อ้ายพันขุนเเผนโจรร้ายจอมอาคมที่ท่านขุนพันธ์ฯยังยกย่อง

ก่อนขุนพันธรักษ์ราชเดชจะมารับราชการอยู่ที่เมืองพิจิตร ก็เคยอ่านวรรณคดีเรื่องขุนช้าง-ขุนแผนมาพอสมควร เมื่อมีโอกาสร่ำเรียนด้านวิชาคาถาอาคมจากครูบาอาจารย์หลายท่านต่างๆเฉกเช่นเดียวขุนแผนตัวเอกในวรรณคดีเรื่องนี้ ทำให้ขุนพันธ์ฯมีความประทับใจในความเก่งของขุนแผนยิ่งขึ้น ถึงกับใฝ่ฝันที่จะไปเที่ยวเมืองสุพรรณบุรีในวันหนึ่งข้างหน้า และในวันที่ขุนพันธ์ฯมีโอกาสได้เดินทางไปสู่เมืองสุพรรณบุรีจริงๆครั้งนั้น ทำให้ขุนพันธ์ฯต้องเผชิญศึกหนักกับเสือฝ้าย ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสุพรรณบุรี ดังจะกล่าวต่อไปในโอกาสข้างหน้า

สมัยที่ พ.ต.ต.บุตร เข้ามารับหน้าที่อยู่จังหวัดพิจิตรนั้น โจรผู้ร้ายที่ชาวบ้านต่างกลัวกันนักหนาได้ถูกขุนพันธ์ฯพิชิตไปเกือบหมด ที่เหลือก็ได้แยกย้ายหลบหนีไปหากินในถิ่นอื่นที่ไกลออกไป ทำให้ขุนพันธ์มีโอกาสไปทำความรู้จักกับบุคคลสำคัญๆหลายท่าน ได้ทั้งของขลังก็มี เรียนวิชาความรู้ก็มาก

ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเอง เสือหนุ่มใจกล้าลงมือทำงานเพียงคนเดียว เที่ยวไปขโมยทรัพย์สินชาวบ้านเป็นว่าเล่นนับครั้งไม่ถ้วน แม้จะมีการป้องกันใส่กุญแจล่ามโซ่แข็งแรงอย่างใด หากว่าเสือหนุ่มผู้นี้ได้ย่างกายเข้าไปถึง อุปกรณ์ป้องกันการโจรกรรมเหล่านั้นหมดความหมาย เพราะเล่ากันว่ามันมีคาถาสะเดาะโซ่กุญแจได้ชะงักนัก ด้วยเหตุนี้ผู้คนต่างขนานนามให้มันว่า อ้ายพัน ขุนแผน

เสือพันไม่เคยฆ่าเจ้าทรัพย์ ไม่ทิ้งร่องรอยให้เจ้าหน้าที่ จึงไม่มีตำรวจคนใดที่สามารถตามจับมันมาให้โฉมหน้าสักครั้ง ประกอบมันมีวิชาอยู่ยงคงกระพันอาวุธใดๆไม่เคยระคายผิดหนัง ยิ่งทำให้เสือพันกระทำการอย่างใจเย็นทุกครั้ง และดำรงตนเป็นโจรอยู่นาน จนในที่สุดโฉมหน้าของเสือพันได้ถูกเปิดเผยเป็นครั้งแรก คราวที่ไปปล้นแพของนายฉายเลี่ยน ต.ไผ่ท่าโพ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ท้องที่ปกครองของกำนันสุก

ส.ต.ต.สนิท แห่ง สภ.อ.บางมูลนาค จ.พิจิตรได้มาเยี่ยมญาติที่ตำบลไผ่ท่าโพ จึงมาขอพักอยู่ที่บ้านของกำนันสุก ช่วงที่เสือพันเข้าปล้นเป็นเวลากลางวัน ชาวบ้านหลายคนสังเกตเห็นก็รีบมาแจ้งแก่กำนันสุก

กำนันสุกรีบขึ้นหอไปตีกลองสัญญาณเตือนภัย พอชาวบ้านได้ยินเสียงกลองเตือนภัยต่างพากันวิ่งมาชุมนุมกัน แล้วพากันยกพวกมาที่แพของนายฉายเลี่ยน เสือพันถือดีว่ามีของดีอยู่ในตัว จึงไม่สนใจและยังคงค้นข้าวของทรัพย์สินมีค่าอยู่ในแพอย่างใจเย็น

ส.ต.ต.สนิทเป็นตำรวจผู้มีประสบการณ์มากกว่าคนอื่น จึงเข้าไปดึงไม้ที่ทอดเป็นสะพานข้ามระหว่างพื้นดินกับแพออก รอจนกว่าชาวบ้านทราบข่าวต่างทยอยมากันมากขึ้นทุกปี แม้แต่พวกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำยมก็ยังมาร่วมชุมนุมด้วย เรือแพมาจากทางเหนือและทางใต้มากันมากมาย จนเสือพันเห็นทีจะอยู่ต่อไปไม่ได้จึงได้กระโดดลงน้ำหนีพอชาวบ้านรู้ว่ามีโจรกระโดดน้ำหนี ต่างก็เอาหอกและแหลนไปปัก บ้างก็เอาแหไปทอดจับตัวมา แต่เสือพันว่ายน้ำเก่ง ทำให้ชาวบ้านต่างหาไม่พบ

ส.ต.ต.สนิท ก็ลงเรือไปกับชาวบ้านเที่ยวค้นดูตามกอหญ้าในบึง บังเอิญไปพบสันจมูกเสือพันโผล่พ้นผิวน้ำเพื่อหายใจ จึงเอาพานท้ายปืนกระแทกลงที่หน้าจมน้ำหายไป ชาวบ้านที่เหลือต่างช่วยกันเอาหอกแหลนหลาวปักกันให้ทั่วทุกแห่งที่คิดว่าเสือพันพอหลบซ่อนตัวได้ ในที่สุดก็คว้าน้ำเหลวไม่พบตัวเสือพันกันสักคน

แต่มีกอหญ้าอันหนึ่งลอยห่างออกไปผิดสังเกตไปติดอยู่ริมตลิ่ง บริเวณนั้นเป็นน้ำตื้นชาวบ้านที่ใจกล้าได้ตัดสินใจกระโดดลงไปควานหา พบตัวเสือพันหลบซ่อนอยู่ จึงช่วยกันลากขึ้นมาจากตลิ่ง แล้วขึงพืดยืดมือและเท้าออก ต่อจากนั้นได้ช่วยกันรุมสะกรัมด้วยเท้า บ้างก็เอาไม้กระบอง บ้างก็ใช้หอกแหลนหลาวแทงที่ร่างกายของเสือพัน จนกระทั่งเสือพันนอนสลบเหมือด แต่ก็ไม่มีใครสามารถเปิดปากแผลหรือเรียกเลือดออกจากร่างกายเสือพันได้ นับเป็นเรื่องที่น่าประหลาด จนชาวบ้านบางคนนึกเอะใจในตัวเสือพันคงต้องมีเครื่องรางของขลังติดตัว จึงช่วยกันคืนตามร่างกายได้แกะเอาพระเครื่องต่างๆ รวมทั้งลูกปะคำออกหมด ต่อจากนั้นได้ช่วยกันสำเร็จโทษเสือพันอีก

แต่เสือพันก็ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่เช่นเดิม ตามร่างกายไม่มีบาดแผลหรือเลือดแม้แต่หยดเดียวกำนันสุกคิดว่าขืนปล่อยทิ้งไว้เสือพันคงซ้ำในตาย ทุกคนก็จะมีความผิดที่ทำร้ายผู้ต้องหาเกินกว่าเหตุ จึงมีคำสั่งให้นำตัวเสือพันไปล่ามโซ่กับเสาใต้ถุนบ้านของตน

ฝ่ายชาวบ้านต่างเหน็ดเหนื่อยกับรุมซ้อมเสือพันจนเหงื่อโทรมกายไปตามๆกัน จึงคิดว่าวันนี้พอแค่นี้ก่อนไว้วันรุ่งขึ้นจะมาลงมือลงเท้าให้หนักกว่าเก่าคืนนั้นเสือพันถูกล่ามโซ่อย่างแน่นหนาทิ้งให้อยู่กับหมาที่กำนันสุกเลี้ยงไว้ ๔-๕ ตัว โดยตัวของกำนันสุกกลับขึ้นไปนอนพักผ่อน พรุ่งนี้จะนำตัวเสือพันส่งไปที่เมืองพิจิตร

เช้าวันรุ่งขึ้น ส.ต.ต.สนิทกับกำนันสุกตื่นขึ้นมาจะมาดูว่า เสือพันยังอยู่ในสภาพใด ความบอบซ้ำจากการถูกชาวบ้านรุมสะกรัมทำให้เสือพันป่วยไข้หรือไม่

ครั้นลงมาถึงใต้ถุนบ้านเห็นแต่โซ่ที่ล่ามเสือพันไว้เมื่อวานเย็น ส่วนตัวของเสือพันหายไปแบบไร้ร่องรอย แม้แต่หมาที่กำนันเลี้ยงไว้ว่าดุนักหนาก็อยู่เป็นปกติ โดยไม่ได้ถูกวางยาเบื่อให้ตายสักตัว

เสือพันหายไปได้อย่างไร ใครเป็นผู้มาช่วยเสือพันให้หลุดรอดไปได้ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการคำตอบ ผลจากการสำรวจร่องรอยบริเวณที่จองจำ ทุกคนลงความเห็นว่า ไม่น่าที่จะมีใครเป็นใจกับเสือพันมาช่วยให้เขาหนีรอดไปได้ และพวกของเสือพันคงไม่มีใครใจถึง ขนาดกล้าเข้ามาเหยียบจมูกกำนันสุกถึงบ้าน ยกเว้นแต่ตัวของเสือพันมีวิชาสะเดาะโซ่ตรวนออกและสะกดหมาให้หลับ จากนั้นรีบหนีหลบไป

เสือพันได้ประพฤติตนเป็นโจรปล้นสะดมภ์ชาวบ้านมานาน ก่อนที่ พ.ต.ต.บุตร จะมารับราชการอยู่จังหวัดพิจิตร แต่ก็ไม่เคยได้เผชิญหน้ากับขุนพันธรักษ์ฯอย่างจริงจัง จนกระทั่งครั้งหลังสุดที่เสือพันได้สะเดาะโซ่ตรวนหลุดหนีไปได้ จนกิตติศัพท์ได้ร่ำลือมาถึงหูของขุนพันธรักษ์ราชเดช

พ.ต.ต.บุตร มีความชื่นชมในความสามารถของเสือพัน ประกอบกับทราบข่าวว่าเสือพันยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่น มีหนทางที่ไปประกอบอาชีพในทางสุจริตให้ก้าวหน้า จึงได้ประกาศให้ผู้คนไปเตือนเสือพันว่า

“คนที่เก่งกว่านี้ขุนพันธ์ฯยังปราบมาแล้ว แต่ยังนึกเสียดายว่าคนดีของเมืองไทยจะหมดไป ส่วนตัวเสือพันยังหนุ่มแน่นให้เป็นคนดีสักคน ขออย่าให้ขุนพันธ์ฯต้องเป็นคนลงมือจับเลย ถ้าจับก็ต้องได้ ยิงก็ถูก แทงก็เข้า โซ่กุญแจไม่มีความหมาย”

ฝ่ายเสือพันเคยได้ยินกิตติศัพท์ความเก่งกาจของขุนพันธรักษ์ราชเดชมาก่อนหน้านี้ ขนาดเสือโน้มผู้ยิ่งใหญ่ประจำจังหวัดพิจิตรยังถูกพิชิตจนสิ้นชื่อ อีกทั้งชื่อเสียงของขุนพันธ์ฯเป็นที่ร่ำลือมาก่อนที่จะมาอยู่ในจังหวัดพิจิตร ย่อมเป็นหลักประกันความสามารถว่ายังอยู่เหนือกว่าเสือพันมากมาย ดังนั้นคำพูดที่ประกาศเตือนมาถึงเขาเป็นความหวังดีและมีประโยชน์

นับแต่บัดนั้นชื่อเสียงของเสือพันได้หายไปจากอาณาจักรโจร ซึ่งเป็นเสือคนเดียวที่ขุนพันธ์ฯรักน้ำใจทั้งๆที่ยังไม่เคยพบหน้าค่าตาแม้แต่น้อย ตลอดช่วงชีวิตการรับราชการเป็นผู้บังคับกองตำรวจอยู่ที่จังหวัดพิจิตร

เอื้อเฟื้อข้อมูลบทความจาก :อาจารย์เจริญ ตันมหาพราน

เรียบเรียงเพื่อศึกษาและเผยเเพร่บารมีของท่านขุนพันธุ์ฯโดยเพจ:นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว

ขอขอบคุณเครดิตรูปภาพประกอบบทความจาก:http://group.wunjun.com,ภาพยนต์เรื่องขุนพันธุ์,ภาพยนต์เรื่องจอมขมังเวทย์,และอื่นๆไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ใส่ความเห็น