บันทึกพงศาวดารถึงฤทธิ์พระเวทย์อาคมของทหารไทย

ความเชื่อเรื่องเวทย์มนต์ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ เป็นสิ่งที่ผู้คนในดินแดนสุวรรณภูมิเชื่อถือกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะชายชาติทหาร แต่ก็มีน้อยครั้ง ที่จะมีทหารกล้าแห่งกรุงศรีอยุธยา ถูกกล่าวถึงในพงศาวดารในแง่ของการเป็นทหารที่มีวิชาอาคมอยู่ยงคงกระพัน สามารถกำบังกาย ล่องหนหายมิให้ข้าศึกเห็นตัวได้ มีทหารผู้หนึ่ง ที่พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เล่าวีรกรรมความกล้าหาญในการสงครามโดยการใช้เวทย์มนต์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

เขาผู้นั้นคือ พระยาสีหราชเดโช (ทิป) ทหารเสือของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในคำให้การขุนหลวงหาวัด เล่าเรื่องราวเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนารายณ์ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ว่า พระยาสีหราชเดโชผู้นี้ควบม้านำทหารบุกเข้าตีเมืองเชียงใหม่อย่างห้าวหาญ ทั้งยังใช้วิชากำบังกายหายตัวจนทหารเชียงใหม่หวาดกลัวเป็นยิ่งนัก ไม่นานเชียงใหม่ก็แตก เสียเมืองให้แก่กรุงศรีอยุธยา ส่วนในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่าเรื่องฤทธิ์เดชเวทมนต์ของทหารเสือพระนารายณ์อีกครั้ง หลังศึกเชียงใหม่ และศึกพม่าที่เมืองไทรโยค สมเด็จพระนารายณ์ ได้จัดทัพใหญ่ ยกไปตีถึงดินแดนพม่า

พงศาวดารเล่าว่าทัพอยุธยายกไปล้อมถึงเมืองอังวะ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ทัพของพระยาสีหราชเดโช ต้องกลศึก โดนล้อมจับได้ทั้งเป็น ขณะที่ถูกมัดอยู่นั้น ท่านได้ร่ายมนต์สะเดาะเชือกที่รัดนั้นหลุด และทำการปลดเชือกของทหารคนอื่นๆ ให้หลุดออกมาได้ ก่อนจะแย่งดาบเข้าฆ่าฟันพม่าในค่ายล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่การศึกครั้งนี้พงศาวดารไทยเล่าว่าอยุธยาขาดแคลนเสบียงอาหารจึงต้องยกทัพกลับ

จะว่าไป เรื่องพระยาสีหราชเดโช เป็นทหารที่มีวิชาเวทย์มนต์ ทั้งอยู่ยงคงกระพัน กำบังกายหายตัวได้นั้น เราไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะหลายเรื่องในพงศาวดารของไทย ก็เล่าเรื่องราวที่คลาดเคลื่อนเกินจริงมานักต่อนัก แต่บังเอิญเหลือเกินที่มหาราชวงษ์พงศาวดารพม่า มีอยู่ตอนหนึ่งในรัชกาลของพระมหาสีหสุรธรรมราชา ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ของเรา บันทึกเหตุการณ์ครั้งที่ไทยยกทัพเข้าไปในดินแดนพม่าต่างจากที่เราจดไว้ตรงที่ไทยกับพม่าสู้รบกันที่เมืองทวาย แล้วเหตุการณ์ของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารของทหารผู้หนึ่งก็ปรากฏอยู่ในพงศาวดารของพม่าฉบับนี้

“….ทางฝ่ายเมืองทวายนั้นอำมาตย์ของอยุทธยา ๒ คนได้ยกกองทัพไปตีพลทหารแลเจ้าเมืองทวายที่อยู่รักษานั้นก็ออกตีกองทัพอยุธยาๆ เสียทีจับตัวอำมาตย์อยุธยาไว้ได้ ๑ คน แต่คนหนึ่งต้องอาวุธตายในที่รบ แล้วจับช้างม้าพลทหารไว้ได้เป็นอันมาก……….ฝ่ายทางเมืองมรแมนนั้นเล่า อำมาตย์อยุทธยา ๒ นายเป็นแม่ทัพถือพลทหารมาเป็นอันมาก ฝ่ายนายทัพนายกองที่รักษาอยู่ที่เมืองมรแมนก็ขับให้พลทหารออกตี กองทัพอยุธยาทนฝีมือมิได้ก็แตก ขณะนั้นพลทหารพม่าก็จับอำมาตย์แม่ทัพอยุทธยาไว้ได้ทั้ง ๒ คน แต่อำมาตย์คนหนึ่งหายตัวได้ก็หนีไป แต่อีกคนหนึ่งนั้นเอาไปถวายพระเจ้ากรุงอังวะ ในเวลาที่รบกันนั้นพลทหารพม่าจับช้างม้าแลพลทหารศาสตราอาวุธของอยุธยาไว้ได้เป็นอันมาก….” ——มหาราชวงษ์พงศาวดารพม่า

การศึกที่เมืองมรแมนในบันทึกของพม่ามีเหตุการณ์ที่น่าแปลกใจอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ เมื่อทหารพม่าตีทัพอยุธยาแตกพ่ายและสามารถจับแม่ทัพไทยไว้ได้ ๒ คน คนหนึ่งถูกนำตัวไปถวายพระเจ้าอังวะ ส่วนอีกคนหนึ่งนั้น….”หายตัวหนีไปได้”….!? ทีนี้เรื่องก็ดันมาตรงกับพงศาวดารของไทยอีกว่า พระยาสีหราชเดโช ทหารเสือคนหนึ่งของสมเด็จพระนารายณ์บุกตีค่ายพม่าแล้วถูกจับ แต่อาศัยฤทธิ์เดชเวทมนต์หายตัวหนีออกมาได้ แถมยังตีค่ายพม่าแตกไปเสียอีก การที่บันทึกได้ตรงกันอย่างบังเอิญเช่นนี้ ก็อดที่จะเคลือบแคลงสงสัยว่า เวทมนต์กำบังกายของทหารยุคโบราณมีอยู่จริงหรือไม่

ภาพ : จิตรกรรมฝาผนังขบวนทหารกรุงศรีอยุธยาภายในพระอุโบสถวัดประดู่ทรงธรรม

อนึ่ง ในบันทึกของชาวต่างชาติ ก็มีเล่าเรื่องทหารที่นับถือวิชาเวทย์มนต์เหมือนกัน เรื่องนี้อยู่ในบันทึกของนายพลเดฟาร์จ แม่ทัพฝรั่งเศสที่นำกองทหารเข้ามาประจำป้อมบางกอกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ และเล่าเรื่องการต่อสู้ของทหารฝรั่งเศสเมื่อครั้งที่ทหารอยุธยาล้อมป้อมแห่งนี้เมื่อคราวผลัดแผ่นดิน นายพลเดฟาร์จเล่าว่า

“…ในระยะเวลาอันยุ่งยากนี้ มีทหารสยาม ๓ นาย ได้เข้ามาในป้อมของเรา พวกนี้มีเครื่องรางเต็มตัวไปหมด ด้วยความเชื่อว่าจะสามารถป้องกันศัสตราวุธได้……..แต่เรารู้สึกว่าอาวุธของเรานั้นมีกำลังเหนือกว่ารอยสักนั่นมิใช่น้อย คนหนึ่งเสียชีวิตทันที อีกคนตายในคูน้ำ และคนสุดท้ายก็ตายสนิท อันเป็นการลบล้างความเชื่อเรื่องเวทมนต์อยู่ยงคงกระพันเสียที…” ——–เอกสารบันทึกการปฏิวัติสยาม ค.ศ.๑๖๖๘ ของนายพลเดฟาร์จ (Le General Desfarges)

ขอขอบพระคุณเครดิตที่มาเนื้อหาข้อมูลจากเพจ: กรุงเทพทราวดีศรีอยุธยา เป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ 

ขอขอบพระคุณเครดิตที่มาเนื้อรูปภาพที่ใ้ประกอบความเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้

จุดประสงค์เพื่อใช้ในการศึกษาและเผยเเพร่ความรู้ทางประวัติศาสตร์

 

ใส่ความเห็น