อ.ทวี ทิวแก้ว อาจารย์ฆราวาส อัญเชิญหลวงปู่ทวดให้ปรากฏบนนิ้วหัวแม่มือ

ข้อคิดก่อนอ่าน กล่าวถึงวิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญหาข้อดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ

วันนี้ได้นำเรื่องราว หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดปรากฏบนนิ้วหัวแม่มือ จากบันทึกของ อาจารย์จิตร บัวบุศย์ มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

จากบันทึกของอาจารย์จิตร บัวบุศย์ เรื่องการอัญเชิญภาพของที่ล่วงลับไปแล้วหรือผู้ที่สำเร็จทางญาณแม้ตลอดจนพระอรหันต์ต่างๆที่ดับขันธ์ไปแล้วก็ตาม เพื่อให้ปรากฏบนนิ้วมือของผู้ที่ได้รับการอัญเชิญนั้น เป็นเรื่องที่ผมเคยได้ยินได้ฟังมาเป็นเวลานานและครั้งหลังสุด ข้าพเจ้าก็ทราบว่าพระพุทธรูปของสมเด็จหลวงปู่ทวดที่สร้างขึ้นบูชา เมื่อครั้งที่แล้วมาก็ปั้นขึ้นจากพระรูปที่ปรากฏบนนิ้วมือของช่างปั้นด้วยการอัญเชิญของอาจารย์ทวี ทิวแก้ว อาจารย์ที่เคารพของข้าพเจ้าเอง แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยเห็นกับตา จึงยังคงเป็นเรื่องเลือนลางและใฝ่ฝันที่จะได้ประสบกับตัวเองอยู่ตลอด

ดังนั้นในโอกาสที่ข้าพเจ้าจะปั้นพระรูปสมเด็จหลวงปู่ทวดครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องปลื้มปิติและตื่นเต้นแก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง ทั้งๆที่ข้าพเจ้าได้เคยเห็นพระพุทธรูปพระองค์ท่านในการสมาธิบ้างแล้ว วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๐๕ เป็นวันที่อาจารย์นัดข้าพเจ้าให้ไปที่อาศรมชีปะขาว เพื่ออัญเชิญสมเด็จหลวงปู่ทวดขึ้นนิ้วหัวแม่มือสำหรับเป็นแบบปั้นพระบูชาที่จะจัดสร้างขึ้นให้แก่บรรดาศิษย์และผู้ที่ศรัทธาไว้บูชาเวลา ๑๖.๐๐ น. ข้าพเจ้าได้ไปถึงอาศรมชีปะขาว ณ ที่นั่นมีผู้ที่คอยดูการอัญเชิญสมเด็จหลวงปู่ทวดอยู่แล้ว คือ พันเอกอดุลย์ สุขพูนผล ,พันโทอำนาจ คุตตะสิงคี, พันตรีคะนึง เกรียงศักดิ์พิชิต, จ่าสิบเอกประจวบ บุญสนอง และสิบโทบุญส่ง คงกัลป์

เมื่อข้าพเจ้าไปถึงอาศรมแล้วประมาณ ๒-๓ นาที อาจารย์ได้จุดธูปเทียนบูชาสมเด็จหลวงปู่ทวด เพื่อบอกกล่าวในการที่จะอัญเชิญพระองค์ท่านให้ปรากฏบนนิ้วมือข้าพเจ้า เมื่อเสร็จการบูชาแล้วจึงให้ข้าพเจ้านั่งหันหน้าตรงกับอาจารย์ซึ่งนั่งในท่าสมาธิ ต่อจากนั้นอาจารย์จึงได้เริ่มบริกรรมและสั่งข้าพเจ้าบอกอยู่ทุกระยะว่ารู้สึกร้อนไปถึงไหน ในระยะแรกเมื่ออาจารย์นั่งบริกรรมไปได้สัก ๑-๒ นาที ข้าพเจ้ารู้สึกร้อนวาบๆตรงศรีษะก่อน เป็นความรู้สึกผิกปกติคล้ายกับที่อาจารย์นั่งในการรักษาโรค ต่อมาความรู้สึกจึงได้ค่อยๆเลื่อนต่ำลงไปตอนล่างของลำตัวทุกที

โดยที่ข้าพเจ้าอยากเห็นองค์สมเด็จหลวงปู่ทวดจึงได้นั่งสมาธิไปด้วยในระยะนี้ประมาณ ๒-๓ นาที ข้าพเจ้าได้เห็นแสง(พลัง) แดงเรื่อๆละค่อยๆ เห็นองค์เป็นเงาดำลางๆอยู่ตรงหน้าขนาดองค์โตเท่าคนจริงหรือโตกว่าเล็กน้อย ตลอดเวลาอาจารย์ได้ถามว่า”มีความรู้สึกร้อนไปถึงแค่ไหนแล้ว”และข้าพเจ้าได้เรียนให้ทราบทุกระยะ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้าพเจ้าได้ยินอาจารย์ถามเป็นระยะๆโดยที่มิได้เผลอตัวหรือรู้สึกเคลิ้มผิดปกติแต่อย่างใด คงมีความรู้สึกเป็นตัวของตัวเองอยู่ตลอดเวลาตามกรรมวิธีที่อาจารย์สอนในเวลานั่งสมาธิ

ภายหลังต่อมา ๕ นาที ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ความรู้สึกร้อนอันเกิดจากอำนาจที่อาจารย์บริกรรมได้ค่อยๆเลื่อนต่ำลงไปตรงทรวงอกและพระรูปของสมเด็จหลวงปู่ทวดที่ข้าพเจ้าเพ่งด้วยสมาธิคงปรากฏอยู่ เวลาล่วงมาอีกประมาณ๑๕-๒๐ นาที ความรู้สึกร้อนได้เลื่อนไปอยู่ตรงช่องท้องประมาณตรงสะดือและพระรูปของสมเด็จหลวงปู่ทวดก็ยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้าดังเดิม เมื่อข้าพเจ้าลืมตาขึ้นจากสมาธิเห็นอาจารย์ได้พยายามบริกรรมและเพ่งกระแสจิตหนักขึ้นกว่าตอนแรกๆ และคงถามข้าพเจ้าว่า”มีความรู้สึกร้อนไปถึงไหนแล้ว”

ประมาณ ๒๕ นาทีต่อมา จากที่อาจารย์ได้เริ่มทำพิธีอัญเชิญนี้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า”อำนาจ”ได้คืนกลับไปสู่ต้นแขนของข้าพเจ้าและค่อยๆเลื่อนลงไปสู่ปลายแขน อาจารย์ได้ถามข้าพเจ้าอีกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะถึงเวลา ๓๐ นาทีว่า เห็นองค์ท่านที่นิ้วหัวแม่มือแล้วหรือยังดูตรงเล็บมือ” ขณะนี้ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า “อำนาจ” ได้เลื่อนไปสู่นิ้วหัวแม่มือและค่อยๆเห็นแสงเป็นวงกลมวาวๆ ขึ้นที่เล็บหัวแม่มือข้าพเจ้าทั้งสองข้างและค่อยๆชัดขึ้นเป็นภาพพระพักตร์ของสมเด็จหลวงปู่ทวดและเห็นตลอดลงไปเพียงแค่อุระขององค์ท่าน ภาพปรากฏชัดในระยะสุดท้ายที่อาจารย์บอกว่า “จะให้ชัดกว่านี้ไม่ไหวแล้ว”พร้อมกับอาจารย์ได้หยุดบริกรรมและเปลี่ยนอิริยาบทจากท่านั่งทำบริกรรม

บรรดาศิษย์และผู้ที่เฝ้าคอยดูอยู่ ณ ที่นั่นต่างก็พากันมาดูที่นิ้วหัวแม่มือของข้าพเจ้าและเห็นองค์ท่านเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าเห็น ความรู้สึกของข้าพเจ้าในขณะนั้นมีแต่ความรู้สึกปิติซาบซึ้งที่ประสบแก่ข้าพเจ้าเอง ภายหลังที่ข้าพเจ้าได้รับการบอกเล่าเรื่องนี้มาเป็นเวลาหลายปี ข้าพเจ้าได้คอยหาโอกาสนี้มานานแล้วเมื่อปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นย่อมเป็นข้อพิสูจน์ในคำบอกเล่าที่ข้าพเจ้าได้รับทราบมานั้นเป็นเรื่องมีมูลความจริง ทั้งนี้ด้วยความกรุณาของอาจารย์ข้าพเจ้าที่พิสูจน์ให้ข้าพเจ้าทราบความจริง

พระรูปของสมเด็จหลวงปู่ทวดคงปรากฏอยู่บนเล็บหัวแม่มือทั้งสองของข้าพเจ้าต่อไปอีก ๗-๘ วัน ในระยะหลังๆค่อยเลือนไป พระรูปนี้ถึงแม้จะเป็นแสงวาวๆและสุกใสมากแบบเดียวกับพลังที่เห็นในการนั่งสมาธิ และคล้ายภาพในจอโทรทัศน์ที่วับวาว ไม่เป็นภาพนิ่งอย่างภาพถ่ายก็ตาม แต่ก็ทำให้ข้าพเจ้าสามารถปั้นพระรูปองค์ท่านได้จนเสร็จงาน ด้วยปรากฏการณ์ของสมเด็จหลวงปู่ทวดที่อาจารย์ได้อัญเชิญมาเป็นแบบสำหรับปั้นดังได้กล่าวมาข้างต้นนั้น ข้าพเจ้าขออำนาจพระเมตตาคุณของพระองค์ท่าน จงดลบันดาลให้ผู้ที่รับพระรูปปั้นไปบูชาจงประสบความสำเร็จในสิ่งปรารถนาทุกประการโดยทั่วกัน

ข้าพเจ้ามาทราบภายหลังจากอาจารย์ว่า ที่ข้าพเจ้าได้นั่งสมาธิไปด้วยในขณะเดียวกับที่อาจารย์ได้ทำพิธีอัญเชิญจึงทำให้”อำนาจ”หรือ”พลัง” เกิดการปะทะกัน พระรูปของสมเด็จหลวงปู่ทวดจึงขึ้นช้าตามธรรมดาแล้วอย่างช้าก็ประมาณ ๑๐-๑๕ นาทีเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นทำให้อาจารย์ต้องเพ่งกระแสจิตแรงมากกว่าปกติอีกด้วย

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวอภินิหารที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น