เจอ”เสือสมิง”สามรุมหนึ่ง หลวงพ่อลุนใช้ไม้เด็ดปลุกเสกหุ่นพยนต์ “ยักษ์เวสสุวัณ”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ เจอ”เสือสมิง”สามรุมหนึ่ง หลวงพ่อลุนใช้ไม้เด็ดปลุกเสกหุ่นพยนต์ “ยักษ์เวสสุวัณ” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

วันหนึ่งเมื่อ“หลวงพ่อลุน”ธุดงค์ผ่านมาถึงป่าอาถรรพ์แห่งหนึ่งบริเวณภูเขาควาย เทวดาเจ้าที่ได้แสดงตนปรากฏในนิมิตกรรมฐานเพื่อบอกกับหลวงพ่อลุนว่า เขตป่านี้อันตรายมากชุกชุมไปด้วยภูตผีปีศาจและมี “เสือสมิง” สามตัวหากินอยู่ ถ้าท่านจะธุดงค์ผ่านไปก็ต้องระวังตัวทุกฝีก้าวจะประมาทมิได้ กล่าวจบแล้วเทวดาก็หายไป ในช่วงสามคืนแรกที่หลวงพ่อลุนปักกลดอยู่บริเวณป่าแห่งนี้ท่านมิได้พบเสือสมิงแต่อย่างใด คงเจอแต่ดวงวิญญาณของผู้ทุกข์ยากและมิได้ไปผุดไปเกิดมาขอส่วนบุญเป็นจำนวนมาก แต่ในคืนที่สี่ อันตรายที่น่าสะพรึงกลัวก็ได้บังเกิดขึ้น

หลวงพ่อลุนเล่าว่า ประมาณตีสองเห็นจะได้ขณะที่ท่านกำลังนอนหลับอยู่ในกลดนั้นจู่ๆท่านก็ได้ยินเสียงชายผู้หนึ่งร้องปลุกท่านถึงสามครั้งว่า”หลวงพ่อตื่นเร็ว เสือมาแล้ว” เมื่อท่านตื่นขึ้นมาสัญชาตญาณของพระป่าก็ได้ลุกโชนขึ้นทันที เพราะในขณะนั้นท่านได้กลิ่นสาบของเสือคลุ้งเต็มไปหมด หลวงพ่อลุนจึงรีบเข้าสมาธิแผ่เมตตาอย่างไม่รอช้าแต่เสียงของชายหนุ่มผู้หวังดีกลับดังขึ้นมาอีกครั้งแล้วเตือนว่า “ไม่มีประโยชน์หรอก หลวงพ่อรีบๆบริกรรมคาถาป้องกันตัวเถอะ ผมคุ้มครองหลวงพ่อได้อีกไม่นานหรอก”

สิ้นเสียงชายหนุ่มผู้หวังดี(หรืออาจจะเป็นเสียงของเทวดาที่มาแจ้งเหตุ)เสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง”ระวังตัวสมิงมาแล้ว” เร็วทันทีกว่าที่ใครจะตั้งตัวเสียงฝีเท้าและเสียงคำรามของเสือก็ดังขึ้นบริเวณรอบ ๆกลดของหลวงพ่อลุนอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาทีละน้อยๆ และในที่สุดการจู่โจมก็เริ่มขึ้นเมื่อเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่ตัวหนึ่งได้กระโจนเข้ามาในกลด แต่เมื่อมันเข้ามาใกล้กองไฟที่หลวงพ่อลุนก่อไว้ แสงไฟก็เกิดลุกสว่างร้อนวาบขึ้นมาทันที สิ่งที่คาดการณ์ได้เพียงอย่างเดียวตอนนี้ก็คือ ขณะนั้นหลวงพ่อลุนกำลังเจริญ”เตโชกสิณ”หรือทำสมาธิให้เกิดเปลวไฟขึ้นอย่างเต็มที่

ซึ่งด้วยอำนาจวิชากสิณไฟธาตุตามตำรับสายสำเร็จลุนแล้ว เมื่อสมาธิแก่กล้าอะไรก็ฝ่าแสงตบะบารมีแห่งกสิณไฟเข้ามาไม่ได้ ส่งผลให้เจ้าสมิงลายพาดกลอนตัวใหญ่ถึงกับชะงักทันที ตามธรรมดาแล้วสัตว์ป่าย่อมต้องกลัวแสงไฟแต่เสือสมิงที่ภูเขาควายนี้กระหายเลือดเกินกว่าที่แสงไฟจะทำให้มันกลัวได้ ไม่นานนัก เสือลายพาดกลอนอีกตัวหนึ่งก็กระโจนเข้ามาทางด้านหลังกลดของหลวงพ่อลุนแต่มันก็ต้องชะงักเมื่อเปลวไฟจากกองเพลิงที่หลวงพ่อลุนสุมไว้ลุกโชติช่วงขึ้นมาอย่างแรงจนทำให้เกิดสะเก็ดถ่านดังเปรี๊ยะๆๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถหยุดการจู่โจมของเสือสมิงลงได้ แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าจะทำให้มัจจุราชลายพาดกลอนเกิดความเกรงกลัวถึงขนาดหนีกลับเข้าป่าไป

สัตว์มัจจุราชทั้งสองพยายามเดินไปรอบๆกลดของหลวงพ่อลุน มันคงจะเข้ามาไม่ได้เพราะอำนาจกสิณไฟบวกกับธาตุไฟที่กองไฟยังคงมีอยู่ แต่ถ้าไฟมอดเมื่อไหร่นั่นหมายถึงการจู่โจมอีกครั้งของเสือสมิงทั้งสองตัว หลวงพ่อลุนทราบเหตุปัจจัยข้อนี้เป็นอย่างดีจึงถือโอกาสในช่วงที่ไฟยังติดอยู่นี้หยิบของวิเศษชิ้นหนึ่งของพระสงฆ์ขึ้นมาอาราธนานั่นก็คือผ้ารัดอกของท่านเอง โดยนำมาลงอักขระอย่างรวดเร็วและชำนาญจากนั้นจึงนำด้ายมาผูกให้เป็นห้าเปลาะจนสำเร็จเป็นรูปคน แล้วจึงเสกเข็มเย็บจีวรด้วยคาถาเพื่อให้กลายเป็นอาวุธ เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วหลวงพ่อลุนจึงรวบรวมกำลังสมาธิทั้งหมดเท่าที่มีเพื่อบริกรรมคาถาตำรับวิชาผูก”หุ่นพยนต์” จนกระทั่งบังเกิดนิมิตในกรรมฐานสำเร็จเป็นนักรบหนุ่มฉกรรจ์ถือดาบแหลมยาว จากนั้นท่านจึงโยนหุ่นพยนต์ตัวนั้นออกไปนอกกลด แล้วบริกรรมคาถาสั่งว่าให้ช่วยขับไล่เสือสมิงออกไปให้ไกลจากเขตนี้

ทันทีที่หุ่นพยนต์ตกลงบนกอหญ้าเสียงตึงตังคล้ายกับการสู้รบก็เริ่มดังขึ้น หลวงพ่อลุนจึงเริ่มหลับตาบริกรรมหนุนธาตุกสิณเข้าช่วยหุ่นพยนต์ ไม่นานเสียงร้องของเสือตัวหนึ่งได้โหยหวนขึ้นประหนึ่งว่ากำลังทรมานอย่างมาก แต่ก่อนที่เสียงจะหายไปหลวงพ่อลุนก็รู้สึกเหมือนถูกของหนักกระแทกเข้าที่กลางหลังอย่างแรงจนทำให้ท่านถึงกับเลือดกำเดาออกทีเดียว นิมิตหมายเช่นนี้หมายความว่า หุ่นพยนต์ของท่านได้ถูกเสือสมิงทั้งสองตัวทำลายเสียแล้ว แต่ด้วยหัวใจความเป็นพระป่ากรรมฐานความเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยแค่นี้ไม่สามารถทำให้หลวงพ่อลุนหวาดกลัวได้แม้แต่น้อย ท่านลืมตาขึ้นใหม่อีกครั้งคราวนี้ท่านได้นำสิ่งที่สำคัญอีกอย่างของพระป่ามาจรดเหนือหัวด้วยความเคารพอย่างสูงแล้วอธิษฐานว่า

“ข้าแต่คุณพระศรีรัตนตรัย คุณพ่อ คุณแม่ และคุณครูอาจารย์ทุกพระองค์ ข้าพเจ้าขอฝากชีวิตทั้งหมดไว้กับท่าน” จากนั้นจึงนำด้ายมาผูกให้ได้ห้าเปลาะอีกครั้งจนสำเร็จเป็นรูปคนตัวใหญ่ แล้วก็เริ่มบริกรรมพระคาถาผูกหุ่นพยนต์อีกครั้ง ทันทีที่กระแสจิตของหลวงพ่อลุนได้เริ่มแผ่ออกไปก็ทำให้เสือสมิงทั้งสอง(ซึ่งตัวหนึ่งยังคงบาดเจ็บอยู่)สัมผัสล่วงรู้ว่า ท่านกำลังทำหุ่นพยนต์ขึ้นอีกครั้ง พวกมันจึงตัดสินใจหลบไปตั้งหลักก่อนเมื่อมัจจุราชทั้งสองถอยกลับไปแล้วก็เป็นเวลาพอดีที่แสงอาทิตย์ยามเช้าทอแสงขึ้นมา”มรณานุสติ” เกิดขึ้นในวาระจิตของหลวงพ่อลุนทันทีท่านคิดว่า ความตายจะต้องเกิดแก่ท่านอย่างแน่นอนไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ เพียงแต่วันนี้ท่านยังโชคดีอยู่

แล้วเสียงของเทวดาก็ดังขึ้นอีกครั้งว่า”พักผ่อนเถอะครับหลวงพ่อ สว่างแล้วผมจะพาหลวงพ่อออกไปจากเขตนี้” หลวงพ่อลุนจึงล้มตัวลงนอนหลับทันทีด้วยความเหนื่อยอ่อนประมาณสายๆเห็นจะได้ เมื่อหลวงพ่อลุนฉันเสร็จก็ตัดสินใจเก็บเครื่องอัฐบริขารต่างๆแล้วรีบเดินทางมุ่งหน้าหาทางออกจากเขตป่าอาถรรพ์แห่งนี้ทันที หลังจากที่หลวงพ่อลุนเดินทางล่วงเลยเวลามาจนกระทั่งถึงตอนเย็นก็ปรากฏว่า สถานที่ที่ท่านตัดสินใจปักกลดนั้นก็คือสถานที่ที่ท่านปักกลดเมื่อคืนนี้นั่นเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามท่านตัดสินใจแล้วว่าจะขอสู้ตายกับภัยอำนาจมืดที่หมายเอาชีวิตของท่านอยู่ที่นี่จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง

ในช่วงเวลาก่อนจะค่ำมืดหลวงพ่อลุนได้ทำวัตรเย็นและเจริญพระพุทธมนต์เต็มภูมิความรู้ทั้งหมดเท่าที่จะท่องจำได้จากนั้นจึงนำฟืนไม้แห้งออกมาสุมไฟไว้เป็นจำนวนมาก แล้วจึงนำผ้าสังฆาฏิออกมาผูกด้ายห้าเปลาะจนสำเร็จเป็นตัวคนพร้อมทั้งบริกรรมคาถาผูกหุ่นพยนต์ แต่ครั้งนี้ท่านตัดสินใจผูกหุ่นพยนต์เป็นรูป “ยักษ์ท้าวเวสสุวัณ” โดยปลุกเสกไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงเวลาสองยาม ทันใดนั้นจู่ๆฝนได้ตกลงมาอย่างหนักจนทำให้กองไฟที่สุมไว้ดับลงสนิท แต่หลวงพ่อลุนก็ยังคงบริกรรมสมาธิต่อไปอย่างไม่ยอมหยุด จนกระทั่งเมื่อฝนหยุดตกก็ได้ปรากฏร่างของพรานป่าผู้หนึ่งเนื้อตัวมีสภาพเต็มไปด้วยเลือดวิ่งล้มลุกคลุกคลานเข้ามา ปากก็ร้องเสียงดังว่า”หลวงพ่อครับช่วยผมด้วย หลวงพ่อช่วยผมที เสือครับเสือ”

เมื่อหลวงพ่อลุนลืมตาขึ้นภาพที่ท่านเห็นได้ก่อให้เกิดความสลดใจอย่างมาก ท่านจึงรีบลุกเดินออกมาจากกลด หมายตรงเข้าไปช่วยเหลือพรานป่าผู้เคราะห์ร้ายทันที แต่ก่อนที่หลวงพ่อลุนจะพ้นบริเวณเขตกลดนั้น จู่ๆก็ได้บังเกิดลมบ้าหมูอย่างแรงพัดเอาผ้าสังฆาฏิที่ท่านปลุกเสกไว้จนปลิวไปทับร่างของพรานป่าผู้นั้น เสียงโหยหวนของพรานป่าได้เปลี่ยนไปในทันที กลายเป็นเสียงร้องอย่างเจ็บปวดปางตายของเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ซึ่งกำลังสะบัดหัวอย่างแรงเพื่อให้ผ้าสังฆาฏิของหลวงพ่อลุนหลุดออกไปจากหัวของมัน แต่ก็เปล่าประโยชน์ เพราะยิ่งมันสะบัดแรงเท่าไหร่ผ้าสังฆาฏิผืนนั้นก็ไม่ยอมหลุด ประหนึ่งเหมือนทากาวตราช้างติดไว้

เมื่อหลวงพ่อลุนเห็นจะจะกับตาว่าพรานป่าได้กลายเป็นเสือไปแล้ว ท่านจึงรีบนั่งสมาธิทันทีแล้วบริกรรมคาถาปลุกหุ่นพยนต์ยักษ์ท้าวเวสสุวัณ ทันใดนั้นก็ปรากฏนิมิตเป็นรูปยักษ์ตนหนึ่งกำลังต่อสู้กับเสือสามตัวอย่างพัลวัน เสือตัวหนึ่งถูกยักษ์จับหักค อจนตายคาที่ในขณะที่เสืออีกสองตัวได้กระโจนรุมเข้ามากัดที่แขนและขาของยักษ์ แต่ร่างกายของยักษ์ก็แข็งปานหินเสือจึงกัดไม่เข้าแถมเสือตัวหนึ่งยังโดนยักษ์ง้างกระบองฟาดลงไปที่หัวอย่างแรงจนขาดใจตายทันที และก่อนที่เสือตัวสุดท้ายจะหนีไปได้ยักษ์ตนนั้นก็ได้กระโดดขึ้นไปขี่บนหลังและหักค อมันทันที

เมื่อเสือทั้งสามตัวถูกฆ่าจนเกลี้ยงยักษ์ก็ได้อ้าปากขึ้นจากนั้นก็มีแสงสีเขียวปรากฏออกมาจากตัวเสือแล้วพุ่งตรงหายเข้าไปในปากของยักษ์ตนนั้นคาดว่า ดวงวิญญาณของเสือสมิงเหล่านี้คงจะต้องถูกยักษ์จับกลับไปนรกเป็นแน่แท้ ลำดับต่อมาเมื่อทุกอย่างสงบลงยักษ์ก็ได้หายตัวไปพร้อมกลิ่นสาบเสือ หลวงพ่อลุนลืมตาขึ้นก็พบว่า เสือทั้งสามตัวนั้นได้หายไปแล้ว คงเหลือแต่ผ้าสังฆาฏิของท่านที่ผูกไว้เป็นรูปหุ่นพยนต์ตกอยู่เพียงอย่างเดียว

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

Leave a Reply