ไขความลับ“พระอาจารย์ธรรมโชติ” หายไปไหน หลังจากบางระจันแตก

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ไขความลับ“พระอาจารย์ธรรมโชติ” หายไปไหน หลังบางระจันแตก  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หากกล่าวถึงพระอาจารย์ธรรมโชติ เดิมชื่อ“โชติ” พื้นเพเป็นชาวเขานางบวช จ.สุพรรณบุรี เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๒๔๓ ในสมัยสมเด็จพระเพทราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา บิดาของท่านชื่อ “สมเด็จเจ้าภิรมย์” เชื้อสายเจ้าผู้ครองนครจำปาสักประเทศลาว มารดาชื่อ “บาง” เป็นธิดาของคุณอิ่ม กับขุนวาสีห์สุรเดช กรมการเมืองนครพนม

พระอาจารย์ธรรมโชติ วัดโพธิ์เก้าต้น

พระอาจารย์ธรรมโชติบวชเรียนครั้งแรกที่ “วัดยาง” บ้านแสวงหา จ.อ่างทอง ได้ฉายาว่า “ธรรมโชติรังษี” เมื่อบวชได้ ๖ พรรษา ได้ย้ายมาตั้งสำนักสงฆ์บริเวณถ้ำบนยอดเขานางบวช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ต่อมาคือ “วัดเขานางบวช” ในปัจจุบันพระอาจารย์ธรรมโชติมีความรู้ด้านวิชากสิณ มีวิชาอาคมที่แก่กล้า ด้วยทั้งพรรษาและวิชาต่างๆ ที่ได้ศึกษาฝึกพร่ำร่ำเรียนมา ใครเห็นล้วนแต่เกิดศรัทธาในตัวท่าน ท่านสามารถแสดงอภินิหารได้เป็นที่ประจักษ์หลายอย่างเช่น หายตัว ย่นระยะทาง เดินบนผิวน้ำ

ในช่วงต้นปีระกา พ.ศ.๒๓๐๘ พระเจ้ามังระ กษัตริย์พม่า ประสงค์จะตีกรุงศรีอยุธยาจึงให้เนเมียวสีหบดี ยกกองทัพเข้ามาทางเมืองเชียงใหม่ลงมาตีกรุงศรีอยุธยาทางด้านเหนือ อีกทางให้มังมหานรธายกกองทัพลงมาทางเมืองทวายเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาทางด้านตะวันตกบรรจบกับกองทัพเนเมียวสีหบดี อีกทางหนึ่ง ก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะเสียเอกราชเป็นครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๑๐) นั้นได้เกิดวีรกรรมขึ้นที่บ้านบางระจัน ชาวบ้านเมืองสิงห์ เมืองวิเศษชัยชาญ เมืองสรรค์ ได้รวมตัวกันที่ค่ายบางระจันต่อสู้กับพม่าอย่างเต็มกำลัง “พระอาจารย์ธรรมโชติ” พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในยุคนั้นว่าได้มาเป็นที่พึ่งทางใจ คอยบำรุงขวัญและกำลังใจของชาวบ้านที่ค่ายบ้านบางระจัน

เมื่อท่านอายุได้ ๖๖ พรรษา กองทัพพม่าได้เคลื่อนพลเพื่อมาตีกรุงศรีอยุธยาโดยได้ตีหัวเมืองต่างๆ เรื่อยลงมาจนถึงบ้านบางระจัน เมืองสิงห์บุรี ชาวบ้านบางระจันนำโดยขุนสรรค์พันเรืองกำนัน นายทองเหม็น นายจันทร์หนวดเขี้ยว นายทองแสงใหญ่ นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง นายดอก และนายทองแก้ว ได้รวมตัวกันลุกขึ้นต่อสู้กับกองทัพพม่าโดยไม่หลบหนีและไม่กลัวตาย

ชาวบ้านบางระจันได้อาราธนาพระอาจารย์ธรรมโชติจากวัดเขานางบวชให้ไปพำนักอยู่ ณ วัดโพธิ์เก้าต้น เมืองสิงห์บุรี ซึ่งตั้งอยู่ในค่ายบางระจันเพื่อเป็นศูนย์รวมขวัญและกำลังใจ ด้วยเหตุที่พระอาจารย์ธรรมโชติ มีความเชี่ยวชาญทางด้านไสยเวทเป็นอย่างสูงจึงได้ลงอาคมบนผ้าประเจียด ท่านเสกตะกรุดพิสมรแจกจ่ายให้นักรบค่ายบางระจันเพื่อให้คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุด กำบังตัว

พม่าพยายามปราบปรามพวกชาวบ้านบางระจันโดยให้กองทัพยกไปถึง ๗ ครั้งก็แพ้ไทยมาทุกที เนเมียวสีหบดีก็ร้อนใจ ด้วยสังเกตเห็นพวกชาวบ้านบางระจันมีกำลังมากขึ้นทุกที เกรงจะยกเป็นทัพใหญ่ลงมาตีกระหนาบ จะหาใครอาสาคุมพลไปปราบปรามพวกชาวบ้านบางระจันอีก พวกนายทัพนายกองพม่าก็พากันครั่นคร้ามเสียโดยมาก ขณะนั้นมีมอญคนหนึ่งเป็นผู้ที่เข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาช้านานแล้วไปฝากตัวอยู่กับพม่า ได้ช่วยพม่ารบพุ่งแข็งแรงจนเนเมียวสีหบดีตั้งให้เป็นตำแหน่ง “สุกี้” หรือพระนายกองเข้าไปรับอาสาจะตีค่ายบางระจันให้แตกจนได้

เนเมียวสีหบดีจึงเกณฑ์กองทัพรวมทั้งมอญให้สุกี้คุมไปรบกับชาวบ้านบางระจันเป็นครั้งที่ ๘ และได้ทำลายค่ายบางระจันแตกลงเมื่อวันจันทร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ พ.ศ.๒๓๐๙ เนื่องจากชาวบ้านบางระจันขาดแคลนปืนใหญ่และมีกำลังพลน้อยนิด ไม่อาจต้านทานกองทัพของฝ่ายพม่าที่มีจำนวนมากได้ แต่ก็ได้ฝากวีรกรรมอันลือลั่นไว้ในประวัติศาสตร์ชาติไทย รวมระยะเวลาที่ชาวบ้านบางระจันสู้รบกับพม่าทั้งสิ้นจำนวน ๕ เดือน

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จประพาสวัดเขานางบวช เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๑ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ดังนี้ “เขานางบวชนี้ เป็นที่ราษฎรนับถือมาก มีกำหนดขึ้นไหว้พระในกลางเดือน ๔ มาแต่หัวเมืองอื่นๆ ก็มาก ใช้เดินทางบกทั้งนั้น ความนี้ย่อมทำให้เรารู้ว่า หลังสงครามไทย-พม่าสงบแล้ว พระอาจารย์ธรรมโชติ น่าจะกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดเขานางบวชจริง จนกระทั่งมรณภาพ เพราะเกียรติคุณของท่านประชาชนจึงศรัทธาเรื่อยมา หาไม่เช่นนั้นประชาชนจะศรัทธาด้วยอะไร ถ้าไม่มีใครคนหนึ่งคนใดเป็นหลักให้ประชาชนนับถือ เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าพระอาจารย์ธรรมโชติ กลับมาวัดเขานางบวชจริง”

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ในหนังสือ “ไทยรบพม่า” ว่าพระอาจารย์ธรรมโชตินั้นได้หายสาบสูญไปหรือจะมรณภาพในเวลาเสียค่ายพม่าหรือหนีรอดไปได้หาปรากฏไม่ แต่ตามความเชื่อและตำนานท้องถิ่นที่เชื่อถือได้ของชาวสุพรรณบุรีเล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อค่ายบางระจันมีทีท่าว่าจะแตก ท่านและลูกศิษย์ใกล้ชิดได้ใช้วิชาล่องหนกำบังกายหลบหนีออกจากค่าย และไปพักจำพรรษาอยู่ที่วัดในนครจำปาสักประเทศลาว ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของโยมบิดาท่านเป็นเวลา ๓ ปี จนสงครามสงบจึงกลับมาจำพรรษาที่วัดเขานางบวชอีกครั้ง โดยลูกศิษย์ทำช่องลับไว้ให้ท่านซ่อนตัวอยู่บริเวณวิหารของท่าน (ซึ่งปัจจุบันยังคงอยู่) เพื่อไว้ให้ท่านนั่งเจริญสมาธิกรรมฐาน บำเพ็ญกุศลบำเพ็ญเพียรโปรดแก่เหล่าสรรพสัตว์ วิญญาณวีรชนของชาวบ้านบางระจันสืบต่อมา

ท่านมีอายุยืนยาวต่อมาอีกหลายปี โดยได้รับสมณศักดิ์พัดยศเป็น “พระครูธรรมโชติรังสี” จากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรี และท่านได้มรณภาพลงที่วัดเขานางบวชนี้เองด้วยโรคชรา เมื่อพ.ศ.๒๓๒๕ สิริอายุได้ ๘๒ ปี อนึ่ง ที่วัดโพธิ์เก้าต้นหรือวัดไม้แดง ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณค่ายบางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี เป็นสถานที่วีรชนชาวบ้านบางระจันในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาใช้เป็นที่มั่นในการต่อต้านข้าศึก ภายในวัดโพธิ์เก้าต้นนั้นบริเวณวัดมีวิหารพระอาจารย์ธรรมโชติเป็นวิหารทรงจตุรมุขโดยมีรูปปั้นพระอาจารย์ธรรมโชติสถิตอยู่ภายในวิหารเพื่อให้ผู้ที่เคารพศรัทธาได้มาสักการะกัน

สมัยที่พระอาจารย์ธรรมโชติยังมีชีวิตอยู่ท่านได้สร้างพระพิมพ์ไว้หลายประเภท ที่สำคัญคือสร้างพระพิมพ์ว่านจำปาสักไว้จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ ขณะที่ท่านไปจำพรรษาอยู่ที่วัดในนครจำปาสัก ประเทศลาว หลังค่ายบางระจันแตกและสร้างพระพิมพ์ถ้ำเสือไว้จำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ ที่วัดเขานางบวช ช่วงระยะเวลาที่ท่านกลับมาอยู่วัดนี้อีกครั้ง หลังจากกลับมาจากนครจำปาสักซึ่งพระพิมพ์ถ้ำเสือ ส่วนหนึ่งท่านได้นำไปบรรจุไว้ตามถ้ำต่างๆในเขต จ.สุพรรณบุรี เพื่อเป็นพุทธบูชา

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply