เทพารักษ์คู่บ้านคู่เมืองทั้ง ๕ องค์

ในแผ่นดินบ้านเมืองของเรานั้นมีเทพารักษ์ที่เราชาวไทยทั้งหลายต่างเคารพบูชากันนั้นมีอยู่ ๕ องค์และในแต่ละองค์นั้นท่านจะเป็นผู้คอยทำหน้าที่ปกปักรักษาคุ้มครองบ้านเมืองเราจากภัยต่างๆทั้งหลายที่จะเกิดขึ้น แฟนเพจหลายท่านอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วแต่ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ศึกษาทำความรู้จักกันถึงเหตุที่มาขององค์เทพารักษ์ทั้ง๕กันเลยซึ่งในบทความนี้กระผมก็จะขอพาแฟนเพจทุกท่านไปทำความรู้จักกับองค์เทพารักษ์คู่บ้านคู่เมืองของเรากันครับ

พระเสื้อเมือง ซึ่งองค์ท่านนั้นจะคอยทำหน้าที่ดูแลปกปักษ์รักษาคุ้มครองบ้านเมืองของเราไม่ว่าจะในทางผืนดินหนือผืนน้ำ คอยควบคุมเหล่าไพร่พลแสนยากร คอยรักษาบ้านเมืองให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขปราศจากการถูกอริราชทั้งหลายเข้ามารุกราน เพราะเหตุนี้เราทุกคนจึงควรกราบไหว้บูชาเสาหลักเมืองเมื่อมีโอกาส เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิต

พระทรงเมือง องค์ท่านนั้นจะคอยทำหน้าที่รักษาระบบการปกครองทั้งหลายตลอดจนถึงกระทรวง ทบวง เหล่ากรมฯต่างๆทั้งหลายล้วนอยู่ภายในความดูแลองค์ท่าน เพื่อคอยดูแลความเป็นอยู่ของเหล่าประชาชนให้มีความสมบูรณ์มั่งคั่ง

พระกาฬไชยศรี องค์ท่านนั้นเป็นบริวารของพระยมผู้มีหน้าที่ตามเก็บเหล่าดวงวิญญาณของมนุษย์ผู้กระทำกรรมชั่วให้ไปสู่ห้วงอเวจี

เจ้าพ่อเจตคุปต์ องค์ท่านเป็นบริวารพระยม และจะทำหน้าที่คอยเขียนบันทึกบรรดาเหล่ากรรมชั่วของเหล่าชาวเมืองทุกคนที่ได้ตายลงและจะเป็นผู้อ่านประวัติของผู้ตายเสนอแก่องค์พระยม

เจ้าพ่อหอกลอง องค์ท่านนั้นจะคอยทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในเหตุการณ์ต่างๆทั้งหลายที่ได้เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดิน ดังเช่นท่านจะคอยรักษาเวลาย่ำรุ่ง ย่ำค่ำ และเที่ยงคืน เมื่อเกิดอัคคีภัย หรือมีเหตุร้ายเมื่อข้าศึกศัตรูมาประชิดบ้านเมือง

เมื่อในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้าฯให้มีการจัดการทำพระราชพิธียกเสาหลักเมือง ตามขนบธรรมเนียมโบราณราชประเพณีนิยมเพื่อให้เกิดขวัญกำลังใจแก่ประชาชนและเป็นหลักชัยสาคัญประจำพระมหานครราชธานีของพระองค์ พิธี จัดตั้งขึ้น ณ วันอาทิตย์ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล จุลศักราช ๑๑๔๔ ซึ่งตรงกับสุรทินที่ ๒๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ เวลา ๐๖:๕๔ นาฬิกา ซึ่งต่อมาในรัชสมัยแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราช จึงทรงดำริให้มีการตรวจดวงพระชะตาของพระองค์ ซึ่งสถิตอยู่ ณ ราศีกันย์ เป็นอริแก่ลัคณาดวงเมืองกรุงเทพมหานคร และเห็นได้ชัดว่าดวงพระชะตาพระองค์กับดวงเมืองไม่สมพงษ์กัน

พระองค์จึงได้ทรงแก้เคล็ดของดวงเมือง โดยทรงโปรดให้ขุดพระเสาหลักเมืององค์เดิม ขึ้นและในการนี้พระองค์จึงทรงโปรดให้ช่างหลวงทำการเปลี่ยนแปลงรูปแบบศาลหลักเมืองขึ้นเสียใหม่จากรูปแบบศาลาให้กลายเป็นรูปพระปรางค์ และทรงตรัสสั่งให้ทำการบรรจุดวงเมืองเดิมลงบนเสาพระหลักเมืองใหม่  ในวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนอ้าย จุลศักราช ๑๒๑๔ ตรงกับสุรทินที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๓๙๕ เวลา ๐๘.๔๘ นาฬิกา องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานกิจการศาลหลักเมืองจึงได้ร่วมกับกรมศิลปากร พิจารณาเห็นว่าสมควรอย่างยิ่งที่จะทำการปฏิสังขรณ์ศาลให้สง่างามยิ่งขึ้น จึงได้เปลี่ยนแปลงลักษณะรูปศาลเป็นแบบจตุรมุขส่วนยอดปรางค์นั้นให้คงไว้เช่นเดิม การปฏิสังขรณ์ครั้งนี้ได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีต่อมาภายหลังเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช รัชกาลที่ ๙ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีสังเวยสมโภช เมื่อวันจันทร์ที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๑๓ เวลา ๑๐.๓๐ นาฬิกานอกจากพระหลักเมือง ซึ่งเป็นเทพารักษ์สำคัญแล้ว ภายในศาลยังมีเทพารักษ์ผู้พิทักษ์คอยปกปักรักษาบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นแก่แผ่นดินแลประชาราษฎร์ อีก ๕ องค์ ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น

เจ้าพ่อเจตคุปต์ เป็นรูปเทพารักษ์ที่จำหลักด้วยเครื่องไม้ปิดทองทั้งองค์ สูง ๑๓๓ ซม. ประทับยืนบนแท่น พระเศียรทรงมงกุฎยอดชัย สวมสนับเพลามีเชิง นุ่งภูษาทับด้วยห้อยหน้า ประดับด้วยสุวรรณกระถอบ คาดปั้นเหน่งทับรัดพัสตร์ ต้นพระพาหารัดด้วยพาหุรัด ใส่สังวาลตาบทิศ ทับทรวง สวมทองพระกร ทองพระบาท ฉลองพระบาท มีรูปนาครัดที่ข้อพระพาหาไพล่ไปเบื้องหลัง พระหัตถ์ทั้งสองยกเสมอ ระดับพระอุระ พระหัตถ์ขวาถือเหล็กจาร พระหัตถ์ซ้ายถือใบลานอัครสันธานา สำหรับจดความชั่วร้ายของชาวเมืองที่ตายไป ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชน และชาวราชทัณฑ์ทั้งปวง กรมราชทัณฑ์เห็นว่าเจ้าพ่อเจตคุปต์ มีความเกี่ยวข้องสำคัญ คือเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้ผู้ต้องขัง เกรงกลัวต่อการกระทำผิด กรมราชทัณฑ์จึงได้มีการจัดสร้างพระเจตคุปต์ ขึ้นเพื่อเป็นเทพารักษ์ปกปักรักษาคุ้มครองเรือนจำเพื่อน้อมเกล้าถวายเป็นพระราชกุศลแด่องค์พระมหากษัตริย์ที่ครองแผ่นดินไทยทุกพระองค์ อีกทั้งเพื่อให้เหล่าบรรดาข้าราชการใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตชอบและความยุติธรรม

เหตุที่หลักเมืองมี ๒ เสานั้นก็เพราะว่า 

เมื่อถึงสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า “เสาหลักเมือง” มีความทรุดโทรมไม่น้อย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำขึ้นใหม่ เนื่องจากพระองค์ทรงเชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ จึงทรงแก้ไขดวงเมือง และทรงประกอบพิธีจารึกดวงพระชันษาพระนครลงบนแผ่นทองคำหนัก ๑ บาท ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และให้สร้างศาลขึ้นใหม่ โดยก่อสร้างเป็นยอดปรางค์ตามอย่างศาลาที่กรุงศรีอยุธยา จากนั้นพระองค์จึงได้บรรจุดวงพระชันษาพระนครไว้ที่ “เสาหลักเมือง” แล้วจัดให้มีการสมโภชฉลอง

ด้วยเหตุนี้ภายในศาลหลักเมืองจึงมีเสาหลักเมืองอยู่ ๒ ต้น โดยเสาต้นสูงจัดตั้งเมื่อครั้งสมัยที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ได้ทรงทำพิธีถอนเสาขึ้น ส่วนเสาต้นที่สูงทอนลงมาเป็นเสาหลักเมืองครั้งรัชกาลที่ ๔ นั่นเอง

เรียบเรียงโดย นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว ขอขอบคุณเครดิตที่มาข้อมูลที่ใช้ในการอ้างอิงจากเว็ปไซด์http://thaprajan.blogspot.com/และhttp://www.pisit.in.thเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้

ขอขอบคุณเครดิตที่มารูปภาพประกอบบทความ เป็นอย่างสูง จุดประสงค์เพื่อใช้ในการศึกษาข้อมูลความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์

 

ใส่ความเห็น