“เสืออ้วน”แคล้วคลาดด้วยตะกรุด”หลวงพ่อโม”แม้แต่ขุนพันธ์ฯยังต้องตะลึง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “เสืออ้วน”แคล้วคลาดด้วยตะกรุด”หลวงพ่อโม”แม้แต่ขุนพันธ์ฯยังต้องตะลึง นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หากกล่าวถึง ขุนพันธรักษ์ราชเดช ในปีพ.ศ.๒๔๘๙ ท่านย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ได้ปะทะปราบปรามเสือร้ายหลายคนเช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร กรมตำรวจได้พิจารณาเห็นว่าผู้ร้ายในเขตจังหวัดชัยนาทและสุพรรณบุรีชุกชุมมากขึ้นทุกวันยากแก่การปราบปรามให้หมดสิ้นจึงได้ตั้งกองปราบพิเศษขึ้น

โดยคัดเลือกเอาเฉพาะนายตำรวจที่มีฝีมือในการปราบปรามรวมได้๑กองพันโดยแต่งตั้งให้ พ.ต.ต.สวัสดิ์ กันเขตต์เป็นผู้อำนวยการกองปราบและพ.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดชเป็นรองผู้อำนวยการกองปราบพิเศษได้ประชุมนายตำรวจที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๔๘๙ เพื่อวางแผนจับเสือฝ้ายแต่ล้มเหลวรู้ตัวเสียก่อน ขุนพันธ์ฯได้รับคำสั่งด่วนให้สกัดบรรดาเสือที่จะแตกแถวพากันเข้ามาในจังหวัดชัยนาท

หลวงพ่อโม วัดห้วยกรด

เสืออ้วนเสือชื่อดังแถบบ้านห้วยกรดเป็นที่หมายหัวของทางการในยุคปี ๒๔๘๘ เคยสร้างวีรกรรมอุกอาจถึงขึ้นยกพวกบุกปล้นปืนปลัดอำเภอสรรคบุรีมาแล้วและรอดจากคมกระสุนของเจ้าหน้าที่ไปได้ทุกครั้ง ฟันแทงไม่เข้าปืนยิงกระหน่ำไม่มีโดนตัว ด้วยมีของดีคาดติดเอวตลอดเวลาทั้งตื่นและหลับคือ”ตะกรุดโทน” หลวงพ่อโมวัดจันทนาราม เมื่อพล.ต.ต.ขุนพันธ์ได้ถูกส่งมาเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาทเพื่อปราบปรามชุมเสือเขต ชัยนาท สุพรรณ จึงตั้งชุดเฉพาะกิจขึ้นมาร่วมกับผู้ใหญ่ฉ่างร่วมกันล่าเสืออ้วน เมื่อปะทะกันทุกครั้งแม้เจ้าหน้าที่จะระดมยิงเท่าไหร่ก็ไม่เคยถูกหรือระคายผิวเสืออ้วนผู้นี้เลยสักครั้ง

คาถาแคล้วคลาดมหาอุตม์ หลวงพ่อโม วัดห้วยกรด “นะอุดโมอุด พุทโธนะโมพุทธายะ อิดตาริอิดอะกะอะอุ อัดถิพิดสะตัง ยาคะยานะ นะอุดโมอัด พุทโธ นะโมพุทธายะ พุทธังคงเนื้อ ธัมมังคงหนัง สังฆังคงกระดูก กรีเพชรชะคงคง” เป็นที่สงสัยยิ่งนักว่าเสืออ้วนมีของดีอะไรติดตัวครั้นสอบถามจึงรู้ว่าเสืออ้วนมีตะกรุดติดกายอยู่ดอกเดียวเป็นของหลวงพ่อโมวัดห้วยกรด เจ้าหน้าที่เค้าเรียกแบบนั้นท่านจึงเดินทางไปกราบหลวงพ่อโมเพื่อขอคำแนะนำจึงได้ทราบว่าต้องถอดตะกรุดเสียก่อนจึงจะจับเสืออ้วนได้

พล.ต.ต.ขุนพันธ์

พล.ต.ต.ขุนพันธ์ จึงวางแผนปลดตะกรุดโทนเสืออ้วนเพื่อปราบให้ได้ด้วยระยะเวลาล่วงเลยมาเป็นเดือนแล้ว สุดท้ายโอกาสจึงเป็นของทางการหรือไม่ก็เป็นด้วยชะตาถึงคาดของเสืออ้วนเอง ขณะทำการล้อมจับกุมนั้นสายคาดตะกรุดโทนที่ทำมาจากเชือกควั่นนั้น เปื่อยจนยุ่ยด้วยการใช้งานมาโดยไม่มีเวลาตรวจสอบ หล่นจากเอวเสืออ้วนขณะต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ กระสุนจึงทะลุร่างเสืออ้วนแบบนับไม่ถ้วน เมื่อสิ้นเสียงปืน เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบร่างเสืออ้วนที่สิ้นลมหายใจไปแล้ว ไม่มีตะกรุดติดกายแต่อย่างใดซึ่งตะกรุดนั้นตกอยู่ห่างออกไปอีกหลายวา ตะกรุดดอกนั้นเล่าสืบต่อกันมาบ้างว่าท่าน พล.ต.ต.ขุนพันธ์ได้นำกลับไปด้วย บ้างก็บอกว่า ผู้ใหญ่ฉ่างขอติดตัวกลับไปหลังจากเหตุการณ์ในปีนั้น คนต่างพื้นที่ จ.ชัยนาท ต่างก็รู้จักในชื่อ หลวงพ่อโม วัดห้วยกรด(วัดจันทนาราม)จ.ชัยนาท

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply