“พระคาถาสะกดพระคาถาปิดทิศและมนต์พระพาย” พระคาถาที่อาจารย์ไพฑูรย์ท่านมอบไว้ให้

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “พระคาถาสะกดพระคาถาปิดทิศและมนต์พระพาย” พระคาถาที่อาจารย์ไพฑูรย์ท่านมอบไว้ให้ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

พระคาถาบทนี้เป็นพระคาถาที่อาจารย์ไพฑูรย์ท่านมอบไว้ให้ในเรื่องผีโพรงซึ่งตอนนั้นท่านได้หลบหนีการจับกุมไปซ่อนตัวอยู่กับญาติที่ชื่อว่าหนานโลกาและได้ไปซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมหลังสวนของหนานโลกาจนวันเกิดเหตุการณ์ในที่ที่สาม เพราะรู้สึกตัวสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกช่วงเวลาประมาณตีสามกว่าเพราะมีผีโพรงได้เข้ามาตัดผ่านเข้าในเขตที่กำหนดจิตวนขวากระท่อมไว้ด้วยคาถาปิดทิศของหลวงพ่อเดิมที่ร่ายไว้ว่า

“นะห้าม โมปิด พุทมิดหัว ธาล้อมตัว ยะซ่อนหัวหายตัว ณ บัดนี้ นะจงงง โมจังงัง พุทกำบัง ธาละลาย ยะสูญหาย อนัตตาสูญเปล่า”

คาถาบทนี้นอกจากจะใช้กำบังตัวได้แล้วยังสวดแล้วหลับตากำหนดจิตวนรอบที่พักอาศัยเพื่อป้องกันอันตรายได้อีกด้วย เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในวงที่กำหนดจิตเอาไว้จะทำให้ผู้สวดรู้ตัวตกใจตื่นรับเหตุการณ์ได้ทันท่วงที นี้ก็เป็นพระคาถาอีกบทที่อาจารย์ไพฑูรย์ท่านได้มอบให้แก่ผู้มีจิตศรัทธา

พระเวทย์สะกด “อักขระยันตัง สันตังวิกะรึงคะเร สัพเพเทวาปีศาเจวะ กรึงตรึงแน่นแผ่นปฐพี อปลายันติ วิกะรึงคะเร วิกะรึงคะเร วิกะรึงคะเร” บทนี้ใช้สะกดวิญญาณทั้งหลายหรือเเม้เเต่สะกดวิญญาณผีตายโหงเอามาเลี้ยงได้ ตลอดจนเทวดามัจฉาทิฐิที่จะมากลั่นเเกล้งเรา

”พระคาถานี้ไพฑูรย์บอกกับผู้เขียนว่าไม่ต้องไปเปิดตำราหาไม่เคยมีในตำราใด เป็นคาถาที่ไพฑูรย์คิดขึ้นมาเองเวลาจวนตัว โดยอาศัยคาถาหัวใจหนุมานตัวเดิมคือ “หะ นุ มา นะ คลุกคลี ตีมะอะ” ใช้ทางคงกระพันและไม้สองคือเมื่อถูกตีล้มลงไป ศัตรูที่ไม่รู้ว่าใช้หัวใจหนุมานเป็นไม้สองก็จะตีซ้ำพอถูกตีซ้ำจะทะลึ่งลุกติดไม้ขึ้นมา คราวนี้ตีเท่าไหร่ก็ไม่ล้มแหลกกันไปข้าง

พระคาถานี้ไพฑูรย์บอกกับผู้เขียนว่าไม่ต้องไปเปิดตำราหาไม่เคยมีในตำราใด เป็นคาถาที่ไพฑูรย์คิดขึ้นมาเองเวลาจวนตัวโดยอาศัยคาถาหัวใจหนุมานตัวเดิมคือ “หะ นุ มา นะ คลุกคลี ตีมะอะ” ใช้ทางคงกระพันและไม้สองคือเมื่อถูกตีล้มลงไป ศัตรูที่ไม่รู้ว่าใช้หัวใจหนุมานเป็นไม้สองก็จะตีซ้ำพอถูกตีซ้ำจะทะลึ่งลุกติดไม้ขึ้นมา คราวนี้ตีเท่าไหร่ก็ไม่ล้มแหลกกันไปข้างไพฑูรย์บอกว่าเมื่อจะวิ่งให้เร็วได้ตัดคำว่าคลุกคลีตีมะอะออกไป แล้วใส่นามของพระพายที่ถือว่าเป็นพระบิดาของหนุมานและนางสวาหะที่ถือว่าเป็นมารดาของหนุมาน เพื่อให้วิ่งเร็วดุจพายพัดและไม่เหนื่อยด้วยไม่ต้องไหว้ครูอยากใช้เอาไปใช้เลย แต่ขลังไม่ขลังสุดแล้วแต่ว่ามีพลังจิตกล้าแข็งหรือไม่เท่านั้น (อันนี้ต้องหมั่นฝึกฝนสมาธิจิตกันเองครับบางคนอยากเลี้ยงกุมารทองสายพรายแต่กลัวผี อยากเรียนพระคาถาแต่ไม่อยากฝึกสมาธิจิตซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งฤทธิ์ต่างๆคงเป็นไปได้ยากที่จะเกิดผลได้สมบูรณ์)

มนต์บทพระพายนี้ไม่ต้องใส่บาตรในขันธ์ครูนะครับใส่ให้เเต่อาจารย์ไพฑูรย์ก็พอคับอย่างที่บอกบทนี้ขลังไม่ขลังขึ้นอยู่กับจิตผู้ใช้เองไม่เหมือนกับพระคาถาบทอื่นที่อาจจะใช้เเรงครูเข้ามาช่วยหนุนให้เกิดฤทธิ์ปาฏิหาริย์เมื่อเกิดเหตุการณ์จวนตัว

ไพฑูรย์บอกว่านึกถึงหลวงพ่อเดิมแล้วอุ่นใจเหมือนหลวงพ่อมาประทับอยู่บนศีรษะเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นด้วยกำลังหนุมานะวิ่งเร็วไม่เหนื่อยด้วยพระพายและนางสวาหะช่วย เข้าไปในป่าทึบได้ก็รอดตายเพราะเรื่องการเดินป่าการพรางตัวไพฑูรย์มีความช่ำชอง ปืนหมดลูกปืนกลายเป็นไม้ตีพริก แต่มีดหมอก็ยังอยู่ พอเข้าในป่าทึบได้คราวนี้ก็หยุดวิ่งทำตัวให้กลมกลืนกับป่า มีดหมอช่วยได้ยามคับขัน พระเวทกำบังตัวกันได้ไม่นานจึงต้องชักมีดหมอออกมาจากฝักหันหน้าไปทางที่ตั้งของวัดหนองโพก้มลงกราบขอให้ช่วยคุ้มครองชีวิต ใช้ปลายมีดหมอขีดพื้นดินวนขวาภาวนาคาถากำบังแก้ว ๗ ชั้นว่า

“พุทธัง สัตตะรัตนมหา ปะการัง อัมหากัง สะระณังคัจฉามิ ธัมมัง สัตตะรัตนมหา ปะการัง อัมหากัง สะระณังคัจฉามิ สังฆัง สัตตะรัตนมหา ปะการัง อัมหากัง สะระณังคัจฉามิ สุสุ ละละ ธาธา โสโส นะโมพุทธายะ พุทโธพระบัง ธัมโมพระบัง สังโฆพระบัง”

นั่งขัดสมาธิกลางวงที่ขีดไว้หลับตาถวายชีวิตเป็นพุทธบูชาหากดาวโจรดับตกจากฟากฟ้าถึงคราวตายก็สุดแต่บุญทำกรรมแต่งตั้งแต่สังหารขุนตระเวนฯ แล้วก็สั่งสมเจ้ากรรมนายเวรไว้ในจำนวนไม่น้อย เจ้ากรรมนายเวรพวกนี้รอเวลาจะเอาคืนทดแทนคนที่ไพฑูรย์ได้สังหารแม้ว่าจะเป็นการป้องกันตัวเองหรือเป็นการต่อสู้ก็ตาม เมื่อจิตสงบหูได้ยินการเคลื่อนไหวของศัตรูทั้งหมด เกิดความสงบสงัดเหมือนอยู่ในกำแพงแก้วจริงๆ ความกลัวความตื่นตกใจค่อยๆหายไป เหลือแต่ความกล้าบ้าบิ่น

แม้หลายครั้งเสียงฝีเท้าและการเคลื่อนไหวใกล้เข้ามาจนได้ยินเสียงหอบหายใจ เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงเสียงใครคนหนึ่งร้องตะโกนว่า “กลับกันได้แล้วโว้ย หากันจนพลิกป่าแล้ว ไอ้หมอนี่มันร้ายกาจนัก วิ่งมาเห็นหลังไวๆ พอตามเข้ามามันกลับหายไป กลับไปบอกพี่เข้มเถิดว่ามันหนีไปได้” เสียงพวกนักล่าหายเงียบไปแล้ว แต่ไพฑูรย์ยังคงนั่งอยู่ในวงล้อมของปลายมีดที่ขีดไว้จนค่ำจึงออกเดินทางออกจากป่าเข้าไปในเมืองแล้วหาทางส่งจดหมายไปยังเจ้าเพื่อนรักให้รู้ว่าอยู่ที่ไหนให้นำเงินและกระสุนปืนมาให้เพื่อหนีต่อไป

ฝากไว้ให้กับแฟนเพจสายเดินป่านะครับอาจพอมีประโยชน์บ้าง

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply