สองพระเกจิเจอกันพิธีปลุกเสกพระ กล่าวทักทายกัน “เรากราบองค์นี้ องค์เดียว ก็พอเเล้ว”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ สองพระเกจิเจอกันพิธีปลุกเสกพระ กล่าวทักทายกัน “เรากราบองค์นี้ องค์เดียว ก็พอเเล้ว” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

หลวงปู่โต๊ะพระมหาเถราจารย์ในอดีตผู้ทรงคุณธรรมชั้นสูงมีวิทยาคมแก่กล้ามีปฎิปทาอันน่าเลื่อมใสเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ท่านเป็นชาวสมุทรสงครามเกิดที่บ้านในคลองบางน้อยต.บางพรหมอ.บางคนทีจ.สมุทรสงคราม เมื่อวันที่๒๗มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๐โยมบิดาชื่อลอยโยมมารดาชื่อทับนามสกุลรัตนคอน

การศึกษาในเบื้องต้นท่านศึกษาที่วัดเกาะแก้ว ปากคลองบางกอกน้อย ต่อมาบิดามารดาเสียชีวิตทั้งคู่ หลวงตาแก้วซึ่งเป็นญาติกับท่านได้นำท่านมาฝากไว้กับพระอธิการสุขเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี ในเวลานั้นท่านมีอายุเพียง๑๓ ปีเท่านั้น ท่านก็ได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดประดู่ฉิมพลีและต่อมาเมื่ออายุได้๑๗ ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรและได้อุปสมบทเมื่ออายุครบ๒๐ปี ในวันที่๑๖กรกฎาคมพ.ศ.๒๔๕๐ ณ พัทธสีมาวัดประดู่ฉิมพลีได้รับฉายาว่า“อินทสุวัณโณ”

หลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลี ท่านได้เล่าเรียนทางด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระด้วยความวิริยะอุตสาหะจนสอบนักธรรมตรีได้ในปี พ.ศ.๒๔๕๕ นอกจากนั้นท่านได้เล่าเรียนฝึกกัมมัฏฐานกับพระอาจารย์พรหมซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่ที่วัดประดู่ฉิมพลีและท่านยังได้ออกธุดงค์จาริกไปในที่ต่างๆได้พบกับพระอาจารย์ต่างๆมากมายเช่น ได้ศึกษากับหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ หลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดัน หลวงพ่อเนียมวัดน้อย หลวงพ่อพุ่มวัดบางโคล่

หลวงพ่อเกษมเขมโกหรือครูบาเจ้าเกษมเขมโก มีนามเดิมว่า เจ้าเกษม ณ ลำปางท่านเป็นพระเถระและเกจิอาจารย์ผู้เคร่งครัดในธุดงควัตร ปลีกวิเวก อีกทั้งท่านยังเป็นเจ้านายในราชวงศ์ทิพย์จักรที่ออกผนวช หลวงพ่อเกษม เขมโก มีนามเดิมว่าเกษม มณีอรุณเกิดเมื่อวันพุธแรม๔ค่ำ เดือนยี่ปีชวดตรงกับวันที่๒๘พฤศจิกายนพ.ศ.๒๔๕๕ ณ บ้านท่าเก๊าม่วงริมแม่น้ำวังตำบลเวียงเหนืออำเภอเมืองจังหวัดลำปาง เป็นบุตรชายคนหัวปีคนเดียวของเจ้าน้อยหนูมณีอรุณและเจ้าแม่บัวจ้อนณ ลำปาง บิดารับราชการเป็นปลัดอำเภอชาติตระกูลทั้งบิดาและมารดามาจากตระกูล ณ ลำปางเป็นหลานเจ้าพ่อบุญวาทย์ วงศ์มานิตย์เจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย

เมื่อมีอายุครบ๒๑ปีจึงได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุในปีพ.ศ.๒๔๗๕ ณ พัทธสีมาวัดบุญยืนได้รับฉายาว่า“เขมโก”แปลว่า ผู้มีธรรมอันเกษม หลวงพ่อเกษม เขมโกท่านได้ปฏิบัติธรรมจนเป็นพระที่ขาวสะอาดและเป็นที่เคารพสักการะของคนทั่วประเทศ ศีลบริสุทธิ์ตามพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นพระไม่ติดยึดใครต้องการอะไรขออะไรไม่เคยปฏิเสธ สมถะ

ครั้งหนึ่งในงานในงานพิธีพุทธาภิเษกเมื่อปีพุทธศักราช๒๕๑๔ ณวัดนางเหลียวต.ลำปางหลวงอ.เกาะคาจ.ลำปาง มีหลวงปู่โต๊ะอินฺทสุวณฺโณกับหลวงพ่อเกษมเขมโกอยู่ร่วมปลุกเสกด้วย หลวงปู่โต๊ได้กล่าวว่า”พระรูปนี้กำลังจิตรเเก่กล้ามาก”คำกล่าวหลวงปู่โต๊ะทักหลวงพ่อเกษม”เรากราบองค์นี้ องค์เดียว ก็พอเเล้ว” คำกล่าวหลวงพ่อเกษมบอกเเก่ศิษย์ที่ติดตาม
ถือเป็นการพบกันที่ยิ่งใหญ่ของสองพระเกจิผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตาแลพุทธาคม

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply