที่ตายแล้วฉันมากราบ แม้แต่เด็กฉันก็กราบ นี่ความจริงฉันไม่ได้กราบเด็ก ไม่ได้กราบคนตาย ฉันกราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเอาคนตายนี่เป็นครูฉันว่าเขาเกิดมาแล้วตายจริงตามที่พระพุทธเจ้าตรัส”

แล้วท่านก็บอกอีกว่า “การกราบศพเขากราบคุณพระรัตนตรัย กราบสัจธรรมของพระพุทธเจ้า ทีนี้เวลาเผาศพก็เหมือนกันนะ อย่าตั้งหน้าตั้งตาเผาเขา เวลาเราไปเผาศพก็เผากิเลสในใจของเราเสียด้วย กิเลสส่วนใดที่มันสิงอยู่ที่เรา คิดว่าเราจะไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายน่ะ เผามันเสียให้หมดไป เราคิดว่าวันนี้เราเผาเขาไม่ช้าเขาก็เผาเรา คนเกิดมาแล้วมาตายอย่างนี้เราจะเกิดมันทำไม ต่อไปข้างหน้าเราไม่เกิดดีกว่า เราไปพระนิพพานนั่นละดีที่สุด เรื่องอัตภาพร่างกายสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ไม่มีอะไรเป็นความหมาย ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง ตายแล้วหาสาระหาแก่นสารไม่ได้ หาประโยชน์ไม่ได้”

กราบขอบพระคุณที่มาเพจ ใต้ร่มธรรม

ได้รับการเอื้อเฟื้อข้อมูลโดยเพจ: เรื่องเล่าชาวสยาม

จุดประสงค์เพื่อเผยเเพร่ความรู้ดีๆเกี่ยวกับครูบาเกจิอาจารย์ให้ผู้อ่านทุกท่านได้ศึกษา

ขอขอบคุณเครดิตที่มารูปภาพประกอบบทความเพื่อการศึกษาไว้ ณ ที่นี้

*หากไม่ต้องการพลาดเรื่องราวดีๆจากทางเพจเเฟนเพจที่รักสามารถตั้งค่าการมองเห็นโพสได้ตามภาพ

ใส่ความเห็น