ตามหาสมเด็จพุฒจารย์โต “ใช้วิชา นารายณ์แปลงรูป” ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ตามหาสมเด็จพุฒจารย์โต “ใช้วิชา นารายณ์แปลงรูป” ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

สมเด็จพุฒจารย์(โต พรหมรังสี)หรือสมเด็จฯโต ชีวิตของท่านมีครบทุกรสทั้งตื่นเต้น โลดโผน ตลก แต่ท่านเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม เมตตาธรรม เข้าใจชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หลวงพ่อท่านอยู่มาใน ๓ รัชกาล คือตั้งแต่รัชกาลที่๓รัชกาลที่๔และรัชกาลที่๕ แต่ยุคที่หลวงพ่อโตรุ่งเรืองเฟื่องฟุ้งมากที่สุดเห็นจะเป็นในรัชกาลที่ ๔ เล่นเอาเถิดกับขรัวโตทำเอาในหลวงรัชกาลที่ ๔ ปวดเศียรเวียนเกล้าในความเฉลียวฉลาดหลักแหลมที่ต้องตามให้ทัน ใครคิดอะไรขรัวโตท่านรู้หมด

เล่ากันว่าในสมัยรัชกาลที่ ๓ พระองค์ไม่ทรงชอบสมเด็จโตหรือขรัวโตเท่าไหร่นัก หลวงพ่อจึงอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างลำบากหน่อยอยู่อย่างสงบปากสงบคำถึง ๒๐ กว่าปีจนมาถึงปีพุทธศักราช ๒๓๙๓ ตรงกับวันพุธ ๑๕ เดือน ๕ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เสด็จสวรรคตขณะมีพระชนมายุได้ ๖๓ พรรษากับ ๑๑ วัน ตอนนั้นขรัวโตหรือบางท่านเรียกมหาโตทั้งๆที่ท่านไม่ได้เป็นมหาเปรียญฯท่านอายุได้ ๖๔ ปี ๔๒ พรรษา แสดงว่าท่านอายุมากกว่ารัชกาลที่ ๓ ปีกว่า ครั้นสินรัชกาลที่ ๓ แล้วบรรดาข้าราชกาลผู้ใหญ่ได้ไปทูลเชิญเสด็จทูลกระหม่อมพระจอมเกล้าฯซึ่งยังผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศน์วิหารให้เสด็จนิวัติออกเถลิงราชย์ ในช่วงนั้นขรัวโตได้หนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยมานานแล้ว

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีรับสั่งให้ออกตามหาขรัวโตให้พบแต่ตามหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอไร้วี่แววจึงทรงกริ้วสังฆการีแล้วทรงรับสั่งว่า“ท่านเหาะไม่ได้ ดำดินก็ไม่ได้ แหกกำแพงจักรวาลหนีก็ยังไปไม่ได้” จึงมีรับสั่งให้พระญาณโพธิออกติดตามหาก็ไม่พบ จึงมีรับสั่งว่าเมื่อไม่มีผู้ใดตามตัวมาได้ ไม่เป็นไรฉันจะตามเอง เวลาลุมาถึงเดือน ๗ ปีนั้น พระองค์ได้มีพระกระแสรับสั่งถึงเจ้าเมืองฝ่ายใต้ ฝ่ายเหนือ ตะวันตก ตะวันออก และทั่วแผ่นดินใครพบให้จับพระโตส่งมายังเมืองหลวงให้ได้ มีรับสั่งขนาดนี้ขรัวโตจะหนีไปไหนให้พ้น แถมยังมีรับสั่งให้ฝ่ายสงฆ์คณะเหนือ กลาง ใต้ ออก ตก พากันออกค้นหามหาโต ทำให้การค้นหาตัวมหาโตเป็นไปอย่างเข้มข้น แทบจะพูดว่าในทุกตารางกิโลเมตรอยู่ในสายตาข้าราชกาลและฝ่ายสงฆ์ได้พากันสอดแนมความเคลื่อนไหวของขรัวโต แต่ผิดคาดพากันผิดหวังเงียบจ้อยไม่พบเจอเลย

พวกข้าราชกาลชาวบ้านและหมู่พระสงฆ์ตามหัวเมืองต่างๆไม่เคยเห็นหน้าขรัวโตมาก่อนแม้จะมีรูปส่งไปให้ดูจะมีพระผู้ใหญ่เท่านั้นที่รู้จัก จึงมีคำสั่งแบบเหวี่ยงแหคือให้จับพระทุกรูปที่สัญจรไปมาตามป่าตามเขาและตามหมู่บ้านต่างๆหรือพระแปลกหน้าส่งไปยังศาลากลางจังหวัดเพื่อสอบสวนและพิสูจน์รูปพรรณสัณฐานว่าใช่ขรัวโตหรือไม่ เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับขรัวโตก็ต้องสนุกกันใหญ่เพราะท่านก็ชอบเล่นสนุกของท่านอยู่แล้ว เมื่อรู้ว่าทางการสั่งให้ค้นหาตัวท่านก็อยากเล่นสนุกสักตั้งจึงได้โอกาสที่จะทดลองวิชาเปลี่ยนหน้า ทำให้คนที่รู้จักมักคุ้นจำหน้าท่านไม่ได้ หลายครั้งที่ท่านโดนจับแล้วทางการตรวจสอบดูเห็นเป็นพระรูปอื่นแล้วปล่อยตัวก็มีท่านบอกว่าวิชานี้เรียกว่า “นารายณ์แปลงรูป”

ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งทำให้หมู่พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบถูกทั้งฝ่ายสงฆ์และฝ่ายบ้านเมืองรบกวนวุ่นวายไปหมด ขรัวโตท่านมาพิจารณาว่า หากตนเองมัวแต่เล่นเพลินสนุกอยู่อย่างนี้จะเป็นบาปเป็นกรรม เมื่อทดลองวิชานี้จนรู้ว่าขลังจริงๆ ครั้นท่านไม่ปรากฏตัวแสดงตนจะพากันยุ่งยากลำบากไปมากกว่านี้ เมื่อคิดได้ดังนั้นขรัวโตก็ไปปรากฏตัวให้กำนันบ้านไผ่รู้จักและพร้อมที่จะพาไปมอบตัวที่ศาลากลาง เมื่อจับได้แล้วก็พาตัวไปมอบให้กับเจ้าเมืองตามประสงค์ เจ้าเมืองจึงมีใบบอกไปยังกระทรวงธรรมการ กระทรวงธรรมการบอกส่งข่าวไปยังวัดโพธิ์(วัดพระเชตุพน) พระญาณโพธิ์ได้ขึ้นไปดูตัวก็จำได้แล้วคุมตัวลงมาเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอมรินทร์ท่ามกลางข้าราชการขุนนางน้อยใหญ่

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเห็นพระญาณโพธิ์นำมหาโตเข้าเฝ้าจึงมีพระราชดำรัสว่า “เป็นสมัยฉันปกครองแผ่นดิน ท่านต้องช่วยฉันพยุงพระบวรพุทธศาสนาด้วยกัน”เมื่อพระราชดำรัสจบลงจึงมีพระบรมราชโองการให้กรมสังฆการีวางฏีกาตั้งพระราชคณะตามธรรมเนียม พระมหาโตก็เข้าไปตามฏีกานิมนต์ทรงถวายสัญญาบัตรตาลบัตรแฉกหักทองขวางด้ามงาเป็นพระราชาคณะที่พระธรรมกิตติเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม มีฐานานุกรม๓องค์ มีนิตยภัตรเดือนละ๔ตำลึง๑บาท ทั้งค่าข้าวสารขรัวโตเริ่มสนุกตามใจชอบอีกแล้วก็บอกแล้วว่าขรัวโตท่านไม่เหมือนใครในทุกรูปแบบ ท่านหลบลี้หนีหน้าจากเมืองหลวงไปเป็นเวลานานหลายปีและก็กลับมาด้วยความจำเป็น คราวนี้ได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าแผ่นดินให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม อันเป็นวัดที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งในพระพุทธศาสนา

เมื่อออกจากพระบรมมหาราชวังแล้วขรัวโตแบกพัดไปเองจนมาถึงบางขุนพรหมและบางลำพูเพื่อบอกลาญาติโยมที่รู้จักนับถือกันมา อาทิ เสมียนตราด้วงและพระยาโหราธิบดีเก่าและคนอื่นๆอีกมากมาย จากนั้นก็เดินทางกลับไปยังวัดมหาธาตุลาพระเณรเถรชีทั้งวัด แล้วลงเรือข้ามฟากไปพร้อมกับเด็กชายช้างผู้เป็นหลาน เมื่อไปถึงท่าจอดเรือวัดระฆังท่านไม่ยอมให้เด็กชายช้างที่เป็นหลานชายถือบาตร ท่านถือเองพร้อมผ้าไตรและบริขารต่างๆของท่านพะรุงพะรังเดินเข้าไปในวัดบอกกับพระวัดระฆังว่า“เจ้าชีวิตทรงตั้งฉันเป็นพระธรรมกิตติมาเฝ้าวัดระฆังวันนี้จ้า เปิดประตูโบสถ์รับฉันเถอะจ้า ฉันจะต้องเข้าจำวัดในโบสถ์จะเฝ้าวัดตามพระราชโองการรับสั่งจ้า”

ที่มาจากหนังสือ พระเกจิ ๕ แผ่นดิน โดย เลิศ ฤทธิเวท

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น