ว่าด้วยเรื่องมนต์ในตำราไสยศาสตร์ปี ๒๕๐๕ (๒)

มนต์คาถาที่พวกเรานิยมใช้กันอยู่ทุกวันนี้นั้นรากฐานเดิมเนื่องมาจากมนต์คาถาของศาสนาพราหมณ์เพราะพระพุทธศาสนาก็มีมูลฐานมาจากศาสนาพราหมณ์นั่นเองเพราะศาสนาพราหมณ์นั้นมั่นคงเลื่อมใสในลัทธิไสยศาสตร์มาก มีการใช้มนต์คาถาเป่าพ่นปลุกเสกและประกอบอาถรรพ์ต่างๆ หลังเมื่อมีคณาจารย์ได้มุ่งสั่งสอนมนต์คาถากันแพร่หลายยิ่งขึ้น จึงได้คิดดัดแปลงแก้ไขนำวิธีทางไสยศาสตร์ของพราหมณ์มาใช้ โดยที่ได้แก้ไขตัดตอนเอาเนื้อมูลของเดิมของพราหมณ์นั้นเสียใหม่บรรจุพระพุทธมนต์แทรกเข้าไปแทนเพราะมาคิดเห็นว่าแม้มนต์พราหมณ์ยังเรืองอานุภาพมากถ้าและเป็นพุทธมนต์คงจะศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก

แท้จริงมนต์คาถาทั้งหลายก็คือสิ่งที่สำหรับให้ดวงจิตยึดเหนี่ยวนั่นเองความเป็นไปของชีวิตมนุษย์เปรียบเสมือนดังเช่นการเดินไต่สะพานข้ามคลองในสภาพที่ล่อแหลมต่ออันตรายถึงแม้ว่าจะเดินได้เก่งกล้าแข็งแรงสักเพียงใดก็ดีแต่ถ้าหากมีสิ่งยึดเหนี่ยวไว้บ้างจะดีกว่าที่ไม่มีเสียเลยเพราะอาจจะมีเวลาที่ทำให้เกิดความหวาดเสียวพลาดพลั้งลงได้และเนื้อมนต์คาถาไม่ว่าจะเป็นของลัทธิใดก็ตามย่อมเป็นคำที่กล่าวอ้างเอาอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่นับถือของแต่ละลัทธิศาสนานั้น เช่นมนต์ในศาสนาพราหมณ์ข้ออ้างเอาพระเป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนสวรรค์คือพระอิศวร, พระพรหม, พระนารายณ์ ฯลฯ และมนต์เหล่านี้ไทยได้นำเอามาใช้ควบกันไปกับมนต์คาถาทางพระพุทธศาสนาอย่างแพร่หลายเหมือนกัน ทางพระพุทธศาสนาก็อ้างอิงเอาบารมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งโดยเฉพาะมนต์คาถาทางฝ่ายพระพุทธศาสนานั้นหนักไป ในการใช้ฝ่ายดีช่วยให้เกิดกำลังใจเข้มแข็งเมื่อผจญอุปสรรคอันตรายช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆและช่วยให้เกิดความเมตตาจิตจากผู้อื่น ซึ่งการใช้อํานาจมนต์คาถานี้มีหลักการที่ปฏิบัติตรงกับหลักจิตวิทยาอันเป็นหลักวิชาที่นิยมฝึกฝนอยู่ว่าสิ่งที่ตนกำลังกระทำลงไปนั้นก็เป็นการอันชอบที่ควรจะกระทำอย่างยิ่งแต่ก็บังเกิดความหวาดกลัวคร้ามเกรงขึ้น เขาแนะนำให้ปฏิบัติตามหลักวิชาจิตวิทยาดังนี้คือให้สร้างมโนภาพให้เกิดเป็น ตัวของ เราขึ้น และพยายามนึกโน้มให้มองเห็นภาพนั่นเป็นรูปกายที่ใหญ่โตกำยำเข้มแข็ง คอยยืนกำกับอยู่ข้างหลังเพื่อที่จะได้คุ้มครองป้องกันเราเป็นเครื่องหนุนกำลังใจให้เรายึดเหนี่ยวอันนี้เป็นเรื่องปฏิบัติของหลักจิตวิทยาที่นิยมใช้กัน

วิธีการก็คือให้เครื่องยึดเหนี่ยวกำลังใจผูกกันต่างกันแต่ว่าแทนที่เราจะใช้วิธีปฏิบัติให้ลำบากยุ่งยากเช่นนั้น กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น เราก็ใช้อำนาจมนต์คาถาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวดัง เช่น คาถาพระพุทธคุณตามที่มีพระพุทธภาษิตกล่าวไว้ในธชัคคสูตรได้นำมากล่าวแล้วในเบื้องต้น วิธีเช่นนี้นับได้ว่าสะดวกง่ายกว่าวิธีที่ปฏิบัติตามหลักจิตวิทยามาก

บรรดาคณาจารย์ที่สั่งสอนมนต์คาถากันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทยนั้นมีคดีแปลกอยู่ว่าห้ามมิให้สิทธิ์แปลเนื้อความในมนต์คาถาทั้งหลายทั้งนี้เพราะท่านอ้างว่าถ้าแปลแล้วจะทำให้เสื่อมไปไม่ขลังแต่ความจริงอาจจะเป็น เพราะว่าถ้าแปลรู้ข้อความเสียแล้วข้อความเหล่านั้น โผล่เผลอไปทางอื่น ไม่เชื่อมโยงอะไรกันจะทำให้คลายความเชื่อถือได้ความจริงถ้าเราได้แปลรู้ข้อความที่มา ของมนต์คาถานั้นจะเป็นทางเพิ่มความเลื่อมใสได้มากทีเดียวอย่างมนต์ต่างๆในทางพุทธศาสนาล้วนแต่มีประวัติและที่มาดีๆทั้งนั้นซึ่งถ้าเราได้ทราบความหมายแน่นอนแล้วจะเป็นสิ่งเพิ่มความเลื่อมใสให้หนักยิ่งขึ้น แต่บางมนต์ก็กล่าวเป็นคำไทยให้รู้ความหมายโดยตรงเลยทีเดียว บรรดามนต์คาถาที่ใช้กันอยู่ในเมืองไทยเวลานี้นอกจากพระพุทธมนต์และมวลที่อ้างอิงบารมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้วอาจจะแบ่ง ออกไปได้ 3 จำพวกคือ

1.มนต์ที่ใช้กันอยู่ในภาคกลางเนื้อมูลเหล่านี้ต่อเนื่องจากมูลในศาสนาพราหมณ์เพราะมักอ้างอิงถึงพระผู้เป็นเจ้าในลัทธิพราหมณ์มี พระอิศวร,พระนารายณ์ และ พระพรหม

2.มนต์ที่ใช้กันอยู่ในทางภาคเหนือมนต์ทำนองนี้มักจะสืบมาจากพม่าอันต่อเนื่องมาจากทิเบตอีกทอดหนึ่ง เพราะทิเบตนั้นนิยมนับถือภูตผีปีศาจเนื้อมนต์ที่ใช้กันในภาคดังกล่าวนี้จึงนิยมอ้างอิงกล่าวถึงเรื่องภูตผีปีศาจ

3.มนต์ที่ใช้กันอยู่ในภาคอีสานและภาคตะวันออก มนต์ที่ใช้กันนี้แปลกไปกว่ามนต์ที่ใช้กันทั้ง 2 ภาคดังกล่าวแล้ว เพราะเนื้อมนต์หนักไปในแง่จิตตะวิทยามากเพราะชอบกล่าวอ้างถึงกำลังในตัวเอง

หลักสำคัญของมนต์คาถานั้นดำเนินตามหลักจิตตะวิทยาโดยตรงทำให้เห็นความสำคัญของตัวทำให้เชื่ออานุภาพของตัวว่าสามารถจะบันดาลให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ได้เท่ากับเป็นการปลุกก่อให้เกิดกำลังใจในตัวขึ้น

เนื้อมนต์มักจะเป็นคำพูดที่เข้มแข็งทั้งนั้นทำนองมนต์ที่ผูกขึ้นจัดว่าเป็นสิ่งที่จูงจิตของตนให้เชื่อความสามารถของตนว่าจะทำให้เป็น ไปในทำนองต่างๆได้นับว่าคณาจารย์ผู้ผูกมนต์นั้นๆขึ้นเป็นผู้มีความรู้ในหลักจิตตวิทยาโดยแท้จริง

สุดท้ายนี้หวังว่า เคล็ดลับไสยศาสตร์เล่มนี้คงจะเป็นประดุจดอกกุญแจที่สำคัญที่ไขไปสู่ความรู้ในวิชาไสยศาสตร์ได้อย่างแท้จริง   “เทพย์   สาริกบุตร ” สำนัก วัดช่องลม ” พระกัมมฐาน”

เรียบเรียงโดย นักเลงโบราณ ตำนานหนังเหนียว

ขอขอบคุณ เครดิตที่มารูปภาพประกอบเนื้อหาบทความมา ณ ที่นี้

 

ใส่ความเห็น