“๑ใน๙เครื่องรางสะท้านแผ่นดิน#ราหู คู่วัดศรีษะ”

ราหูอมจันทร์ ดีทางเมตตามหานิยม แคล้วคลาด มหาอุด และป้องกันภูตผีปีศาจ
ในตำราทักษามหาพยากรณ์นั้นกล่าวว่า เมื่อบุคคลใดก็ตามถูกพระราหูเสวยอายุแล้ว ในช่วงเวลานั้นจะเกิดความรุ่มร้อนมีเคาระห์ต่าง ๆ เพราะพระหูนั้นเป็นความมืด เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว แม้ยามที่พระราหูจะจรพ้นจากการเสวยอายุไปก็ยังแผลงฤทธิ์ถีบเท้าจากอีกด้วยจึงกำหนดเอาไว้ว่าเมื่อพระราหูเสวยอายุจักต้องทำพิธีต้อนรับพระราหู หาไม่จะเดือนร้อนจนไม่อาจประคองตัวได้ และสิ่งหนึ่งที่โบราณใช้บรรเทาฤทธิ์พระราหูก็คือกะลาตาเดียว นั่นเอง

พระราหูเป็นเทพที่อมตะหรือไม่ตายเหตุเพราะตอนที่เทพยดาทำพิธีกวนน้ำอมฤตในเกษียรสมุทรนั้น พระราหูซึ่งเป็นอสูรได้แฝงกายเร้นอยู่ในกลุ่มเมฆ ครั้นเมื่อน้ำอมฤตขึ้นจากสะดือทะเลแล้วพระราหูก็ลอบเข้าไปกินน้ำอมฤตพอกลืนล่วงลงลำคอไปพระนารายณ์ก็เล็งฌานเห็นจึงขว้างจักรกลดไปตัดร่างพระราหูขาดกลางตัว น้ำอมฤตแล่นไป ถึงเอวพอดี ส่วนบนจึงกลายเป็นอมตะไม่รู้จักตายส่วนท่อนล่างนั้นพินาศไปในเกษียรสมุทร

โบราณนั้นท่านถือว่าพระราหูจะปรากฎในคราวเกิดจันทรุปราคา เพราะราหูจะกลืนพระจันทร์เอาไว้ทั้งดวงบ้างบางส่วนบ้างต้องตีเกราะเคาะไม้หรือยิงปืนไล่กันเอิกเกริกส่วนวิธีป้องกันพระราหูนั้นก็คือการใช้กะลาจากมะพร้าวตาเดียว หรือไม่มีตามาทำเป็นเครื่องรางเอาไว้จะบรรเทาโทษภัยจากพระราหูไปได้ กะลาตาเดียวนั้นหายาก ในมะพร้าว 1,000 ลูกจะมีก็เพียงแค่ลูกเดียวหรือสองลูก เมื่อได้มาถือว่าเป็นโชคของผู้นั้น

การสร้างเครื่องรางจากกะลาตาเดียวนั้นเป็นศิลปะอย่างหนึ่งของภาคอีสาน ซึ่งถ่ายทอดกันมาในหมู่คนอีสานและพระอีสานไม่ว่าจะอพยพไปอยู่ที่ใดวัฒนธรรมและศิลปกรรมก็จะติดไปด้วยดังเช่น รกราก บรรพบุรุษของ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง นครปฐมที่ท่านอพยพไปจากภาคอีสานก็มีตำรานี้ติดไปด้วย และบิดาของหลวงพ่อน้อยท่านก็เป็นอาจารย์ฆราวาสที่เป็นหนึ่งในด้านไสยศาสตร์และตำรา ตลอดจนการถ่ายทอดเคล็ดลับจึงผ่านจากโยมบิดาของหลวงพ่อให้กับหลวงพ่อน้อยจนหมดสิ้น

หลวงพ่อน้อยนั้นท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดศีรษะทองในสมัยที่ท่านเจ้าคุณพระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ) เป็นเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ท่านได้สร้างกะลาแกะเอาไว้แจกแก่ลูกหลานของท่านป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ และทหารเกณฑ์ที่ไปจาก ต.ศีรษะทองนั้นมีหนังดีกันทุกคน เป็นที่ระย่อของบรรดาผู้เป็นศัตรู หลวงพ่อน้อยกำหนดวิธีการสร้างของท่านเป็นขึ้นตอนดังนี้

กะลามะพร้ามตาเดียว เมื่อได้มาท่านจะให้ช่างเลื่อยแบ่งโกลนเป็นรูปต่าง ๆ เช่น รูปเสมา รูปกลม รูปไข่มีหูในตัวก็มี ไม่มีหูก็มี ไม่มีหูก็มี หรือบางครั้งก็ทำทั้งลูกเลย กะลาจะต้องเป้นกะลาแก่สีดำอมน้ำตาลและเนื้อแกร่ง จากนั้นท่านจะส่งไปแกะ ช่างที่แกะนั้นเป็นนักโทษในเรือนจำ จ.นครปฐม เพราะพัศดีเป็นศิษย์ของท่านหลายคนและเมื่อได้กะลาแกะมาแล้ว ท่านก็จะปลุกเสกของท่านอย่างดีแต่ยังไม่ลงอักขระเรียกว่าเสกหนุนไปก่อนจนกว่าเกิดสุริยุปราคาหรือจันทรุปราคา

หลวงพ่อจะเอากะลาที่ปลุกเสกแล้วมานั่งอยู่ที่หน้าชานกุฏิของท่านแล้วแหงนหน้าดูพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ที่เข้าจับคราส เมื่อเงาดำเริ่มจับท่านก็จะคว้าเหล้กจารมาลงอักขระลงไปอย่างเร่งรีบ เพราะระยะการจักและการคลายอันเป็นอุดมฤกษ์นั้นมีน้อยต้องแข่งกับเวลาเพราะเมื่อคราสคลายออกหมดแล้วก้สิ้นสุดกฤษ์การลงนั้นถ้าเป็นสุริยุปราคาท่านจะลงจันทรประภา เมื่อลงอักขระแล้วจึงเอาปลุกเสกอีก แล้วจึงจะแจกจ่ายให้ไปคุ้มครองตัวเป็นราย ๆ ไป ตามแต่ท่านจะเห็นสมควร และเมื่อถึงตอนนี้ผู้เขียนจะขอพูดถึงความเป็นมาของยันต์สุริยประภา – จันทรประภาซึ่งถิ่นกำเนิดเป็นของทางฝั่งลาว (เวียงจันทร์)

ยันต์สุริยประภา – จันทรประภา สิทธิการิยะ – จะกล่าวถึงยันต์สุริยประภา ทั้งสองยันต์นี้ เป็นพระยายันต์ที่ประเสริฐกว่ายันต์อื่นใดในโลกถ้าบุคคลผู้ใดปรารถนาสมบัติ พัสดุเงินทอง แก้วแหวนทุกประการ จงให้สร้างพระยันต์นี้ขึ้นมาบูชาเถิด มีตำนานกล่าวมาว่า ในกาลภายภาคหน้าจักมีทุกข์ภัยเวทนาหาสมบัติบ่มิได้ จึงใคร่จะช่วยทุกข์แห่งมนุษย์ทั้งหลาย ฤๅษีตนหนึ่งจึงสร้างพระยันต์ขึ้น ยันต์หนึ่งชื่อ “ยันต์สุริยประภา” อีกตนหนึ่งก็สร้าง “ยันต์จันทรประภา” ขึ้น
ผู้ที่จะทำยันต์ทั้ง 2 นี้ ให้กากะลามะพร้าวตาเดียวเอามาแกะเป็นรูปพระราหูอมจันทร์อันหนึ่ง พระราหูอมอาทิตย์อันหนึ่ง จึงให้ลงยันต์สุริยประภาที่พระอาทิตย์ (กุเสโต ฯลฯ) พระยันต์ทั้งสองนี้เป็นของหาค่ามิได้ จะหาสิ่งใดมาเทียบเทียมได้ยากแม้ว่าสมบัติบรมจักรพรรดิ์ก็ดีสมบัติพระอินทร์หรือดวงแก้วมณีโชติ ก็หาอาจเปรียบเทียบพระยันต์ทั้ง 2 นี้ได้

ผู้ใดที่หวังความเจริญในลาภยศ และอยากจะมั่งมีทรัพย์สินเงินทอง ก็ให้คิดสร้างขึ้นเถิด เมื่อจะทำพระยันต์นี้ให้แต่งเครื่องบัตรพลี ขวัญข้าว ข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนเท่ากับกำลังพระอาทิตย์ – พระจันทร์ ให้ตกแต่งอาสนะขึ้น2 ที่ บูชาสักการะด้วยข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียนมาบูชาพระอาทิตย์สิ่งละ 6 บูชาพระจันทร์สิ่งละ 15 ให้เลือกเอาวัน ที่มีฤกษ์ดี เช่น วันเพ็ญ วันสุริยคาส วันจันทร์คาสเมื่อจะกระทำนั้นให้ชำระตัวให้บริสุทธิ์สะอาดเสียก่อนแล้วจึงกระทำพิธี
ยันต์สุริยประภา (พระอาทิตย์) และยันต์จันทรประภา (พระจันทร์) ทั้งสองนี้เวลากลางวันให้บูชาและปลุกเสกยันต์สุริยประภา เวลากลางคืนให้บูชาและปลุกเสกยันต์จันทรประภา เมื่อกระทำแล้วให้เสกด้วยคาถาใส่ในตลับทอง เอายันต์จันทรประภาใส่ตลับเงิน ให้จุนเจิมด้วยแป้งหอม น้ำมันหอม แล้วบูชาไว้เมื่อจะใช้ให้ตามอุปเท่ห์ ดังกล่าวนี้

ถ้าหากท้าวพระยาเจ้านายท่านโกรธให้เอายันต์สุริยประภานั้น จุ่มเจิมด้วยเครื่องหอม ท่องคาถาสุริยประภา3 ครั้ง จึงนำเอาติดตัวไป ท่านเห็นหน้าเข้าหายโกรธเคืองสิ้น ถ้าบริวารข้าคนหลบหนีไปให้เขียนชื่อผู้หลบหนีไปนั้นใส่กระดาษ แล้วอายันต์จันทรประภาทับเสกด้วยคาถาจันทรประภาผู้นั้นจะกลับคืนมา ถ้าจะปลูกพืชผลให้เจริญงอกงามทุกชนิด ให้เอายันต์จันทรประภามาเสกด้วยคาถาจันทรประภา แล้วให้สวดมนต์บทนี้อีกบทหนึ่งคือ โอมเขยยะสัมปัตติ มหาเขตยะสัมปัตติ เชยยันติโอมทุเร ทุเร สวาหะ เลิกมัตตะ สวาหะฯ 7 ครั้ง แล้วทำใจให้ดี อธิษฐานเอาเถิดให้ผลงอกงามเจริญดี ยันต์สุริยประภาและจันทรประภาทั้ง 2 ยันต์นี้ใช้ได้ 108 ประการแล ผู้คนก็เคารพยำเกรงหูตาก็แจ่มแจ้งอายุก็ยืน ผมก็มิหงอก ท่านให้เอายันต์จันทรประภานั้นแช่น้ำมันหอม เอาน้ำมันนั้นทาผม ไปหาเจ้านายท่านเอาน้ำมันนั้นหุงขี้ผึ้งสีปาก เอาขี้ผึ้งนั้นทาสีปากเสกด้วยคาถาจันทรประภา ไปหาเจ้าคนนายคน ท่านเมตตาเรา

บุคคลผู้ใดปรารถนาวัตถุสิ่งไรก้ดีให้เอายันต์จันทรประภาใส่อับเงิน และเอายันต์สุริยประภาใส่อับทองคำบูชาทุกวันให้เอาขันเงินขันทองคำใส่เครื่องบูชายันต์ทั้งสองนี้ แม้ปรารถนาอันใดก็จะได้ดังใจต้องการทุกอันและบำเพ็ญไปเถิดอย่าได้ขาด อย่าประมาทเลย พระยันต์ทั้งสองนี้ผู้ใดนับถือบูชาไว้ มิรู้อดอดยากตกทุกข์ได้ยากเลย ให้บูชานับถือประดุจสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด เมื่อจะใช้ยันต์สุริยประภานั้นให้เอาคาถานี้นมัสการก่อน 7 จบ เอกะจักข์ นาฬิเกลา สุริยะประภา ราหูคาหาสัตตะ ระตะนะ สัมปันโน มณีโชติ ระโสยะถา สุวัณณะ รัชชะตะ สะมิทธา อะหังวันทามิ เมสะทา  คาถานมัสการยันต์จันทรประภา (ถ้าจะทำให้ผู้อื่นให้เปลี่ยน “เมสะทา” เป็น “เตสะทา” ) คาถา 2 บทนี้ให้บูชานมัสการยันต์สุริยประภาและยันต์จันทรประภาทุกวันแล

คาถาสุริยประภา  กุเสโต มะมะ กุเสโต โตราโม มะนะ โตราโม คุยหะโม มะนะ คุยหะโม คุตติโม มะมะ คุตติโม คาถาบทนี้สำหรับลงในยันต์สุริยประภา และใช้เสกยันต์ประภาด้วย 108 แล

คาถาจันทรประภา ยะธาตัง มะมะ ตังถายะ ตังวะตัง มะมะ ตังวะตัง ตังเสถา มะมะ ถาเสตัง ถาติยะ มะมะ ยะติกา คาถาบทนี้สำหรับลงในยันต์จันทรประภาและใช้เสกยันต์จันทรประภาด้วย 108 แล

การพิจารณาให้ดูความเก่าความแห้งของกะลามะพร้าวว่าจะต้องดำเป็นมันอมน้ำตาลผิวเรียบเสี้ยนกะลาจะปรากฎน้อยที่สุดความมันแผล็บของน้ำมันในกะลาจะไม่มีเพราะอายุการสร้างนาน ส่วนลวดลายแกะนั้นถือเป็นหลักตายตัวไม่ได้เพราะแกะกันหลายคนหยาบบ้างละเอียดบ้างให้ดูประกอบส่วนอักขระนั้นจะเป็นขอมลาวล้วนไม่มีอักขระขอมไทยให้เห็นซึ่งปัจจุบันได้เห็นว่า มีการเอาขอมไทยมาลงด้วยซึ่งเป็นของที่เป็นยุคหลังไม่ทันกับชีวิตหลวงพ่อน้อยทั้งสิ้น และอักขระนั้นจะไม่ค่อยสวย

อานุภาพ และวิธีอาราธนา กะลามะพร้าวแกะเป็นรูปพระราหูอมจันทร์ สำนักวัดศรีทองนั้นใช้เป็นเมตตาเป็นแคล้วคลาด เป็นมหาอุด และแก้กันพระราหูเสวยอายุพร้อมกันไป ทำน้ำมนต์รดแก้เสนียดจัญไรได้ชะงัด ภูตผีปีศาจไม่อาจต้านทานได้ มีไว้กับตัวย่อมปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ

การอารามธนานั้นให้ใช้คาถา พญาไก่เถื่อนดังนี้  เวทาสากุ กุสาทาเว ทายะสาตะ ตะยะสาทา สาสาทิกุ กิทิสาสา กุตุกุภู ภูกุตะกุ โอมราหูยักษะเทวตา อานุภาเวนะ ขอเทพยดา พระราหูผู้ทรงฤทธิ์จงมาประสิทธิ์แก่กะลา พระราหูทรงขัยอันตรายใด ๆ อย่าได้มาบีฆาสารพัดศัตรูวินัสสันตุ  ท่านที่มีกะลาตาเดียวหากจะตัดแบ่งแล้วแกะเป็นรูปพระราหูเอาไปถวายพระอาจารยืที่ท่านเรืองเวทย์ก็ใช้ได้เหมือนกัน

ขอขอบพระคุณ เครดิตรูปภาพประกอบเนื้อหาบทความมา ณ ที่นี้

ใส่ความเห็น