กรมหลวงชุมพร เดินทางไปเรียนวิชากับ “หลวงปู่เทพโลกอุดร”

พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.5) ทรงเห็นว่า เมื่อเสด็จในกรมฯ มีความสนพระทัยในด้านไสยเวทจริงๆ จึงมีรับสั่งให้ไปหาพระอาจารย์รูปหนึ่งที่ภูเก็ต การเดินทางในคราวนั้น เสด็จในกรมฯทรงเสด็จด้วยเรือรบพร้อมกับผู้ติดตาม 4 คน คือ หลวงวิชัยฤทธิ์รงค์, นายแอ๊ด(ปากน้ำ ระยอง) จ่าชม(ปากลัด) และนายโท เมื่อถึงที่หมาย เจ้าเมืองภูเก็ตจัดม้ามาถวายทั้งหมด 5 ตัว พระองค์และคนสนิทต้องเดินทางด้วยม้า และใช้เวลาในการเดินทางราว 5-6 ชั่วโมง จึงถึงวัดร้างแห่งหนึ่งอยู่กลางป่าลึก พระองค์ทรงเดินไปยังกุฏิหลังนั้นเห็นพระรูปหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ผิวดำ(คือ”หลวงปู่เทพโลกอุดร”หรือ หลวงพ่อใหญ่ บางแห่งเรียกพระองค์นี้ว่า หลวงพ่อดำ เพราะเหตุท่านมีผิวดำคล้ำ)

กำลังนั่งลูบกระต่ายสีขาวอยู่ ทันทีที่หลวงพ่อใหญ่ เห็นชายแปลกหน้ามาถึง 5 คน จึงวางกระต่ายลง และนำไม้กระบองขนาดถนัดมือ เดินลิ่วไปหาผู้ที่มาเยือนทันที หลวงพ่อใหญ่ถามว่า มาหาใคร เสด็จในกรมฯตอบว่า กระผมมาหาหลวงพ่อขอรับ พร้อมกับก้มตัวลงกราบ ไม่ทันได้ระวังตัว หลวงพ่อใหญ่ ได้ใช้กระบองหวดเข้าที่บริเวณศรีษะของเสด็จในกรมฯทันที จนพระโลหิตไหลอาบไปทั่วหน้า

และขณะที่ผู้ติดตามกำลังจะวิ่งมาช่วยเจ้านาย หลวงพ่อใหญ่ก็พลิ้วตัวเข้าหาผู้ติดตามแบบประชิดตัว ทุกๆคนโดนหวดจนล้มหมอบไปตามๆกัน พร้อมๆกับเสียงหัวเราะชอบใจของหลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่อใหญ่ ได้ถามความสมัครใจของเสด็จในกรมฯว่า ยังคิดจะเรียนวิชาอีกหรือไม่ พระองค์ทรงยืนยันว่า การเดินทางมาจากเมืองบางกอกในครั้งนี้ต้องการมากราบขอเป็นลูกศิษย์ มิได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง

หลวงพ่อใหญ่ จึงใช้ฝ่ามือลูบที่ใบหน้าของเสด็จในกรมฯ และ ผู้ติดตามทั้ง 4 คน ปรากฏว่าแผลที่โดนหวดตี นั้นปิดสนิท คราบเลือดทั้งหลายก็พลอยหายไปด้วยทั้งยังไม่มีอาการใดๆ ที่แสดงความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่อีก จากนั้นได้ถามเสด็จในกรมฯว่า ที่บ้านเลี้ยงกระต่ายหรือเปล่า พระองค์ท่านตอบว่าไม่มี หลวงพ่อใหญ่จึงให้ทุกคนหลับตา เมื่อท่านบอกให้ลืมตาได้ปรากฏเป็นที่อัศจรรย์ว่า บริเวณวัดร้างแห่งนั้นมีกระต่ายสีขาววิ่งเล่นจนขาวโพลน ไปทั่วทุ่งนับพันนับหมื่นตัว หลังจากนั้นหลวงพ่อใหญ่ จึงต้อนรับอาคันตุกะจากแดนไกลด้วยข้าวปลาอาหารที่ยังอยู่ในบาตร อาหารมื้อนั้นช่างน่าแปลกใจ ท่ามกลางป่าทึบแต่กลับมีอาหารชั้นดีอย่างที่คนเมืองนิยมกินกัน เมื่ออิ่มหนำสำราญ อาบน้ำอาบท่าเป็นที่เรียบร้อย เสด็จในกรมฯและผู้ที่ติดตามจึงเข้าไปกราบหลวงพ่อใหญ่ที่กุฏิร้างอีกครั้ง หลวงพ่อใหญ่บอกว่าจะสอนวิชาให้เฉพาะคนที่เป็นแม่ทัพเท่านั้น ส่วนผู้ที่ติดตามทั้ง 4 ท่านนั้นเพียงแต่เป่ากระหม่อมให้ จากนั้นหลวงพ่อใหญ่ ได้หยิบกระดาษเล็กๆ มาจดพระคาถาให้ ข้อความไม่ยาวนักและบอกให้เสด็จในกรมฯท่องให้ขึ้นใจ จนเมื่อแน่ใจว่า จำได้แม่นยำไม่ผิดเพี้ยนในอักขระตัวใดแล้ว ท่านจึงขยำทิ้งเป็นเช่นนี้อยู่ 5-6 ใบ ท่านบอกว่าวันนี้สอนเพียงแค่นี้ พรุ่งนี้จะประสิทธิ์ประสาทวิชาให้

เช้ามืดวันรุ่งขึ้น เสด็จในกรมฯและผู้ติดตามตื่นขึ้นเพื่อช่วยเช็ดกุฏิ ขณะนั้นหลวงพ่อใหญ่ กำลังครองจีวรเพื่อออกบิณฑบาต ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น หลวงพ่อใหญ่ ก็กลับมาพร้อมด้วยอาหารพูนบาตร มื้อนั้นหลังจากที่กินกันอิ่ม 5 คนแล้วยังมีเหลืออีกมาก จากนั้นท่านได้สวดให้ศีลให้พร

เสด็จในกรมฯถามหลวงพ่อใหญ่ว่าบิณฑบาตจากที่แห่งไหน ท่านตอบว่าเมืองภูเก็ต ทั้งๆที่เมื่อวานนี้เสด็จในกรมฯและผู้ติดตามขี่ม้าเดินทางจากเมืองภูเก็ตมายังป่าลึกแห่งนี้ใช้เวลาราว 5-6 ชั่วโมง แต่หลวงพ่อใหญ่กลับใช้เวลาเดินบิณฑบาตไป-กลับเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แถมยังมีข้าวเต็มบาตรอีกด้วยช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆ

หลวงพ่อใหญ่เริ่มถ่ายทอดวิชาให้เสด็จในกรมฯ ด้วยการเป่ากระหม่อม 3 ครั้งและเป่าลมเข้าปากอีก 3 ครั้ง พระองค์ท่านรู้สึกเย็นวาบเหมือนการกลืนก้อนน้ำแข็งลงคอกระนั้น วิชาที่ท่านเรียนจากหลวงพ่อใหญ่ ตะกรุดแม่ทัพ ซึ่งเป็นการลงอักขระ เลขยันต์ทั้งหลายในตะกรุด วิชานี่เมื่อปืนยิงมายังเป้าหมายจะผิดทาง แคล้วคลาดหมด แต่ถ้าเป็นการยิงระยะใกล้ หรือที่เรียกกันว่า ระยะเผาขน นั้นคุณสมบัติจากแคล้วคลาดจะถูกเปลี่ยนเป็นมหาอุดปืนยิงไม่ออก

ภายหลังเมื่อกลับจากเมืองภูเก็ต เสด็จในกรมฯได้ลองวิชานี้ด้วยการปลุกเสกเลขยันต์ในตะกรุด 3 ดอก มอบให้ทหารเรือบดพายออกไปให้ห่างจากเรือใหญ่ และใช้ปืนยาว 5 กระบอก ปรากฏว่ายิงผิดเป้าหมายทุกกระบอก แต่เมื่อใช้ปืนประจำเรือเล็งไปยังเรือบด ปรากฏว่ากระสุนด้าน

ก่อนที่เสด็จในกรมฯจะเดินทางกลับกรุงเทพฯในคราวนั้น หลวงพ่อใหญ่ บอกว่า หากมีเวลาให้เสด็จมาจะต่อวิชาอื่นๆ ให้อีก และหากมิได้พบกันด้วยเหตุใดก็ตาม ให้ไปเรียนวิชากับหลวงปู่ศุข วัดอู่ทอง(ปากคลองมะขามเฒ่า) เพราะเป็นศิษย์ในสายเดียวกัน ต่อมาไม่ปรากฏว่าพระองค์ไปเรียนวิชาใดๆกับหลวง พ่อใหญ่อีกเลย

ได้รับการเอื้อเฟื้อข้อมูลโดยเพจ: เรื่องเล่าชาวสยาม

จุดประสงค์เพื่อเผยเเพร่ความรู้ดีๆเกี่ยวกับวิชาอาคมให้ผู้อ่านทุกท่านได้ศึกษา

ขอขอบคุณเครดิตที่มารูปภาพประกอบบทความเพื่อการศึกษาไว้ ณ ที่นี้

*หากไม่ต้องการพลาดเรื่องราวดีๆจากทางเพจเเฟนเพจที่รักสามารถตั้งค่าการมองเห็นโพสได้ตามภาพ

ใส่ความเห็น