ตำนานบรมครูนักเลงเก้ายอด

เก้ายอดเป็นยันต์ที่มีอำนาจพุทธคุณสูงยิ่งในทางคงกระพันชาตรีบรรดาเหล่านักเลงโบราณผู้นิยมการสักยันต์ในอดีตต่างพากันออกเสาะแสวงหาครูอาจารย์ผู้มีวิชาเพื่อเข้าฝากตัวเป็นศิษย์รับการประสิทธิ์ยันต์จากครูอาจารย์ท่าน หากกล่าวถึงปรมาจารย์ในการสักยันต์เก้ายอดในอดีตแล้วไม่มีใครเกินไปกว่ายันต์เก้ายอดของหลวงพ่อหรุ่นวัดอัมพวันไปได้เลย

ในยอดของยันต์เก้ายอดแต่ละยอดนั้นล้วนต่างมีความเป็นเลิศและให้คุณอันวิเศษในด้านต่างๆ อยู่ ๙ ทาง ดังจะผูกเป็นวลี ๙ ทางได้ดังนี้ ชาตรี – แคล้วคลาด – กันภัย – มหาระงับ – ดับทุกข์ – สุขล้น – พ้นสงสาร – การงานรุ่ง
พยุงดวง  

ยอดที่ ๑ ชาตรี : โดนของหนัก ของเบา ของแหลม ของคม ไม่ระคายผิว ยอดที่๒ แคล้วคลาด : ศัตรูหมู่มารเหตุเพศภัยอันใดแคล้วคลาดผ่านพ้นจากเราไปหมด ยอดที่๓ กันภัย : ภัยจากทิศทั้ง ๔ บนบก บนน้ำ บนอากาศ ทำอันตรายเรามิได้ ยอดที่๔ มหาระงับ : ดับเรื่องร้อนเลวร้ายขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นความเป็นคดีระงับดับหมดทุกเรื่อง ยอดที่๕ ดับทุกข์ : ทุกข์ภัยที่เกิดกับตัวลำบากยากจนหน้าดำคล้ำหมอง หายจืดจางไป ยอดที่๖ สุขล้น : ทวีความผาสุก เกษมสำราญ ทั้งสุขภาพจิต สุขภาพใจ ยอดที่๗ พ้นสงสาร : จิตเกาะเกี่ยวกับธรรมคุณความดีงามละชั่วประพฤติเลว ทำดีตลอดไป ยอดที่๘ การงานรุ่ง : หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า เจ้านายรักลูกน้องหนุน เพื่อนร่วมงานดี  ยอดที่๙ พยุงดวง : แก้ทุกข์ภัยจากการกระทำของดวงตก ดวงไม่ดี เคราะห์เวรกรรม บรรเทาลงโดยพลัน

หลวงพ่อหรุ่น ใจภารา แห่งวัดอัมพวัน ราชวัตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เจ้าสำนักเก้ายอดอันลือลั่นในอดีต ประวัติแต่ก่อนท่านเป็นเสือ ชื่อว่าเสือหรุ่น แห่งเชียงราก ออกปล้นแถบ ปทุมธานี อยุธยา จนทางการต้องปราบปราม สุดท้ายท่านกลับใจมาบวช และเป็นอาจารย์สักยันต์ โดยเฉพาะยันต์เก้ายอด เค้าว่าเหนียวมาก หลวงพ่อมีลูกชายคนหนึ่งชื่อ นายเสงี่ยม เป็นลูกพี่ใหญ่แก็งค์เก้ายอดสมัยนั้น (ท่านใดที่ได้ติดตามเรื่องราวของอ.ไพฑูรย์แล้วคงจะต้องเคยได้ยินชื่อของพี่เสงี่ยมหัวหน้าแก๊งนักเลงเก้ายอดกันมาบ้างแล้ว)

แฟ้มข้อมูลของหลวงพ่อหรุ่น มีระบุเพียงว่า เกิดเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๓๙๐ ที่บ้านตำบลเชียงราก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายน้อย ใจอาภา และ นางคำ ใจอาภา อุปสมบท ณ วัดลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ปีที่ท่านอุปสมบทนั้น เป็นปี พ.ศ.๒๔๓๑ มีพระญาณไตรโลก (สะอาด) อดีตเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งยังเป็นที่ “พระธรรมราชานุวัตร” เป็นพระอุปัชฌาย์

ส่วนพระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์นั้น เป็นที่ถกเถียงกัน บ้างก็ว่าเป็นพระวัดลำลูกกานั้นเอง บ้างก็ว่าเป็นวัดกลางนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บ้างก็ว่าเป็นพระวัดสามไห แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นวัดลำลูกกามากกว่า ภายหลังจากอุปสมบทได้หลายพรรษาแล้ว ท่านจึงเริ่มเดินธุดงค์ก่อนหน้านั้นนอกจากจะได้ศึกษาพระธรรมวินัยแล้ว ยังได้ร่ำเรียนด้านวิปัสสนากรรมฐานด้วย

พระอาจารย์หรุ่นเก้ายอดแห่งวัดอัมพวัน อดีตขุนโจรขมังเวทย์ในยุครัชกาลที่ ๖ – ๗ เรื่องราวเล่าขานของเสือหรุ่นหรือหลวงพ่อหรุ่นเก้ายอดเป็นที่น่าเกรงขาม แม้แต่เสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรฯ ยังทรงยกย่องยอมรับ พอเลิกจาการเป็นเสือได้หันหน้าเข้าหาพระธรรม ตอนหลังเป็นพระอาจารย์ชื่อดังขึ้นชื่อเรื่องการสักยันต์เก้ายอดให้ลูกศิษย์ ใครที่มียันต์เก้ายอดติดกายเข้ารณรงค์สงครามลูกปืนมาเป็นห่าฝน มีดดาบคมกริบไม่เคยระคายผิว

ก่อนจะเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ในบรรดานักเลงหรือไอ้เสือสมัยก่อนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เห็นจะไม่มีใครเกินเสือหรุ่น ใจภาราแห่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง ต่างถูกเสือหรุ่น ใจภารา ปล้นและฆ่ามากต่อมาก
นายอำเภอจังหวัดอยุธยา ได้ปิดประกาศไปทั่ว ให้เสือหรุ่นเข้ามาพบเพื่อเข้ารับราชการโดยทางการจะไม่เอาผิด เมื่อเสือหรุ่นได้ทราบ จึงเดินทางเข้ามา แต่เสือหรุ่นติดกับเสียแล้ว นายอำเภอได้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยรายล้อมไว้และตะโกนบอกให้เสือหรุ่นยอมมอบตัวไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่จะระดมยิง

เมื่อเสือหรุ่นรู้ตัวว่าถูกลวง ก็นึกแค้นใจนายอำเภอเป็นที่สุด แต่ก็มิได้สะทกสะท้านอย่างใด รวบรวมใจเป็นสมาธิแล้วภาวนาคาถาที่ร่ำเรียนมาผูกเป็นหุ่นลวงตา หนีฝ่าวงล้อมไปได้

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา เสือหรุ่นก็ได้ปล้นและล้างชีวิตผู้คนหนักยิ่งขึ้น ครอบครัวที่ถูกปล้นจะถูกล้างไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งเจ้าเมืองอยุธยาเห็นว่ายากที่จะปราบเสือหรุ่นได้อีกต่อไป จึงเขียนประกาศด้วยตัวเองให้เข้าพบเพื่อเจรจาเข้ากลับตัวกลับใจ เสือหรุ่นได้ทราบข่าว แต่ไม่ไว้ใจเพราะเคยถูกหักหลังมาแล้ว จึงมีหนังสือถึงท่านเจ้าเมืองให้ออกมาพบเพียงคนเดียว ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลา ๒ ทุ่มตรง ที่ลานนวดข้าวหลังโรงสี เมื่อถึงเวลา ท่านเจ้าเมืองมายืนรอก่อน เสือหรุ่นจึงออกมาจากพุ่มไม้เข้าพบ

ท่านเจ้าเมืองพูดขึ้นว่า หรุ่นเอ๊ย สิ่งใดที่ผ่านมาก็ขอให้ลืมเสีย จงกลับตัวกลับใจเสียเถิด บ้านเมืองยังต้องการคนดีมีฝีมืออยู่ ข้าจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นกำนันปกครองคนในตำบลบ้านเดิมต่อไป นับจากนั้นมาเสือหรุ่น ใจภาราก็เริ่มได้คิดและปลงตกถึงแก่นสาระแห่งชีวิตเกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ และตาย อันเป็นวัฐจักรแห่งชีวิตที่ไม่เที่ยงแท้ ประกอบกับเล็งเห็นวิถีชีวิตของตนเองที่ก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก จึงกลับตัวเลิกเป็นไอ้เสือ ตั้งใจทำคุณงามความดีและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันในตำบลเชียงรากในเวลาต่อมา ด้วยความตั้งใจทำคุณงามความดีนั่นเอง กำนันหรุ่น ใจภาราจึง ก็เข้ารับราชการ ทำความดีความชอบมาตลอด ๓ ปี จนได้รับพระราชทานยศเป็น ”ขุนภาวิจล ใจภารา ”

แต่กรรมเวรไม่หมดสิ้น เสืออุ่น ลูกน้องคนสนิทครั้งเป็นเสือร้าย ไม่พอใจที่เสือหรุ่นเข้ารับราชการ ได้ออกปล้นฆ่าโดยใช้ชื่อเสือหรุ่นตลอดหลายสิบครั้ง เมื่อถูกจับได้ก็ซัดทอดว่าเสือหรุ่นอยู่เบื้องหลังการปล้นทุกครั้ง ท่านเจ้าเมืองอยุธยาจึงใหนังสือให้ขุนภาวิจลเข้าพบเพื่อไต่สวนกำนันหรุ่นไตร่ตรองแล้วเห็นว่ายากที่จะพ้นมลทิน จึงหนีไปบวชที่วัดลำลูกกา ถึงสามพรรษาเมื่อเรื่องราวเงียบหายไป ท่านจึงย้ายมาประจำอยู่ที่วัดอัมพวัน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
(บางตำนานกล่าวไว้ว่าได้ธุดงค์มาปักกลดในบริเวณข้างวัดอัมพวัน ถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ชาวบ้านได้เห็นถึงวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด และมีคาถาอาคมแก่กล้าจึงได้นิมนต์ท่านมาพำนักที่วัดอัมพวัน)

เมื่อลูกศิษย์ที่เคารพนับถือต่างทราบข่าว ก็พากันมาของเครื่องรางของขลังจากหลวงพ่อหรุ่น ในสมัยนั้นของขลังที่มีชื่อเสียงโด่งดังของหลวงพ่อหรุ่นก็คือ การสักที่หลัง มีพุทธคุณเป็นมหาอุตม์ทางคงกระพันชาตรี และเป็นนิยมชมชอบของพวกนักเลงจนได้สมญานามว่า นักเลงเก้ายอด ซึ่งเป็นก๊กนักเลงที่มีการสักที่แผ่นหลังเป็นสัญลักษณ์ทุกๆ คน ในช่วงเวลานั้นมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย เพราะกิติศัพย์ยันต์เก้ายอดอันลือชื่อ กล่าวกันว่าในยุคนั้น ไม่มีใครดังใครเหนียวเท่าก๊ก ”เก้ายอด ”

วัดอัมพวัน สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ ราว พ.ศ.๒๓๘๕ โดยพระยาราชชนะสงคราม (วัน) เป็นผู้สร้างเพื่ออุทิศแก่มารดาของท่านชื่อ “อ่ำ” จึงได้รับการขนานนามวัดว่า “วัดอ่ำวัน” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดอัมพวัน” เพื่อให้มีความหมายดีขึ้น  วัดนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๕ หลวงพ่อหรุ่นอยู่ในบวรพุทธศาสนาได้ประมาณ ๓๕ พรรษาก็ได้ถึงแก่มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ณ วัดอัมพวัน รวมอายุได้ประมาณ ๘๑ ปี

ขอขอบพระคุณรูปภาพจากเพจ พระเกจิตำราสายวัดประดู่ทรงธรรม จ.อยุธยา ไว้ ณ ที่นี้ 

ได้รับการเอื้อเฟื้อบทความโดยเพจ:เรื่องเล่าชาวสยาม

นักเลง โบราณ ตำนานหนังเหนียว

ใส่ความเห็น