ดินสอพองจากดิน ๗ โป่งของสมเด็จ

ผงดินสอพอง หมายถึง ผงที่เกิดขึ้นจากการลบอักขระเลขยันต์ต่างๆ ที่ได้เขียนลงบนกระดาษชะนวน ประเพณีโบราณมีอยู่อย่างหนึ่งคือ ถ้าเขียนอักขระยนต์ลงบนกระดาษชะนวนแล้ว จะลบทิ้งเฉยๆไม่ได้ ต้องลบเอาผงไว้ ณ ที่หนึ่งต่างหาก เพราะถือว่าเป็นอักขระเลขยันต์ที่จารึกลงบนกระดาษชะนวนนั้น เป็นหัวใจพระคาถาหรือเป็นพระพุทธวจนะ จะทอดทิ้งลงพื้นดินสกปรกโสโครกนั้นไม่ได้ ต้องลบใส่ผะอบ หรือบาตรใส่น้ำพระพุทธมนต์ จึงจะถูกต้องตามประเพณี ผงวิเศษดังกล่าวส่วนมากเกิดขึ้นจากการเขียนหัวใจพระคาถา หรือพระพุทธวจนะต่างๆเช่น  ๑. ผงอิธะเจ   ๒. ผงปัถมัง   ๓. ผงมหาราช   ๔. ผงพุทธคุณ   ๕. ผงตรีสิงห

ทุกครั้งที่มีการเขียนอักขระเลขยันต์ดังกล่าวนี้สมเด็จฯต้องลบเอาผงเหล่านี้ไว้ และแยกเก็บไว้ต่างหากเช่นผง ”อิธะเจ” สมเด็จฯท่านสร้างขึ้นจากการท่องมนต์ และการเขียนสูตรมูลกัจจายนะ คือ อิธะเจธโสทฬฺหํ คณฺหา หิตามะสา” อักขระเหล่านี้ลบแล้วเก็บผงไว้เรียกว่า ”ผลอิธะเจ” มีอานุภาพทางเมตตามหานิยม

“ผงปัถมัง” สร้างขึ้นจากการท่องมนต์และการเขียนพระพุทธปริตร  “ปถมํ อิธโลโปจ ฯลฯ” และเขียนรูปยันต์ต่างๆตามไปด้วย เช่น ยันต์รูปองค์พระ ยันต์ย่อมุม ๗ มุม เมื่อเขียนยันต์เหล่านี้แล้วลบเอาผงเก็บไว้ ผงที่ลบนี้เรียกว่า “ ผงนะปัถมัง” (หรือบางแห่งเรียกว่า นะปฐมกัปป์ หรือนะทรงแผ่นดิน นะตัวต้น นะปัตตลอด) อานุภาพของ “ผงนะปัถมัง” สามารถทำให้อยู่ยงคงกระพันชาตรี จังงัง ล่องหน ตลอดจนกายหายตัวได้อย่างมหัศจรรย์ยิ่ง

“ผงมหาราช” เกิดขึ้นจากการทำผงปัถมังมาปั้นเป็นก้อน หรือเป็นแท่งอีกครั้งหนึ่ง แล้วเอาผงที่ปั้นเป็นแท่งดินสอนี้เขียนเป็นอักขระยันต์ตามสูตรมหาราช จนเต็มกำลัง ๑๐๘ คาบ แล้วลบเอาผงไว้ ผงที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า ”ผงมหาราช” มีอานุภาพทางเสน่ห์

“ผลพุทธคุณ”และ”ผงตรีนิสิงห์”ก็มีนัยดังกล่าวแล้ว รวมผงทั้งหมดที่กล่าวมานี้เรียกว่า “ผงวิเศษ” อันเป็นเนื้อพระพิมพ์ส่วนหนึ่งของพระสมเด็จฯที่ได้สร้างขึ้น

 “ผงข้าวสุก” ข้าวสุกที่สมเด็จฯนำเอามาผสมสร้างพระพิมพ์คือ ข้าวสุกที่ได้มาจากก้นบิณฑบาต ตามประวัติของท่านสมเด็จฯไม่เคยขาดจากการบิณฑบาตเลย นอกจากท่านจะเกิดการอาพาธหนักใกล้มรณภาพจึงได้เว้น แม้แต่การเดินธุดงค์ สมเด็จฯก็ถือการฉันจังหันในบาตรดำเนินรอยตามเพสสมณะอย่างแท้จริง ข้าวที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯบิณฑบาตรมาได้นี้ สมเด็จฯท่านจะแบ่งออกเป็นสี่ส่วน คือฉันส่วนหนึ่ง ให้ทานกับนกกาไว้อีกส่วนหนึ่งและเหลือไว้ผสมทำพระพิมพ์อีกส่วนหนึ่ง

“กล้วย” คือกล้วยน้ำและกล้วยหอมจันทร์ ทั้งเนื้อและทั้งเปลือกใส่ครกผสมในการสร้างพระพิมพ์ ด้วยสมเด็จฯถือเอานิมิตอย่างไร สำหรับกล้วยดังกล่าวไม่มีใครเข้าใจความหมายดังกล่าวนั้นเลย

“เกสรดอกไม้” ใช้เกสรทั้งหมด ๗ เรียกว่า “เกสรสัตตบุษป” ทั้งนี้สมเด็จฯถือว่าดอกบัวเป็นยอดของดอกไม้วิเศษ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะรับรองพุทธดำเนินคราวเมื่อพระบรมศาสดาประสูติจากครรภ์พุทธมารดาที่ป่าลุมพินีวัน เกสรสัตตบุษปได้แก่บัวหลวง บัวขาว บัวขาม ฯลฯ เป็นต้น

“ปูนขาว”  ปูนขาวที่สมเด็จฯได้ผสมในเนื้อพระพิมพ์นั้น ไม่ใช่ปูนขาวธรรมดาที่นำมาฉาบผนังโบสถ์,ผนังกำแพง หากทว่าเป็นปูนขาวที่เก็บเอาเปลือกหอยที่มีอยู่ตามชายทะเล หรือที่ชาวบ้านเขาบริโภคหมดและทิ้งเปลือกไว้นำมาบดอย่าละเอียด แล้วเอาตะแกรงร่อนผงปูนขาวจากหอยนี้ สมเด็จฯร่อนเอาเฉพาะที่เป็นผงจริงๆส่วนที่เหลือนำเอาไปบดใหม่จนหมด ด้วยเหตุนี้น้ำหนักพระพิมพ์ของสมเด็จฯจึงดีมาก และแข็งแกร่งกว่าพระพิมพ์อื่นๆ

“ดินสอพอง” มีผู้เป็นศิษย์ของสมเด็จฯเล่าว่า เขาได้เห็นท่านสมเด็จฯเที่ยวเก็บและสะสมดินโป่งต่างๆถึง ๗ โป่ง ก่อนจะลงมือสร้างพระพิมพ์ แต่ภายหลังมาทราบว่าการที่สมเด็จฯ เก็บดินโป่ง ๗ โป่งมาไว้นั้นเพื่อทำดินสอพอง พระอาจารย์เจ้าคุณธรรมนานาจารย์ผู้ใก้ลชิดสมเด็จฯ เล่าว่า สมเด็จฯกวดขันในการปั้นดินสอพองเป็นอันมาก ทั้งนี้เพื่อหวังจะให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ในการเขียนคาถา รมเอาผงวิเศษดินสอพองของสมเด็จฯ ทำขึ้นด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ   ๑. ดินโป่ง ๗ โป่ง   ๒. ดินติ่นท่า ๗ ท่า  ๓. ดินหลักเมือง ๗ หลัก   ๔. ขี้เถ้าไส้เทียนบูชาพระในโบสถ์   ๕. ดอกกาหล   ๖. ยอดสวาท   ๗. ยอดรักซ้อน   ๘. ขี้ไคลเสมา   ๙. ขี้ไคลประตูวัง   ๑๐. ขี้ไคลเสาตะรุงช้างเผือก  ๑๑. ราชพฤกษ์   ๑๒. ชัยพฤกษ์ (ไม่มีลักษณะคือได้ใบก็เอาใบ ได้ดอกก็เอาดอก)   ๑๓. พลูร่วมใจ(โคนก้านของใบชนกัน)   ๑๔. พลู ๒ ทาง   ๑๕. กระแจะตะนาว(กระแจะที่ปรุงด้วยเครื่องหอม มีจันทร์แดง,จันทร์หอม,จันทนา และไม้หอม)   ๑๖. น้ำบ่อ ๗ รส   ๑๗. ดินสอ(ดินขาว)

สมเด็จฯเอาสรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มาผสมร่วมกันเข้า แล้วประพรมด้วยน้ำพระพุทธมนต์ แล้วปั้นเป็นแท่งเป็นดินสอสำหรับเขียนในกระดานชะนวน ลบเอาผงมาทำพระพิมพ์

จากหนังสือ พระเครื่องและของขลัง วิเทศกรณีย์

เรียบเรียงโดย เรื่องเล่าชาวสยาม

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของรูปภาพมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ใส่ความเห็น