รอดตายด้วยพุทธคุณ “หลวงปู่หนู ฉินนกาโม” เจ้าตำรับยันต์หนุมานเชิญธง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ รอดตายด้วยพุทธคุณ “หลวงปู่หนู ฉินนกาโม” เจ้าตำรับยันต์หนุมานเชิญธง  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หากกล่าวถึง หลวงปู่หนูฉินนกาโมวัดทุ่งแหลม ท่านจะโด่งดังเรื่องการสักยันต์เป็นพระอาจารย์สักยันต์รุ่นเดียวกับหลวงปู่หน่ายวัดบ้านแจ้ง หลวงพ่อพรหมวัดขนอนเหนือ แต่จะโด่งดังไปคนละยันต์ หลวงปู่หน่ายจะดังยันต์จิ้งจก หลวงพ่อพรหมจะดังยันต์นารายณ์ ส่วนหลวงปู่หนูจะดังยันต์หนุมานเชิญธง เรียกว่าถ้ายันต์หนุมานเชิญธงหลวงปู่หนูจะดังที่สุด

ชื่อเดิมว่า“หนู เจริญรักษา”เกิดเดือนธันวาคมพ.ศ.๒๔๓๘หมู่ที่๕บ้านหนองโพอ.โพธารามจ.ราชบุรี โยมบิดาชื่อ“นาย ฮง”โยมมารดาชื่อ“นางบาง” เด็กชายหนู เจริญรักษาเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่๔ จากโรงเรียนวัดหนองโพช่วยบิดามารดาทำงานทางบ้าน จากนั้นได้บวชเป็นสามเณร ณ วัดหนองโพ อ.โพธารามจ.ราชบุรี ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นตรีโทตามลำดับ แล้วหันมาสนใจวิชาทางไสยศาสตร์เวทย์มนต์คาถาพุทธาคมจึงไปขอเรียนวิชาการต่างๆกับ”หลวงพ่อหลาบ”วัดแสนตอ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี แล้วจึงมาเรียนกับ“หลวงพ่อหลุง”วัดทุ่งสมอ อีก๓ปีกระทั่งอายุครบบวชในปีพ.ศ.๒๔๕๘ได้ทำการอุปสมบทที่วัดใหม่เจริญผลอ.ท่ามะกาจ.กาญจนบุรี

โดยมี“หลวงพ่อปลิว”เป็นพระอุปัชฌาย์แล้วไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสำนักคร้อต.ตะคร้ำเอนได้หนึ่งพรรษาจึงไปเรียนวิชาพุทธาคมและวิปัสสนากับ“หลวงพ่อโหน่ง”วัดคลองมะดันจ.สุพรรณบุรีได้สามพรรษา จากนั้นไปเรียนวิชาต่อกับ“หลวงพ่อจันทร์”วัดบ้านยางอ.บ้านโป่งและมาเรียนต่อที่“หลวงพ่อแช่ม”วัดตาก้อง จ.นครปฐม จึงได้กลับมาจำพรรษาที่อยู่ที่วัดสำนักคร้อเหมือนเดิมจนคณะสงฆ์เห็นในศีลาจารวัตรของท่านเหมาะสมจึงได้นิมนต์ให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดกระต่ายเต้นอ.ท่ามะกาจ.กาญจนบุรี อยู่ได้ไม่นานเกิดความเบื่อหน่ายกับการบริหารจัดการวัดของคณะกรรมการจึงได้ลาสิกขาออกไปใช้ชีวิตฆราวาสอยู่ที่อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี

ระหว่างที่เป็นฆราวาสก็ได้เข้าวัดปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ ต่อมาจึงได้ตัดสินใจบวชอีกครั้งเมื่อวันที่ ๓๐เมษายนพ.ศ.๒๕๐๒ ณ วัดกุฎบางเค็ม อ.เขาย้อยจ.เพชรบุรีโดยมีพระครูเกษมสุตคุณเป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาเปรยเป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า“ฉินนกาโม”และได้จำพรรษา ณ วัดไทยธรรมารามอ.เมืองจ.สุราษฎร์ธานีได้๓พรรษาจึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดกุฎบางเค็มอี ๑พรรษา ต่อมาก็ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดสำนักคร้อต.ตะคร้ำเอนอ.ท่ามะกาจนถึงปีพ.ศ.๒๕๑๐

ชาวบ้านทุ่งแหลมและลูกศิษย์ที่รู้จักมักคุ้นกับหลวงปู่ซึ่งได้ย้ายมาทำมาหากินอยู่ในพื้นที่บ้านทุ่งแหลมแถบนี้ จึงได้นิมนต์ให้หลวงปู่หนูมาจำพรรษาที่วัดทุ่งแหลมซึ่งไม่มีพระอยู่จำพรรษา เมื่อหลวงปู่ย้ายมาอยู่จำพรรษาที่วัดทุ่งแหลมก็ได้เริ่มก่อร่างสร้างวัดทุ่ง แหลม ซึ่งของเก่านั้นเป็นกุฏิหลังเล็กมุงด้วยหญ้าคา หลวงปู่และชาวบ้านจึงได้ช่วยกันสร้างกุฏิหลังใหม่ยกพื้นเป็นไม้ทั้งหลังมุงด้วยสังกะสี เมื่อท่านมาอยู่วัดทุ่งแหลม ท่านจึงสักให้ผู้คนก่อนจนเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง ท่านจึงเริ่มออกวัตถุมงคลโดยมีสัญลักษณ์ว่า ต้องมียันต์หนุมานเชิญธงและเหรียญของท่านก็ก่อปาฏิหาริย์ เด็กโดนระเบิดแล้วไม่ตายเป็นแค่บาดเจ็บเล็กน้อย ลงข่าวหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งหลายฉบับ ดังมีเรื่องดังนี้

สมัยนั้นวัดทุ่งแหลมอยู่ในเขตชายแดนมีสถานการณ์ไม่ปลอดภัยนักจำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ จึงต้องรับสมัครอาสาสมัครมาช่วยก็มีลูกศิษย์หลวงปู่หนูไปสมัครเป็นอ.ส. เมื่อเป็นอยู่หลายปีทางราชการจึงมีการมอบอาวุธมาให้มีทั้งปืนทั้งระเบิด อ.ส.ท่านนี้ก็เอาปืนกับลูกระเบิดลูกเกลี้ยงมาเก็บที่บ้าน มีอยู่วันหนึ่งเป็นวันพระเขากับภรรยาจึงไปทำบุญที่วัดระหว่างอยู่ที่วัดได้ยินเสียงระเบิดดังตูมใหญ่ ชาวบ้านที่วัดแตกตื่นกันหมดนึกว่าพวกกระเหรี่ยงบุก สักพักมีคนข้างบ้านเขาขี่รถเครื่องมาบอกว่าลูกชายเขาสองคนถูกระเบิดอยู่ที่บ้าน เขากับภรรยาจึงซ้อนรถเครื่องคันนั้นรีบกลับบ้าน

พอมาถึงบ้านแทบเป็นลมลูกชายสองคนจมอยู่กองเลือดเขาจึงรีบนำส่งโรงพยาบาล พอถึงมือหมอสร้างความงุนงงให้แก่คนทั้งโรงพยาบาลเพราะเด็กสองคนแค่มีเศษระเบิดติดตามผิวหนังไม่สามารถแทรกเข้าไปทำอันตรายข้างในได้พักแค่ไม่กี่วันก็กลับบ้านได้ เด็กสองคนนี้ที่รอดตายเพราะพ่อเขาจะให้แขวนพระตั้งแต่เด็ก เด็กสองนี้แขวนเหรียญรูปไข่หลังหนุมานคนละเหรียญเท่านั้น เหรียญรุ่นนี้เรียกว่ารุ่น พ.ต้านระเบิด

หลวงปู่หนูอยู่มาจนถึงปีพ.ศ.๒๕๒๙ ท่านจึงได้ละสังขารด้วยวัยอันชราภาพ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๙สิริอายุได้๙๒ปี

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply