อิทธิฤทธิ์ของหลวงพ่อวัดเขากบ อ.ไพทูรย์ พันธุ์เชื้องาม

อิทธิฤทธิ์ของหลวงพ่อวัดเขากบ หน้าผากเสือสมิง ข้าพเจ้าได้พบเสือเคลิ้มในคุกบางขวางเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ เสือเคลิ้มเป็นเสือร้ายแห่งจังหวัดสิงห์บุรี เสือเคลิ้ม บุญโชค ต้องหาคดีเรื่องปล้นและฆ่า ศาลพิพากษาประหารชีวิต ที่มาของเรื่อง เสือเคลิ้มเป็นชาวชนบท เป็นคนจังหวัดสิงห์บุรี อยู่อำเภอเมือง พ่อแม่เสือเคลิ้มเป็นคนยากจน แม่และน้องสาวรับจ้างแจวเรือจ้างเป็นอาชีพ น้องสาวเสือเคลิ้มชื่อนางสาวสาคร เป็นเด็กสวยงามมาก จนอายุ ๑๘ ปี เรียนสำเร็จชั้นประถม ๔ มาตั้งร้านค้าขายข้าวแกงและขนมอยู่ตลาดท่าเรือจ้างที่แม่แจวเรืออยู่ พ่อของเสือเคลิ้มตาย พ่อเอาไปฝากอยู่กับหลวงพ่อทอง วัดเขากบ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

 

นางสาวสาครมีเจ้าหนุ่มและไม่หนุ่มมาติดพันมากมาย มีลูกชายปลัดอำเภอแนะนำให้เข้าประกวดเทพีในวันสงกรานต์ นางสาวสาครประกวดเทพีได้ที่ ๑ มีพ่อค้า ข้าราชการ เจ้าหนุ่มและไม่หนุ่มมาติดพัน เพื่อต้องการให้เธอมาเป็นคู่ครอง แต่ก็ยังไม่มีใครที่จะมาเป็นเจ้าของหัวใจ มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเจษฎา อนุกรณ์ เป็นลูกหลวงพิมลประชาภัย ข้าหลวงประจำจังหวัดสิงห์บุรี มาติดต่ออยู่เสมอ เจษฎาคนนี้เป็นคนเจ้าชู้ ถือว่าพ่อเป็นใหญ่ มีเมียหลายคนได้แล้วก็ทิ้ง แม่ของนางสาวได้เดินทางมาจังหวัดนครสวรรค์ มาบอกเคลิ้มลูกชาย ทั้งแม่และเคลิ้มพี่ชายไม่ยอมยกให้ เพราะเจษฎาคนนี้เคยจ้างนักเลงฉุดผู้หญิงแถวตลาดมาเป็นเมีย พ่อแม่เอาเรื่องก็ไม่ได้ผล เพราะเจษฎามีพ่อเป็นใหญ่ ใครมีลูกสาวหลานสาวสวยๆ ต่างมีความเกรงกลัวหวาดระแวงว่าจะถูกเจษฎาจ้างให้นักเลงมาฉุดคร่า

ทุกสิ่งทุกอย่างจะโชคดีหรือโชคร้าย ย่อมจะต้องผ่านกับคนทุกคน โชคเจ็ดทีดีเจ็ดหน สาครเด็กสาวที่สงสารยากจนหาเช้ากินค่อ ถึงคราวที่จะต้องได้รับชะตากรรมอันร้ายกาจ เจษฎาให้ผู้ใหญ่เถ้าแก่มาสู่ขอนางสาวกับแม่ ก็ได้รับการปฏิเสธ มีความเสียใจ ทั้งนี้เพราะเจษฎามั่นหมายเอาไว้ จะต้องเอามาเป็นเมียให้ได้ เจษฎาจึงจ้างพวกนักเลงฉุดนางสาวสาครในวันสงกรานต์ แผนการณ์พิธีการฉุดคร่านักเลง ๔ คนรับจ้างเจษฎาฉุดนางสาวสาคร

ในเย็นวันนั้น นางสาวสาครกับเพื่อนมาทำบุญตักบาตรที่วัด แล้วก็เล่นรดน้ำกันตามประเพณี มีเรือลำหนึ่งมีคณะกลองยาวอยู่ ๗-๘ คน มีสวมหน้ากาก หน้าเสือและหน้าไอ้ตั้ว และหน้ากากคนหัวโต ไอ้ตั้วถือหอกแทงเสือกำลังตีกลองร้องรำไปตามประสาสนุก ทุกคนก็เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเรือลำนี้มีนักเลงต้องการมาฉุดนางสาวสาคร เมื่อเรือเทียบฝั่งเรียบร้อยแล้ว ก็มีชาย ๓ คน สวมหน้ากากทั้ง ๓ คน วิ่งลงจากเรือมาฉุดนางสาวสาครขึ้นจากเรือ มีพวกสวมหน้ากากหลอกล้อ ทางฝ่ายนางสาวสาครตกใจก็เรียกให้คนช่วยด้วย ช่วยด้วย คนร้ายฉุดที่ท่าเรือหน้าเมือง มีคนหลายสิบคนต่างตกตะลึง ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของนางสาวสาคร แต่เมื่อเหลือบไปเห็นพวกกลองยาวที่สวมหน้าหยอกล้อนางสาวสาคร ก็เลยทำให้คนที่เห็นคิดไปว่า เขาเล่นกลองยาว จนเรือออกจากฝั่งลำน้ำไปแล้ว ก็ยังได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของนางสาวสาคร แต่ก็ไม่มีใครสนใจที่จะคิดไปว่าคนร้ายมาฉุดนางสาวสาคร เข้าใจว่าเป็นการเล่นงานสงกรานต์

 

ถึงเวลาที่สาครกลับบ้านจนวันรุ่งขึ้น นางสาวสาครก็ยังไม่กลับ นางเพี้ยนผู้เป็นแม่นางสาวสาครได้รับคำบอกเล่าจากเพื่อนสาวที่ไปเที่ยวด้วยกันว่า นางสาวสาครถูกพวกคนที่มีหน้ากากเสือ หน้ากากไอ้หัวโต ฉุดขึ้นเรือ ดังนั้นนางเพี้ยนจึงนำความไปแจ้งให้กับตำรวจท้องที่ทราบ ทางฝ่ายตำรวจก็พยายามช่วยเหลือติดตามจับคนร้าย

เจษฎามนุษย์เจ้าเล่ห์ เอาสาครไปอยู่ที่ศาลเจ้าโรงทอง เขตติดต่อกับจังหวัดสิงห์บุรีและสุพรรณบุรี เจษฎาได้นำนางสาวสาครที่นักเลงฉุดมาให้ไปขังไว้ที่บ้านดังกล่าว เย็นวันหนึ่งเจษฎาเข้ามาหานางสาวสาคร บอกกับนางสาวสาครว่าเจษฎามีความรัก นางสาวสาครพูดว่าท่านเจ้าขา ดิฉันไม่มีพ่อ มีแต่แม่ พี่ชายก็ไปอยู่วัด อยู่สองคนแม่ลูก หาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต ดิฉันไม่ได้ทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับท่าน ท่านเป็นถึงลูกเจ้าเมืองเมตตาปล่อยดิฉันกลับบ้านเถิด เจษฎาว่าฉันรักสาคร ต้องการเอามาเลี้ยงเป็นเมีย ถ้าสาครไม่ยอมก็จะเป็นที่ฉันจะต้องใช้อำนาจ ท่านเจ้าขา มีผู้หญิงหลายคนที่ผูกคอตาย และกินยาตาย โดยท่านเป็นผู้พล่าพรมจรรย์ ผู้หญิงสาวคนนี้มีความเกรงกลัวท่าน ท่านอย่ามารักดิฉันเลย ปล่อยดิฉันเปรียบเหมือนลูกนกลูกกา เจษ”พูดว่าถ้าไม่ยอม ฉันจะหาผัวให้อีก ๔ คน รวมทั้งฉันเป็น ๕ คน สาครก็ได้แต่ร้องไห้ พูดพลางเจษฎาก็ถอดเสือถอดกางเกงปลุกปล้ำนางสาวสาครจนสำเร็จความใคร่ และไอ้พวก ๔ คนที่ฉุดร่วมเป็นผัวนางสาวสาครด้วย และบอกว่าพวกมึง ๔ คนขังเอาไว้ทำเมียจนเบื่อแล้วกูจะสั่งฆ่า เพราะถ้าขืนเอาไว้เรื่องราวจะโด่งดัง นางสาวสาครยกมือไว้ แต่ความชั่วช้าเลวทรามอยู่ในสำนึกของหัวใจเจษฎาไร้หิริโอตัปปะ บอกว่าไอ้แว่น ไอ้เงิน ไอ้จอน ไอ้เวียน พวกมึงทั้ง ๔ คนให้ควบคุมขังเอาไว้ กูนึกสนุกขึ้นมาเมื่อไหร่กูจะมาหา อย่าให้หลุดเล็ดลอดหนีออกไปได้เป็นอันขาด

ต่อมาทางวงการตำรวจท้องที่สืบรู้ว่าเป็นแผนการณ์ของเจษฎา แต่ก็ไม่อาจที่จะได้ตัวเจษฎามาลงโทษได้ เพราะเจษฎามีอิทธิพล เป็นลูกของผู้ยิ่งใหญ่ ต่อมาประมาณ ๑๔ วันนางสาวสาครได้หลบหนีจากที่คุมขังมาหาเคลิ้มที่จังหวัดนครสวรรค์ และก็เล่าเรื่องให้เคลิ้มฟัง เคลิ้มได้พาน้องสาวมาหาแม่ แล้วก็ชักชวนแม่ให้มาอยู่ที่วัดเขากบ อยู่กับแม่ชี เคลิ้มก็ไปกราบลาหลวงพ่อ

เมื่อหลวงพ่อทองรู้โดยญาณวิเศษ ไม่อาจที่จะขัดขืนพรหมลิขิตของดินฟ้าได้ จึงเรียกเสือเคลิ้มมาบอกว่าเอ็งจะไปก็ดีแล้ว หลวงพ่อพูดแล้วก็ไปที่หิ้งพระหยิบตลับที่บรรจุตลับหน้าผากเสือนำมาให้เคลิ้ม ให้เอ็งนึกถึงว่าสิ่งนี้เป็นเครื่องป้องกันชีวิตของเอ็ง ให้นึกถึงไอ้หนุนแล้วก็บอกพระเวทย์เรียกเสือสมิงเข้าในหน้าผากให้ติดตัวไว้เสมอ ส่วนแม่และน้องสาวของเอ็งไม่ต้องห่วง กูไม่อยากให้เองจาก แต่เป็นความจำเป็นของเอง ก็ต้องปล่อยไปตามเหตุการณ์ ไม่อาจที่จะช่วยชีวิตให้เคลิ้มคงมีชีวิตอยู่ได้ เพราะตามดวงชะตาในเกณฑ์มรณะ แต่ก็ไม่อาจที่จะบอกให้เคลิ้มรู้ตัว เคลิ้มกราบลาหลวงพ่อและลาแม่เดินทางมาจังหวัดสิงห์บุรี ไปสู่จุดหมายปลายทางเป็นการต่อสู้ของลูกผู้ชาย ก่อนจากแม่ได้บอกว่าลูกเอ๋ย เวรจะระงับด้วยการไม่จองเวร ให้อยู่กับแม่เถิด เคลิ้มตอบแม่ว่า แม่จ๋า ลูกเกิดมาเป็นลูกผู้ชาย สาครน้องสาวซึ่งเป็นสุดที่รักของลูกมาถูกอ้ายคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ข่มเหงรังแก่ ทำปู้ยี้ปู้ยำ ต้องเรียกร้องชีวิตของมันเอามาสังเวยความชอกช้ำของน้องสาคร แม่ไม่ต้องห่วง แล้วลูกจะกลับมากราบเท้าแม่ และมาอยู่กับแม่ จะไม่ยอมให้แม่และน้องห่างไกลลูกต่อไปอีก ทั้ง ๓ แม่ลูกต่างร่ำไห้เป็นห่วงซึ่งกันและกัน

 

เคลิ้มจากแม่และน้องสาวเดินทางมาจังหวัดสิงห์บุรี มาพำนักพักพิงอยู่ในกลางป่า เอาผ้าขาวม้าผูกต้นไม้เป็นเรือนนอน กลางคืนก็เรียกสมิงให้มาเฝ้าพิทักษ์รักษาเวลานอน พักอยู่กลางป่า ๓ วัน หาเครื่องมือ มีมีดอย่างดี ซึ่งมีรอยเลือดศัตรูติด มีดเล่มนี้เป็นของพ่อ

คืนนั้นยามดึกสงัดท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมหนาวพัดทำให้เคลิ้มเยือกเย็น เคลิ้มแต่งตัวเรียบร้อยค่อยแอบแฝงร่างเข้ามาที่บ้านของเจษฎา ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิต ตอนนี้เจษฎามีหน้าที่เป็นกำนันอยู่ที่อำเภอเมืองแล้ว พอเคลิ้มมาถึงหน้าบ้าน เคลิ้มก็ตะโกนเรียกท่านกำนันเจษฎาครับ เรียกอยู่ประมาณ ๒-๓ นาที เจษฎาเห็นเป็นเวลากลางคืนก็ถืออาวุธปืนเดินออกมาถามเคลิ้มว่ามาเรียกมีธุระอะไร เคลิ้มก็บอกว่าที่ท่าตลาดคนร้ายมาปล้นทรัพย์และยิงเจ้าทรัพย์ตาย ให้กำนันรีบไป

กำนันสงสัยเดินเข้าไป จึงจำได้ว่าเป็นเคลิ้ม จึงพูดว่าไอ้เคลิ้มหรือ ครับ ผมเอง คนที่หน้าตลาดให้ผมมาบอกกำนัน พอเจษฎาเดินเข้ามาใกล้ตัวเคลิ้ม เคลิ้มก็กระโจนทางเจษฎา เจษฎาหลบถูกสีข้างเฉี่ยวๆ และใช้อาวุธปืนยิงเคลิ้ม ปืนไม่ดังปัง ดังแซะ ยิงไม่ออก ทันทีนั้นเคลิ้มจึงตรงเข้าแทงเจษฎาถูกที่หน้าอกและซ้ำเติมถูกที่ท้อง เจษฎาก็ตะโกนร้องเรียกให้คนช่วย ระบุว่าไอ้เคลิ้มแทง ช่วยด้วย เคลิ้มเมื่อแทงแล้วก็รีบหลบหนีเข้าป่าไป ชาวบ้านร้านตลาดต่างก็ลุกขึ้นมาดู นางแฉล้มซึ่งเป็นเมียของเจษฎาตรงเข้าโอบกอดศพ จนเรื่องรู้ถึงทางอำเภอ และถึงข้าหลวงประจำจังหวัด

ตำรวจก็มาชันสูตรศพ ชาวบ้านใกล้เรือนเคียงได้ยินเจษฎาระบุว่าไอ้เคลิ้มแทง ทางวงการตำรวจก็พยายามติดตามเคลิ้ม แต่เคลิ้มก็หลบอยู่กลางป่า ยังไม่หายแค้นที่จะต้องคิดบัญชีกับไอ้นักเลง ๔ คนที่เป็นลูกน้องเจษฎา เคลิ้มก็จัดการฆ่าพวกทั้ง ๔ คนด้วยอาวุธมีดตายหมด ทางฝ่ายข้าหลวงประจำจังหวัดสืบทราบว่า เสือเคลิ้มลูกของนางเพี้ยนเป็นผู้ฆ่าเจษฎาลูกชายตาย ข้าหลวงจึงสืบสวนหาที่อยู่ของนางเพี้ยน เมื่อรู้ที่อยู่แล้วก็ให้นักเลงมาฆ่าแม่ของเสือเคลิ้ม แม่ไม่อาจที่จะฆ่าได้ ข้าหลวงจึงให้นายอำเภอละพวกตำรวจเฝ้ายามรักษาอยู่ต้นทางที่บ้านนางเพี้ยน ฝ่ายมุ่งกับฝ่ายเมินย่อมเป็นการเสียเปรียบอยู่แล้ว ดังนั้น นางเพี้ยนจึงถูกขุนพิศิษย์ดักจับตัวที่หน้าวัดเขากบ และนำตัวไปฆ่า แล้วทิ้งเหว ก็พยายามติดตามจับเสือเคลิ้ม

ขุนพิศิษฐ์พยายามติดตามจับอยู่ ๒ เดือนก็ไม่ได้ผล แต่ถึงที่ตายของเสือเคลิ้ม เสือเคลิ้มสืบทราบว่าขุนพิศิษฐ์ นายอำเภอมาจับแม่ไปฆ่า ทางวงการตำรวจจึงรู้ว่าขุนพิศิษฐ์เป็นผู้ฆ่าแม่ เคลิ้มก็จะต้องมาแก้แค้น ทางวงการตำรวจกะประมาณเหตุการณ์ข้างหน้าไม่มีผิด เสือเคลิ้มกับพวกไอ้มาบ้านขุนพิศิษฐ์จริงดังที่ตำรวจคาดไว้ เมื่อเข้ามาในเขตบ้าน ไม่รู้ว่ามีตำรวจซุ่ม เคลิ้มเข้าไปในบ้านยังไม่ทันกระทำสิ่งใด ก็มีพวกตำรวจและพวกอำเภอรุมล้อมจับเคลิ้ม ความอิสระของเคลิ้มก็ขาดสะบั้นลงในวันนั้น เมื่อถูกจับถูกศาลฟ้องหาว่าฆ่าเจษฎาและลูกน้องเจษฎาอีก ๔ คนตาย ทางวงการตำรวจก็ทำการสอบสวน ยังไม่พอใจในสำนวนคดีนี้ ขุนพิศิษฐ์เป็นผู้วิ่งเต้นเพื่อจะเอาเคลิ้ม ซึ่งบัดนี้มีฉายาว่าเสือเคลิ้มให้ประหารชีวิต เพราะที่เคลิ้มฆ่าเจษฎากับนักเลง ๔ คนนั้น ฆ่าในยามวิกาลไม่มีพยานหลักฐานประจักษ์มาให้การรู้เห็นในการฆ่าของเสือเคลิ้มได้

 

เสือเคลิ้มอยู่ในคุกจังหวัดสิงห์บุรี ขุนพิศิษฐ์ได้มาหาพัสดีประวิทย์ เนตรแก้ว เป็นพัสดีที่ปกครองเรือนจำอยู่ บอกให้เบิกตัวเสือเคลิ้มมาสอบสวนที่ทำการของโต๊ะพัสดี พัสดีก็เบิกเสือเคลิ้ม ขุนพิศิษฐ์ก็เข้ามาสอบสวน บอกเสือว่าคดีที่ถูกสอบสวนนี้เป็นคดีปล้นฆ่าผู้ใหญ่พลอย ผู้ใหญ่พลอย ผูกอยู่ เสือเคลิ้มพูดว่าคดีนี้ผมไม่รู้เรื่อง ขุนพิศิษฐ์บอกให้เสือเคลิ้มรับ เสือเคลิ้มก็พูดด้วยวาจาหวานว่า พระเดชพระคุณท่านแนะนำให้ผมรับสารภาพ เพื่อติดโทษน้อยก็เป็นพระคุณอย่างสูง แต่ขอให้ท่านช่วยทำสำนวนให้เบาด้วย นายอำเภอก็ตายใจถือว่าเสือเคลิ้มไม่มีเล็บมีเขียวแล้ว แต่เสือเคลิ้มเป็นเสือร้ายตั้งใจฆ่าขุนพิศิษฐ์มานานแล้ว เพราะขุนพิศิษฐ์พาตำรวจไปฆ่าแม่ มีดดาบที่แขวนอยู่ที่ห้องพัสดี ๒ เล่มคม ขุนพิศิษฐ์หยุดการสอบสวน หยุดสูบบุหรี่ เสือเคลิ้มได้ท่าก็คว้าดาบที่แขวนไว้ที่ห้องพัสดีตรงเข้าแทงฟันขุนพิศิษฐ์อึกกระทึกโครมคราม พัสดีเอาปืนมายิงเสือเคลิ้ม ลูกปืนก็ไม่ดัง เสือเคลิ้มหัวเราะพูดกับพัสดีว่า นายอำเภอคนนี้สมควรตาย เพราะมันฉุดน้องสาวผม ที่ผมฆ่าไอ้เจษฎากับพวกมันตายก็เพราะมันฉุดน้องสาวผม นอกนั้นผมไม่เคยฆ่าใคร เมื่อระหว่างหนีคดีหิวข้าวก็ไปยกมือไหว้เขา ขอกินไปมื้อๆนึ่งๆ ท่านพัสดียิงผม ผมจะฟันและฆ่าพัสดีก็ตายเปล่า แต่ท่านพัสดีไม่มีเหตุโกรธเคืองกับผม เคลิ้มพูดแล้วก็คืนมีดให้พัสดี พัสดีตกใจที่ยิงเสือเลิ้มไม่ออก เสือเคลิ้มนั่งอยู่ชั่วครู่แล้วก็ให้พัสดีนำตัวไปขัง

ความรู้ถึงหลวงวิมลประชาภัย ได้พาตำรวจชั้นผู้กำกับและนายอำเภอมาหลายคน เข้ามาในคุกบอกให้พัสดีเอาตัวเสือเคลิ้มออกมา พูดว่า มันฆ่านายอำเภอได้ ต้องยิงทิ้งให้เหมือนลูกหมา พัสดีผู้มีอำนาจในเรือนจำจึงพูดว่า น.ช.เคลิ้ม ผมได้เอาขังไว้เรียบร้อยและจำตรวนขนาดหนักไว้แล้ว ขุนหลวงวิมลฯดุพัสดีว่า ผมสั่งให้เอาตัวออกมา พัสดีว่าท่านสั่งผมก็ไขไม่ได้ เป็นการผิดระเบียบที่จะไขคนขัง ซึ่งไม่มีอาวุธออกมาให้ท่านยิง เดี๋ยวผมจะเป็นคนผิดฐานสมคบกันฆ่าคนต้องขัง คุณหลวงไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เพราะพัสดีพูดถูก มีเรื่องอะไรก็ฟ้องร้องกันไปตามกฎหมาย พัสดีได้ดำเนินการนำตัวไปฟ้องร้อง ศาลพิพากษาประหารชีวิต เสือเคลิ้มก็ถูกนำตัวมาที่บางขวาง มาพบกับข้าพเจ้า เพราะระหว่างนั้นข้าพเจ้าเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน และเป็นพี่เลี้ยงนักโทษประหารชีวิต ได้คุยกับเสือเคลิ้ม เสือเคลิ้มก็เล่าใฟ้ฟังดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้ว และบอกว่าตัวเขายังมีหน้าผากเสือหลวงพ่อวัดเขากบ ซึ่งเสือเคลิ้มเอาเย็บติดประกบกับหนัง ทำเป็นเข็มขัดคาดเอว ข้าพเจ้าช่วยทำทูลเกล้าถวายฎีกาพิเศษ เสือเคลิ้มแบ่งหน้าผากเสือให้ข้าพเจ้าที่มีอยู่ครึ่งหนึ่ง

ต่อมาอีก ๖๐ วัน ฎีกาพิเศษที่ข้าพเจ้าทำทูลเกล้าให้ เคลิ้มไม่ได้รับความเมตตาปราณีลดหย่นผ่อนโทษ เพราะเสือเคลิ้มแม้ว่าจะรับสารภาพว่าฆ่าขุนพิศิษฐ์ตาย แต่ศาลไม่ไดด้หยิบยกให้เป็นผลประโยชน์ ทั้งนี้เพราะขุนพิศิษฐ์เป็นนายอำเภอ ที่มีความดีความชอบ จึงสั่งประหารเสือเคลิ้มตามศาลชั้นต้นพิพากษาไว้ ทางฝ่ายข้าหลวงประจำจังหวัดได้เขียนเรื่องราวมายังเรือนจำบางขวาง ต้องการเอาเสือเคลิ้มมาประหารที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อเป็นตัวอย่างกับประชาชนทั้งจังหวัดสิงห์บุรี เสือเคลิ้มก็ออกเดินทางโดยถูกควบคุมมาเรือลำเดียวกับเพชฌฆาต มาถึงสิงห์บุรีทางจังหวัดจัดที่ตะแลงแกงไว้เรียบร้อยแล้ว

 

ถึงวันประหารเสือเคลิ้มประชาชนมากมาย ข้าพเจ้าไม่ได้ไปด้วย มีเจ้าพนักงานมาเล่าให้ฟัง เพชฌฆาตยิงเสือเคลิ้มไม่ออกทั้งปืนหนึ่ง ปืนสอง ลูกปืนเสียหมด จนมีเจ้าพนักงานไปอ้อนวอนให้เสือเคลิ้มเอาของดีออก ซึ่งทางวงการตำรวจสืบทราบว่าเสือเคลิ้มเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อทอง วัดเขากบ และเจ้าพนักงานเพชฌฆาตได้ปลอบด้วยวาจาอ่อนหวาน ถ้าเสือเคลิ้มไม่เอาออกจะใช้เอาหอกปลายแหลมสวนทวาร

เสือเคลิ้มก็พูดว่าก่อนจะจากหลวงพ่อมาต่อสู้ในชีวิตของลูกผู้ชาย หลวงพ่อนั่งทางในรู้ด้วยฌานวิเศษว่า ผมจะต้องตาย ไม่มีสิ่งใดที่จะห้ามความตายได้ แต่ก่อนตายขอให้เจ้าพนักงานไปตามน้องสาวชื่อนางสาวสาคร บุญโชค พักอยู่กับแม่ชีวัดเขากบ เจ้าพนักงานก็ไปตามตัวมาให้ เมื่อน้องสาวมาถึงก็กระซิบบอกความลับกับน้องสาวว่า หน้าผากเสืออยู่ในเข็มขัดนี้ หากแม้นว่าน้องมีลูกเป็นผู้ชายก็ขอให้เอาหน้าผากเสือนี้มอบให้แก่ลูกชายของน้อง แล้วคุยสนทนาร่ำไห้กันทั้งสองคน น้องสาวรับเข็มขัดแล้วก็ลาเสือเคลิ้มกลับ เพชฌฆาตจัดตั้งพิธีใหม่ คราวนี้เพชฌฆาตเหนี่ยวไกปืนกล เคลิ้มผู้อาภัพอับวาสนาก็อวสานลงเพียงแค่นี้ ข้าพเจ้าได้หน้าผากเสือจากเสือเคลิ้มมา ข้าพเจ้าจะตักบาตรทำบุญครั้งไร ก็บำเพ็ญตรวจน้ำแผ่ส่วนบุญและกุศลถึงเสือเคลิ้ม เพื่อไม่ให้อดให้อยากยังปรโลกไกลโพ้น เครื่องลางของขลัง หน้าผากเสือ เมื่ออยู่กับใคร ผู้นั้นจะมีอำนาจและเมื่อเวลาหลับนอน วิญญาณเสือสมิงก็จะคุ้มครองปกปกรักษา ข้าพเจ้าผู้เขียนจึงเขียนถึงอิทธิฤทธิ์และความมหัศจรรย์ของหน้าผากเสือมาให้ท่านผู้อ่านได้รู้ เพราะรู้ไว้ใช่ว่า…

เล่าเรื่องโดย อ.ไพทูรย์ พันธุ์เชื้องาม เรียบเรียงโดย อ. เจริญ ตันมหาพรานบทความมีลิขสิทธิ์ได้รับอนุญาตจากเพจ นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว

ใส่ความเห็น