แม่พังเเป้นตำนานช้างแสนรู้ของพระเจ้าอยู่หัว ร.๗

เรื่องของช้างนั้นทุกคนย่อมยอมรับว่าช้างมีความเกี่ยวพัน กับ มนุษย์มาเเต่โบราณกาล การออกทัพจับศึกสมัยโน้นมีพระมหากษัตริย์ทรงประทับช้างออกทำการยุทธหัตถี ช้างเป็นสัตว์ที่มีคุณแก่ประเทศชาติ ช้างเเสนรู้ที่เกิดมามีชีวิตพิศดารเหลือเชื่อ แต่เรื่องก็ผ่านมาเเล้วเพราะเรื่องนี้เป็นความจริง

พูดถึงช้างยังมีเรื่องที่จะกล่าวต่อไปอีก  วันนั้นมีพระยาเเสงคชสีห์กำลัง นำเรื่องราวกราบถวายบังคมทูลต่อพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๗

”ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าพระแสงคชสีห์เจ้ากรมคชได้รับของขวัญอันเป็นสัตว์สี่เท้า เป็นสัตว์ชื่อใหญ่มหึมา คุญชร ซึ่งเป็นมิ่งขวัญ และให้ความร่มเย็น เป็นสุขภายใน เสวตฉัตร บัลลังก์รัตน์นพพล พระพุทธเจ้าข้าง”

เป็นคำกราบถวายบังคมทูลถึงเรื่องช้างมีราษฏรชาวจังหวัดตากชื่อ สิบโทชื่น เครือมิ ได้ นำลูกช้างที่กำพร้าพ่อแม่มาถวาย ๑ เชือก เป็น ช้าง พัง มีอายุได้ ๒ ขวบ สิบโทชื่น ยืนยันว่าช้างตัวนี้เมื่อชาติก่อนเคยเป็นลูกสาว เพราะก่อนนอนมีพระภูมิเจ้าที่มาบอกว่าช้างตัวนี้เป็นลูกของแก สิบโทชื่นมีความดีใจและมีความสุขตั้งเเต่ได้ช้างตัวนี้มา ก็จัดแจงเตรียมการเดินดงกว่าจะมาถึงกรุงเทพมหานครหลวง เป็นเวลาถึง ๔o วัน

เพราะระหว่างเดินทาง ต้องข้ามห้วย ปีนป่ายภูเขาสูง เพราะต้องเอาช้างมาด้วย เมื่อสิบโทชื่นมาถึงกรุงเทพฯ ได้เเจ้งความประสงค์มายังพระพิพิธนักรบชาติ ซึ่งเป็นเเม่ทัพทหารบก มาบอกความประสงค์ว่าจะนำช้างถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม่ทัพจึงนำตัวสิบโทชื่นมาให้พระแสงคชสีห์ ซึ่งเป็นเจ้ากรมคชดงได้กราบเรียนเหตุผลตามที่ได้ให้ท่านผู้อ่านทราบมาเเล้ว

ทรงพระราชดำรัสสตรัสสั่งให้สิบโทชื่นมาพบเเล้วจึงตรัสถามว่าเรื่องที่เจ้าว่าลูกช้างที่นำมาถวายนี้นั้น ชาติก่อนเคยเป็นลูกเจ้านั้น เรื่องเป็นอย่างไรมาอย่างไร สิบโทชื่นกราบถวายบังคมทูลว่า ข้าพพุทธเจ้ารับราชการอยู่กรมทหารจังหวัดตาก และได้พบลูกช้างหลงแม่หิวนมวิ่งซมซานเข้ามาในเขตทหาร ข้าพพุทธเจ้าจับเอามาขังไว้ในค่าย และได้ออกสืบสวนดูทราบว่ามีพวกทหารป่าเถื่อน มาจับเอาพ่อแม่ไปเป็นช้างลากซุงเป็นประโยชน์ส่วนตัว

ข้าพพุทธเจ้านอนหลับฝันว่าช้างนั้นมาบอกข้าพพุทธเจ้าว่าเขาเป็นลูกสาวคนโต ที่มีชื่อแป้นมาเกิดตกใจตื่นขึ้นจึงมาดูลูกช้าง ทุกคนในจังหวัดตากบอกให้นำเอามาถวายใต้เบื้องพระยุคลพระพุทธเจ้าค่ะ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงดำรัสตรัสสั่งให้พระแสงคชสีห์ ชุบเลี้ยงได้ส่งเข้าอยู่ในสวนดุสิตเป็นช้างหลวง ได้รับความเอาใจใส่เป็นพิเศษพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงตั้งชื่อให้ว่าแม่พังเเป้นให้เป็นชื่อเดียวกับลูกสาวที่ตายไปเเล้ว

แม่พังแป้น เป็นช้างที่มีรูปร่างสวยงามสง่าสมเป็นช้างคู่พระบารมี แม่พังแป้นเจียมตัวเจียมใจไม่อยู่กับใคร อยู่เชือกเดียวเงียบๆ ตามธรรมดาช้างที่อยู่ในสวนดุสิตเป็นช้างที่เกิดมาในวังเมื่อเห็นแม่พังแป้น ซึ่งเป็นช้างป่ามาอยู่รวมที่เดียวก็ทักถามเป็นประสามารยาทของช้าง พวกช้างทั้งหลายต่างก็เเสดงความดีใจ

แม่พังแป้นถือศีลกินอาหารเพียงมื้อเดียว และไม่ยุ่งในด้านกามารมณ์ รูปร่างเวลาจะย่างก้าวงามสง่าเหมือนนางพญาช้าง ตอนนี้แม่พังแป้นอายุก็สี่สิบขวบช้างพวกรุ่นเดียวกันมาเเทะโลม แม่พังแป้นไม่ยุ่งมีช้างตัวหนึ่งที่มีนิสัยอันธพาลมีนิสัยเกเรในฝูงช้างโขลงด้วยกัน คอยข่มเหงแม่พังแป้น บางครั้งก็ใช้งวงมาสกิดหยอก แม่พังแป้นรำคาญก็เดินหนี เจ้าพลายเพรชมงคลก็ตามข่มเหงรังแกอีก หนีไปเเล้วก็ตามรังแกอีกตั้ง ๓-๔ ครั้งแม่พังแป้นสุดที่จะระงับโทสะที่ พลายเพรชมงคลรบกวนข่มเหงเธอ จึงใช้งาขนายแทงพลายเพรชมงคล และใช้งวงฟาดเป็นการต่อสู้กันระหว่างพลายเพรชมงคลกับแม่พังแป้นเกิดโกลาหลอลหม่านทาง ฝ่ายพี่เลี้ยงและขวาญช้างทั้งหลายต่างก็มาระงับเหตุ

พระเเสงคชสีห์เจ้ากรมเดช จึงนำความขึ้นกราบถวายบังคมทูลต่อใต้เบื้องยุคลบาท ร.๗

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบเรื่องราว พระองค์ทรงพิจารณาญาณ โดยสุขุมคัมภีร์ภาพอย่างลึกซึ้ง โดยพระปรีชาสามารถหยั่งรู้ว่าแม่พังแป้นเป้นช้างพังที่ประเสริฐ เป็นช้างที่เกิดมาไม่มีกิเลสในด้านกามารมณ์ และยิ่งกว่านี้กินข้าวมื้อเดียว ถือศีลเหมือนพระภิกษุฉันจังหันเอกา จึงตรัสสั่งให้ จัดการแยกย้ายจากสวนดุสิตมาตกปลอกอยู่ที่โรงช้าง ณ ท่าช้างวังหน้า เมื่อแม่พังแป้นมาอยู่ที่ท่าช้างวังหน้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งให้มหาดเล็ก จัดอาหารคาวหวานให้แม่พังแป้นตักบาตร ทุกครั้งเวลาใส่บาตรแม่พังแป้นชูงวงคารวะพระภิกษุสงฆ์เสียก่อนเเล้วจึงเอางวงจับช่อดอกไม้ใส่บาตร พระภิกษุ ฯ ท่านก็เปิดบาตรรับ ใส่เสร็จไปหนึ่งรูปเเล้ว แม่พังแป้นชูงวงคุกเข่าย่อตัวคารวะพระภิกษุ ส่วนอาหารหวานคาว มหาดเล็ก ซึ่งเป็น พี่เลี้ยง จัดใส่บาตรเเทนแม่พังแป้น

ระหว่างที่มาอยู่ที่ท่าช้างวังหน้า มีราษฏรนำกล้วยอ้อย มะพร้าว มาให้แม่พังแป้นกินเเละแม่พังแป้นเป็นหมอช้างที่มีความสามารถพิศดารเพราะปรากฏว่าพ่อเเม่ของเด็กเล็กทั้งหลาย ลูกชายลูกสาวไม่ว่าเล็กหรือโต ป่วยไข้ไม่สบายก็มาหาแม่พังแป้น แม่พังแป้นก็จัดการรักษาพยาบาล โดยที่หน้าแม่พังแป้นมีอ่างมังกรซึ่งข้าหลวงไปเอาน้ำมนต์ร้อยปีที่ในโบสถ์วัดพระแก้ว ในพระบรมมหาราชวังมาให้แม่พังแป้นพ่นรดให้กับคนป่วยและคนมาขอโชค ขอลาภ บุญอันพิศดารของแม่พังแป้นได้ช่วยเหลือให้คนป่วยทั้งหลายหายจากอาการโรคที่ป่วย นำความปราบปลื้มมาสู่ใต้เบื้องพระบุคลบาทที่แม่พังแป้นเป็นช้างที่มีศีลสัตย์ ช้าวบ้านที่มีลูกหลานต่างนำมามอบให้เป็นลูกของแม่พังแป้นลูกหลานนั้นจะมีอายุตั้งเเต่ ๑ ขวบ ถึง ๑o ขวบแกได้รับความปราณีจากแม่พังแป้นโดยพ่อแม่เอาลอดท้องแม่พังแป้นบ้าง ให้แม่พังแป้นรดน้ำทำน้ำมนต์ให้บ้าง

ผู้เขียนจะกล่าวถึงเด็กชายคนหนึ่งชื่อ ชุบ กำเนิดงาม ตั้งครรภ์โดยถูกคนร้ายข่มขืนไม่มีพ่อเลยเอาลูกผู้ชายอายุ ๑๐ วันมามอบให้แม่พังแป้น แม่พังแป้นก็พยักหน้ารับเมื่อพยักหน้ารับเเล้วนางอุทัยก็นำลูกไปไว้ที่ใต้ท้องช้างต่อหน้าประชาชนเป็นร้อย ๆ แม่พังแป้นได้ใช้งวงโอบกอดทารกแบเบาะเป็นที่ปลาบปลื้ม แม่พังแป้นดีใจและเลี้ยงดูจนเด็กคนนั้นโตอายุ ๒o ปี ชื่อชุบ กำเนิดงาม กินนอนอยู่กับแม่พังแป้นด้วยความสุข

ต่อมาทางฝ่ายรัฐบาลพยาหลพลพยุหเสนาเปลี่ยนแปลง การปกครอง ภายใต้รัฐธรรมนูญใต้เบื้องยุคลบาท จึงทำให้ได้รับความทุกข์ยาก ฝ่ายแม่พังแป้น ซึ่งเป็นช้างที่มีสัญชาติญาณเกือบ เทียบเท่ามนุษย์รู้ได้ โดยสัญชาติญาณว่าใต้เบื้องยุคลบาทได้รับความทุกข์ยาก ก็ได้เเต่ร่ำไห้โสกาอาดูรอยู่กับเจ้าชุบลูกชาย

ต่อมาจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี แม่พังแป้นจะต้องถูกส่งตัวไปทำงานหนักลากซุงทางภาคเหนือ แม่พังแป้นไม่ยินยอมไปใช้งวงกอดเจ้าชุบลูกชายเเล้วก็ร้องไห้กลัวว่าจะต้องจากลูกชาย และตัวแม่พังแป้นเองตั้งเเต่เกิดมาก็ไม่เคยทำงานหนัก ถึงคราวดาวประตำตัวของแม่พังแป้นจะต้องมีความเศร้าโศกโศกาอาดูรในชีวิต พรหมลิขิตจึงจัดตั้งเนรมิตให้แม่พังแป้นจุติมาในโลกมนุษย์ตามกฏแห่งกรรมที่เเม่พังเเป้นได้สร้างไว้ ชาติหน้าคงจะได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ และได้มีโอกาสมีมือสำหรับกราบไหว้พระเเทนงวงของแม่พังแป้น

เมื่อแม่พังแป้นขัดขืนไม่ยอมไป ทั้งนี้เพราะควาญช้างที่เป็นคุณพระคุณหลวงช่วยชี้เเจงเเบ่งเเจงให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่จอมพล ป. พิบูรสงครามกลับไร้ความเมตตาโมโหแม่พังแป้นส่งเข้าไปช้างโยธา ณ สวนดุสิต แม่พังแป้นก็คงรักษาศีลรักษาธรรม

เมื่อแม่พังแป้นถูกส่งเข้ามาเป็นช้างโยธาวาสนาของแม่พังแป้นตกต่ำ เพราะระหว่างนั้นทางบ้านเมืองไม่เอาใจใส่ดูเเลเหมือนใต้ยุคลบาทยังทรงอำนาจอยู่ และยิ่งกว่านี้งบประมาณที่เคยได้ก็ถูกตัดขาด กินหญ้าแก่ ๆ ไปตามเวรตามกรรม เดชะบุญได้เจ้าชุบลูกชายไปตามวัดตามวาไปขออาหารหวานคาวจาก พระภิกษุสงฆ์ก็ได้รับความเมตตาปราณีจากพระภิกษุสงฆ์ทุกวัด เมื่อรู้ว่าเจ้าชุบลูกชายเอาให้แม่พังแป้นโชคชะตาหมุนเวียน จะเป็นชะตาของคนหรือเป็นชะตาของช้างก่อนจะมีเหตุร้ายย่อมมีลางสังหรณ์ เจ้าชุบฝันว่าเเม่ถูกฟันเลือดอาบตัว เจ้าชุบก็ไปหาพระที่นั้งทางในดู พระท่านบอกว่าทายไม่ได้ให้เป็นไปตามกรรมไปให้ดูหลายๆวัดท่านก็ตอบเช่นที่กล่าวมาเเล้ว

หลังจากเจ้าชุบฝัน อากาศตอนนี้กำลังหนาวจัด แม่พังแป้นนอนอยู่กับลูกชายเวลาราว ๒o.oo น.ดวงใจแม่พังแป้นร้อนรนกระวนกระวายเหมือนไฟนรกเข้ามาสุมอยู่ในหัวใจ เพราะถึงคราวเคราะห์ร้าย แม่พังแป้นตกมัน ไม่รู้สติ กำลังแสดงฤทธิ์พลายเพรชมงคลซึ่งเป็นช้างซึ่งปองรักแม่พังแป้น ยามอากาศหนาวย่องมาหาแม่พังแป้นใช้งวงสกิดเป็นเชิงหยอกล้อ ถึงคราวฆาตพอดีแม่พังแป้นกำลังตกมัน แม่พังแป้นจึงย่อตัวลุกขึ้นโผนเข้าใช้งาขนายและงวงฟาดพลายเพรชมงคลได้รับบาดเจ็บจึงทำร้ายต่อสู้กับเเม่พังเเป้น ร้อนถึงควาญช้างเเละพี่เลี้ยงพากันมาห้ามปราม

ในวันรุ่งขึ้น เจ้ากรมคช และควาญช้างประชุมเพื่อต้องการจะเเยกแม่พังแป้นออกจากสวนดุสิต ควาญช้างจึงได้พาแม่พังแป้นจุงมาตามถนนราชดำเนินเพื่อจะเอาไว้อีกที่หนึ่ง แม่พังแป้นกำลังตกมันขึ้นฤทธิ์เต็มที่ จึงออกวิ่งด้วยกำลังฤทธิ์ วิ่งตั้งเเต่วังอนันตสมาคมวิ่งเต็มฝีเท้าจนตัวกลม มาถึงตีนสพานมัฆวาฬรังสรรค์ มีจีนคนเเก่คนหนึ่งกำลังลากรถเจ็กมุ่งหน้ามาทางผ่านฟ้า เจ็กไ่ม่เห็นแม่พังแป้นวิ่งมา พอแม่พังแป้นวิ่งมาถึงรถเจ็กก็ตรงเข้าจับรถเจ็กฟาดกระทืบและเหยียบเจ็กตาย แล้วแม่พังแป้นก็วิ่งมาถึงผ่านฟ้า มีประชาชนที่วิ่งหนีก็มี ที่วิ่งตามดูก็มี ผู้คนรถยนต์รถม้าวิ่งขับกันขวักไขว่เต็มถนน แม่พังแป้นวิ่งมุ่งหน้าจะมาสู่โรงช้างท่างช้างวังหน้า

เจ้าชุบลูกแม่พังแป้นกำลังไปหาอาหารมาให้แม่พังแป้น มาถึงสวนดุสิตมีคนบอกว่าแม่พังแป้นตกมันอาละวาดจับรถเจ็กและกระทืบจีนตายชุบลูกชายรีบขึ้นรถยนต์ ขับมาตามถนนสายราชดำเนิน พวกกรมคชและควาญช้างที่เลี้ยงช้างต่างก็พากันถืออาวุธปืนผาหน้าไม้เพื่อทำลายล้างชีวิตแม่พังแป้น เพราะเป็นช้างที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ ถ้าไม่ยิงและฆ่าให้ตายแม่พังแป้นก็จะอาละวาดฆ่าคนตาย ไม่มีใครที่จะหยุดยั้งในความบ้าของแม่พังแป้นได้

เจ้าชุบลูกชายวิ่งมาเกือบจะถึงตัว เจ้าชุบเรียก

”แม่ แม่ แม่จ๋า แม่หยุดอาละวาดอย่าเกเรไปเลยเเม่”

เดี๋ยวผู้คนเขาจะล้มคว่ำลำบากเดี๋ยวเเม่จะมีบาป ลูกมารับแม่เเล้ว แม่พังแป้นเป็นช้างเเสนรู้มีสัญชาติญาณ เสียงเรียกนั้นเป็นเสียงลูกซึ่งแม่พังแป้นได้ยินเสียงมาตั้งเเต่อายุ ๒-๓ วัน จนถึงอายุ ๒o กว่า แม่พังแป้นก็หยุดชงักเหลียวหน้ามาเห็นเจ้าชุบลูกชาย จึงหันหน้าเลี้ยวกลับมาทางเจ้าชุบ เจ้าชุบลูกชายก็ตรงเข้าจับงวงพาดบ่าแล้วก็พาแม่พังแป้นเดินกลับสวนดุสิต ระหว่างทางแม่พังแป้นกับเจ้าชุบเดินมาตามถนน แม่พังแป้นและชุบต่างร้องไห้และที่ร้องไห้หนักก็คือแม่พังแป้นเห็นเลือดเปื้อนที่งวงและงาไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอะไรมาบ้าง

ทางฝ่ายราษฏรสองฝากถนนราชดำเนินต่างสงสารแม่พังแป้น ร้องห่มร้องไห้กันเป็นร้อย ๆ และบุคคลที่อยู่ต่างจังหวัดที่เคยได้รับการรักษาจากแม่พังแป้นมาตั้งเเต่เด็กๆ จนโตเป็นหนุ่มสาว พ่อเเม่บอกก็พากันมาเยี่ยมแม่พังแป้น พ.ศ.๒๔๘๐ แม่พังเเป้นล้มเสียชีวิต

แม่พังแป้นจุติ พ.ศ.๒๔๐๐ มรณะ พ.ศ.๒๔๘๐ ทางฝ่ายบ้านเมืองจัดการเผาศพแม่พังแป้นมีประชาชนมาช่วยเผามากมาย วิญญาณของแม่พังแป้นเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ล่องลอยขึ้นสู่ฝากฟ้าสวรรค์ชั้นดุสิตพิภพ

ส่วนเจ้าชุบลูกชายก็เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ เวลานี้เป็นสมภารวัดเชตวัน ท่านมีความสุขเพราะเพ่งในวิปัสสนากรรมฐาน ชีวิตของแม่พังแป้นก็ได้ถูกทางฝ่ายรัฐบาลบันทึกเอาไว้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใน พ.ศ.๒๔๗๕ ผู้เขียนจึงนำชีวิตแปลกประหลาดพิศดารของแม่พังแป้น ซึ่งเป็นช้างมาเล่าสู่ท่านผู้อ่านได้รับฟัง (พระคุณเเม่นั้นยิ่งใหญ่เหลือเเสนวันแม่ปีนี้ขอให้เพื่อนๆชาวเพจนักเลงโบราณทุกคนร่วมกันทำดีเพื่อเเม่กันนะครับอย่าให้อาย ชิต กำเนิดงามลูกเเม่พังแป้น)
สาธุ สาธุ สาธุ

สำหรับตอนนี้ขอมอบ◎พระคาถาไก่เเก้วกุ๊กลูก◎ (คาถาทางภาคเหนือ)

กิ วิ กุ กุ กะ กุ กุ โส กุ โล มะ มะ  ใช้สวดท่องภาวนา ๓ จบ พุทธคุณใช้ในทางเมตตา ค้าขายและป้องกันอันตราย ต่างๆ

เนื้อหาข้อมูลได้่รับการ © สงวนลิขสิทธิ์ จากทางเจ้าของ  อนุญาตให้ใช้เผยเเพร่และทำการแชร์เนื้อหาได้จากทางเพจ นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว ผู้เช่าลิขสิทธิ์ปัจจุบันได้เพียงเท่านั้น  

ผู้เขียนและเรียบเรียง สุรเวท เสนภูษา,ส.องครักษ์

ขอขอบพระคุณเครดิตที่มาภาพประกอบเนื้อหาเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้

ความรักของแม่บริสุทธิ์เหนือสิ่งอื่นใด 12สิงหาคมหรือวันเเม่วันนี้อย่าลืมกราบเท้าเพื่อบูชาความรักของท่านกันนะครับ

 

ใส่ความเห็น