เมื่อหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่น ไปตัดเหล็กไหล

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ เมื่อหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่น ไปตัดเหล็กไหล นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หลวงปู่จันทร์ดีเล่าเรื่องเหล็กไหล เมื่อหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่นไปตัดเหล็กไหลที่เมืองลาว เหล็กไหล เชื่อกันว่าเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่ง โดยชนิดที่เป็นความนิยมหามาสะสมกันอย่างแพร่หลายมาก มีสีดำคล้ายนิล สามารถลนไฟให้ยืดออกได้ที่สุดจะฝังตัวอยู่ในถ้ำ มีความเชื่อเพิ่มเติมกันอีกว่า การจะนำเอาเหล็กไหลไปใช้นั้นจะต้องใช้น้ำผึ้งชโลมก้อนเหล็กไหล จากนั้นใช้ไฟลนเพื่อให้เหล็กไหลยืดตัวออกมากินน้ำผึ้งพร้อมกับเล่นไฟไปด้วย ลนไฟเหล็กไหลเอาไว้จนกระทั่งมีขนาดบางเท่าเส้นด้ายถึงจะตัดให้ขาดออกจากกันได้

หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล

การเดินทางไปนำตัดเหล็กไหล คนธรรมดาไม่สามารถทำได้เนื่องจากมีเทพเจ้า เจ้าป่าเจ้าเขา พญานาค หรือยักษ์คอยปกปักรักษาอยู่และพร้อมจะเข้าทำร้ายผู้ที่เข้าไปเอาได้ทุกเมื่อ หากคนผู้นั้นไม่ใช่คนดีมีบุญ หรือมีวิชาอาคมที่แกร่งกล้ามากพอ อีกทั้งตัวเหล็กไหลก็มีฤทธิ์ขัดขืนคนที่จะเข้าไปตัดได้ด้วย จากเรื่องเล่าที่ว่าเคยมีคนเดินทางเข้าไปตัดเหล็กไหลโดยเอามือไปสัมผัสกับเหล็กไหลโดยตรง จากนั้นเกิดอาการคล้ายกับถูกฟ้าผ่าหรือถูกไฟฟ้าแรงสูงดูดเข้า เป็นเรื่องที่ใครก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าจริงหรือเท็จอย่างไร

โดยเรื่องที่จะนำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้เป็นเรื่องของการเดินทางไปตัด“เหล็กไหล”ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตจากเกร็ดชีวิตพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล มาให้เราอ่านกันโดยมีข้อความดังนี้ “ผู้เขียนรู้เรื่องราวพระอาจารย์ เสาร์ กันตสีโล น้อยมากรู้แต่เพียงว่าเป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เท่านั้น เมื่อสองสามวันมีคนนำหนังสือหลวงปู่จันทร์ดี เกสาโร มาให้อ่านในนั้นกล่าวถึงพระอาจารย์เสาร์ไว้หลายตอน ด้วยกลัวสูญหายไปตามกาลเวลา ผู้เขียนจึงขอนำมาเผยแพร่ต่อเพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาต่อไป

ที่ถ้ำขามแห่งนั้นหลวงปู่ชมหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่ขาวทุกองค์ต่างรอหลวงปู่มั่นอยู่สาเหตุก็คือ ต้องการธุดงค์ข้ามไปฝั่งลาวด้วยกัน ไปถึงแวะเยี่ยมพระมหาปานเจ้าอาวาสโคกเรือในฝั่งลาวเพราะท่านได้ไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยๆพอไปถึงโคกเรือก็ได้รับคำบอกเล่าจากพระมหาปานว่า มีคนตัดเหล็กไหลที่ถ้ำสระบัวในเขตภูควายและทำอันตรายต่อคนมามากต่อมากแล้วสำหรับผู้ที่ไปตัดเอาเหล็กไหล หลวงปู่จันทร์ดี เกสาโรเล่าถึงการเดินธุดงค์ไปกับหลวงปู่มั่นหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่ชมเพื่อข้ามไปยังฝั่งลาวเพื่อดูเหล็กไหลที่ถ้ำสระบัวบนภูเขาควายว่า กลุ่มของพระอาจารย์เสาร์ได้ลงมติว่าขืนปล่อยให้มีเหล็กไหลปรากฏอยู่เช่นนี้ก็คงจะทำลายต่อผู้ที่โลภโมโทสันอยู่ตลอดไปจึงพากันเดินทางไปที่ถ้ำสระบัวภูเขาควายเพื่อไปดูเหตุการณ์และตัดไฟเสียแต่ต้นลม

การเดินทางไปภูเขาควายครั้งนี้ระหว่างทางหลวงปู่จันทร์ดี(ขณะนั้นยังเป็นสามเณร)ก็ได้เล่าเรื่องราวการตัดเหล็กไหลและการเสียชีวิตของพระอาจารย์ทั้ง ๕ ให้หลวงปู่มั่นฟัง ท่านได้แต่หัวเราะและบอกว่า “เณรน้อยเอ๋ย อันว่าเหล็กไหลนั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสห้ามไว้ว่า อย่าได้พยายามค้นหาเพราะมันเป็นเรื่องปัญหาอจินไตย”(คำว่าปัญหาอจินไตยคือ ห้ามมิให้คิดค้นหาข้อสรุปของเหล็กไหล ถ้าอยากรู้รายละเอียดก็ไปหาอ่านในโลกธรรมสูตรฯ) พอถึงถ้ำสระบัว หลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่ชม ต่างก็ทำพิธีเตรียมตัวตัดเหล็กไหลโดยในขณะนั้นพระมหาปานได้นำน้ำผึ้งไปทาตามบริเวณผนังที่เหล็กไหลติดอยู่ ลักษณะการทาน้ำผึ้งของท่านทำอาการคล้ายๆฉาบปูนคือ ทาจนผนังเยิ้มไปด้วยน้ำผึ้งจากนั้นหลวงปู่เสาร์ก็ใช้เทียนชัยเล่มใหญ่มากหนักประมาณ ๓๒ บาทไส้เทียน ๑๐๘ เส้นลนไปรอบๆปุ่มเหล็กไหล ๓ รอบจากนั้นก็หยุดลนไฟแล้วนั่งทำพิธีกรรมภาวนาต่อ

ทันใดนั้นคล้ายมีเสียงดังหนักๆและเหมือนมีวัตถุหนักๆถูกลากหรือเคลื่อนตัวมากับพื้นหินถึงขนาดทำให้พื้นถ้ำสั่นสะเทือนและมีเสียงดังเอี๊ยดๆๆแต่ดังยาวเยือกเย็นเฉียบไปถึงสันหลังดังออกมาเป็นระยะจนกระทั่งเสียงเคลื่อนครืดๆมาถึงปุ่มเหล็กไหล ปรากฏปุ่มเหล็กไหลเยิ้มออกคล้ายยางมะตอยทะลักและเหมือนหัวงูแลบลิ้น ๒ แฉกออกมาให้เห็นอยู่แวบๆ หลวงปู่เสาร์ท่านพูดว่า “ที่เจ้าสำแดงร่างปรากฏตัวออกมาแบบนี้ไม่เป็นสิ่งที่ดีงามเลย ทำให้ทุกคนตระหนกตกใจกลัวและมีอาการเหมือนเป็นศัตรูกัน อันพวกเราที่มาที่นี่ก็เพื่อต้องการอยากจะช่วยผู้ที่โลภโมโทสันไม่ให้ได้รับอันตราย พวกเราไม่ต้องการให้มีการตายเกิดขึ้นอีก”

พอหลวงปู่เสาร์พูดจบหัวงูอันน่าสะพรึงกลัวนั้นก็หยุดนิ่งแต่แลบลิ้นสองแฉกอยู่แปลบๆตามเดิมโดยไม่ได้ล้ำหน้าออกมา ดังนั้นหลวงปู่เสาร์จึงนำเทียนชัยไปลนอีกครั้งปรากฏว่าปุ่มเหล็กไหลได้เยิ้มไหลลงมาที่โถลายเคลือบซึ่งหลวงปู่ชมท่านบรรจุน้ำผึ้งไว้ครึ่งโถถือรองรับคอยที่อยู่แล้ว หลวงปู่มั่นและพระมหาปานซึ่งนั่งสวดอยู่รอบๆก็ได้ลุกขึ้นมาพร้อมกันโดยพระอาจารย์มั่นได้ใช้ใบหญ้าคาซึ่งผ่านการชุบน้ำยาให้แข็งแกร่งและผ่านการปลุกเสกมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ นำไปตัดเหล็กไหลที่กำลังย้อยลงมากินน้ำผึ้ง

เมื่อนำใบหญ้าคาลงไปจรดที่ตัวเหล็กไหลเท่านั้น เหล็กไหลขาดตกลงไปที่โถเคลือบ โถที่อยู่ในมือหลวงปู่ชมกระเด็นตกลงไปที่พื้นถ้ำน้ำผึ้งแตกกระจายแต่โถเคลือบไม่เป็นอะไรและมีก้อนสีดำๆขนาดนิ้วก้อย สงบนิ่งอยู่พื้นถ้ำท่ามกลางน้ำผึ้งที่แตกกระจายหลวงปู่เสาร์เดินไปหยิบก้อนเหล็กไหลที่ตัดได้นั้นใส่ไว้ในยามของท่าน ส่วนเหล็กไหลที่เหลือก็ดีดตัวกลับคืนผนังถ้ำจนผนังถ้ำแตกร้าวเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนเสียงฟ้าผ่าแผ่นดินแทบถล่มทลายจากนั้นก็เงียบสงบเหมือนเดิม ท่านทำพิธีตัดเหล็กไหลอยู่ ๖ ครั้ง จนเหล็กไหลราบเรียบไปกับผนังถ้ำ อันเป็นการบอกว่าเหล็กไหลหมดแล้วท่านจึงยุติ

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

 

Leave a Reply