อิทธิฤทธิ์ขันน้ำมนต์

มาดูประวัติความเป็นมาของขันน้ำมนต์กันบ้างครับ ขันน้ำมนต์นั้นถ้าจะว่ากันไปแต่เดิมไม่คอ่ยมีการสร้างกันเป็นกิจจะลักษณะ แต่ในวรรณคดีบางเล่มได้ระบุถึงเรื่องขันน้ำมนต์เอาไว้ อาทิ ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น แต่ไม่ได้เป็นขันน้ำมนต์ตรงตัวหากแต่เป็นขันสัมฤทธิ์ที่ใช้ตักน้ำล้างหน้า แล้วเอามาใส่หน้าเพื่อปลุกเสกให้เป็นน้ำมนต์โดยเอาพระเครื่อง หรือ เครื่องรางของขลังแช่ลงไปในขัน การสร้างขันน้ำมนต์เอาเป็นหลักเป็นฐานกันในสมัยของสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์แห่งวัดบวรนิเวศฯ

เพราะพระองค์ทรงสถาปนาพระกริ่งขึ้นเป็นแบบไทยเป็นครั้งแรก ทรงนำพระกริ่งที่สร้างนั้นมาบรรจุไว้ในเต้า หรือหม้อน้ำที่มีฝาครอบเพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์และถวายให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงสร้างในงานพุทธาภิเษกเป็นประจำทุกครั้งจึงมีปรากฎในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน จึงยอมรับกันว่าพระผู้ที่ให้กำเนิดขันน้ำมนต์อย่างจริงจังก็คือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมพระยาปวเรศวิริยาลงกรณ์พระองค์นี้เอง

เมื่อมีการสร้างพระกริ่งขึ้นในสำนักวัดสุทัศน์ฯ โดยสมเด็จพระสังฆราชแพ ติสสะเทวะ ก็ทรงสร้างพระชัยวัฒน์ประกอบด้วย ส่วนพระกริ่งทรงมุ่งหมายให้นำไปบรรจุไว้ในขันน้ำมนต์ที่พระคุณท่านทรงสร้างขึ้นหรือที่มีอยู่แล้ว เพื่อเอาน้ำในขันน้ำมนต์ก็หรือในเต้ามาล้างให้เกิดความเป็นสิริมงคล ส่วนพระชัยวัฒน์ให้นำติดตัว แต่ในปัจจุบันท่นผู้รู้ทั้งหลายได้เอาพระกริ่งนำมาใส่ตลับแขวนติดตัวกันอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งผิดไปจากวัตถุประสงค์ของผู้สร้างที่ต้องการจะให้ใช้ทำน้ำมนต์

ขันน้ำมนต์ของสำนักวัดสุทัศน์ฯ นั้นเรียกกันว่า “ปทุมโลหิต” สร้างกันน้อยมากเท่ากับจำนวนพระกริ่งที่สมเด็จพระสังฆราชแพ ติสสะเทวะทรงสร้าง จึงไม่พบเห็นกันในวงการพระเครื่องทั่วไปมากนัก ดังนั้นผู้เขียนจะขอผ่านไปเพราะสุดที่เราท่านจะเสาะหามาได้ แต่จะพูดถึงขันน้ำมนต์ที่พอจะหากันได้เท่านั้น

ในที่นี้ก็หมายถึงขันน้ำมนต์โดยทั่ว ๆ ไป เช่น วัดชนะสงครามและวัดชิโนรส ฯลฯ เป็นต้น แต่การสร้างขันน้ำมนต์ถ้าจะเอากันจริง ๆ จะต้องนำโลหะมาลงอักขระแล้วหล่อหลอมเข้ากับโลหะมงคลต่าง ๆในเบ้า พอเทหล่อออกมาเป็นรูปขันให้มีความหนาพอสมควร ส่วนจะเป็นนวโลหะหรือสัมฤทธิก็แล้วแต่จะปสมโลหะและรอบ ๆ ขันน้ำมนต์จะต้องทำเป็นลวดลายมงคลเรียกว่า “โสพัสมงคล” อันประกอบด้วยธงชัย พานทูนธรรมจักรสังข์ พระพุทธประทับในปราสาทและเทวดา เป็นต้น แล้วแต่จะบรรจุให้ครบสิบหกอย่างตามตำราก็แล้วกัน หากไม่ทำเป็นลวดลายเช่นนี้เพราะยุ่งยากก็ให้ลงยันต์เป็นดวง 16 ดวงแทนก็ได้ เป็นโสพัสมงคลเหมือนกัน

ส่วนก้นขันต้องประทับด้วยยันต์ปทุมจักรแบบดอกบัวบาน ตรงกลางเป็นยันต์ตรีนิสงเหหรือพุทธนิมิตเป็นอาทิ เพื่อทำให้น้ำในขันได้รับมงคลเป็นน้ำมนต์ ส่วนฝาครอบถ้ามีทำเป็นจุดตรงกลางจะเป็นรูปดอกบัวตูม อันเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าอันถือกำเนิดมาจากดอกบัวนั่นเอง ดังจะเห็นได้ว่าขันน้ำมนต์ของสำนักวัดชนะสงคราม
จะมียันต์และโสพัสมงคลให้เห็นปรากฎอยู่อย่างเด่นชัด

ในปี พ.ศ. 2508 นั้น ได้มีการสร้างขันน้ำมนต์ของวัดชิโนรสโดยท่านใช้อุปเท่ห์ใหม่ ด้วยการจารึกพระมหาชินบัญชรครบสูตรลงไปโดยรอบขันน้ำมนต์และจะประดับด้วยภาพจำลองพระสมเด็จนางพญาและพระอีกหลายองค์เรียกว่า “ขันน้ำมนต์มหาชินบัญชร” ได้สร้างเพียงพันกว่าใบและปรากฎว่าหมดในตอนการสั่งจอง ซึ่งเป็นที่อัศจรรย์
ใจเป็นอย่างยิ่ง ตรงกลางยังได้บรรจุพระกริ่งเอาไว้ให้อีกองค์หนึ่งด้วย

ขันน้ำมนต์นี้โบราณท่านเอาไว้ใช้สำหรับบรรจุน้ำแล้วลอยด้วยดอกมะลิเอาไปตั้งหน้าหิ้งบูชาพระเวลาสวดมนต์ถวายพระก็เปิดฝาขันน้ำมนต์เพื่อรับรังสีจากการถวายพระ เมื่อเสร็จแล้วก็ปิดฝากันไม่ให้สัตว์และแมลงตกลงไปตาย เป็นอวมงคล พอถึงตอนเช้าก็เอามาล้างหน้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองดีนัก

ถ้าพูดถึงสำหรับชาวบ้านอย่างเราท่าน หากต้องการจะทำผู้เขียนก็จะแนะนำวิธีให้เอาอย่างนี้ ท่านไปหาซื้อขันน้ำมนต์ชนิดมีฝาครอบ จากร้านขายแถว ๆ เสาชิงช้ามาใบหนึ่ง จากนั้นก็เตรียมดอกมะลิสดล้างให้สะอาดลอยลงไปในน้ำแล้วนำเอาพระเครื่องหรือสิ่งของที่ในขันน้ำมนต์ และเอาไปตั้งไว้หน้าหิ้งพระกับหาเทียนขี้ผึ้งแท้สำรหับทำน้ำมนต์ตามร้านขายเครื่องบวชเขามีขายแน่ (ห้ามใช้เทียนย้อมสีเด็ดขาด) เวลาคุณจะบูชาพระคุณก็เปิดฝาเอาไว้ เทียนน้ำมนต์คุณก็ปักติดกับขอบของขันน้ำมนต์ให้ปลายเอนหน่อยกะให้น้ำตาเทียนหยดลงไปได้สะดวกหรือไม่ก็หาไม้มาวางพาดปากขันเพื่อคุณจะได้วางเทียนได้และสวดมนต์ของคุณไปตามที่คุณได้ร่ำเรียนมา

เมื่อยังไม่จบคุณก็ไม่ต้องหยุดจุดเทียนน้ำมนต์ พอคุณสวดจบแล้วจะอธิษฐานก็จุดเทียนน้ำมนต์ขอพรพระให้ประสิทธิพระพุทธมนต์ เมื่อจะดับเทียนก็ให้ว่าคาถาดังนี้

ภะวะตุสัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเต ภะวะตุสัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทาโสตถี ภะวันตุเต ภะวะตุสัพพะมังคะลัง รักขันตุสัพพะเทวตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทดสตถี

เมื่อท่องจบแล้วดับเทียนจะใช้มือปัดให้ดับหรือเอาเทียนจุ่มลงไปดับในน้ำก็แล้วแต่ นั่นแหละน้ำพระพุทธมนต์และปิดฝาครอบให้มิดชิดกันแมลงลงไป พอถึงตอนเช้าคุณก็เอาน้ำในขันน้ำมนต์ไปล้างหน้า ส่วนการล้างหน้าให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกแล้วอธิษฐานให้เกิดความสิริมงคลและอย่าลืมควรออกไปยืนนอกชายคาบ้าน ห้าม
อยู่ใต้ชายคาบ้าน แล้วว่าพระคาถามงกุฎเพชรพระพุทธเจ้าว่า

อิติปีโสเสเสอิ อิเสเสพุทธ นะนาเมอิ อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ  ครบสามจบแล้วจึงล้างหน้าเถิดจะเกิดสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง คนโบราณคุณหลวง คุณพระท่านจะทำของท่าน

เอื้อเฝื้อจาก หนังสือแปลก 

ขอขอบคุณ รูปภาพประกอบเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้

ใส่ความเห็น