ตำนาน การสร้างปืนพระราม ๖ ที่ใช้ล้างอาถรรพ์คงกระพันเสือร้ายทั่วแดนสยาม

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ตำนาน การสร้างปืนพระราม ๖ ที่ใช้ล้างอาถรรพ์คงกระพันเสือร้ายทั่วแดนสยาม นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ปืนพระราม ๖ เป็นอาวุธปืนที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสั่งเข้ามาใช้ในกิจการเสือป่า ซึ่งเป็นองค์กรที่พระองค์ทรงจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๔ โดยมีพระราชปรารภในการจัดตั้งองค์กรนี้ว่า เพื่อจะให้พลเรือนทั้งที่เป็นข้าราชการและไม่ได้เป็นข้าราชการทหารได้มีโอกาสฝึกหัดระเบียบวินัย มีการบังคับบัญชาเป็นหมู่เหล่า ทั้งยังฝึกให้จงรักภักดียอมสละชีวิตเพื่อป้องกันภัยอันตรายที่จะมีแก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พระองค์ทรงจัดตั้งองค์กรเสือป่าขึ้นในรูปของกองอาสาสมัครโดยใช้ชื่อว่า “กองเสือป่า” ซึ่งนำมาจากชื่อเรียกผู้สอดแนมในการสงครามของไทยที่มีมาแต่โบราณ

เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการศึกษาจากประเทศอังกฤษ โดยทรงสำเร็จวิชาทหารจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนด์เฮิสต์ (Sandhurst Royal Military Academy) ต่อมาได้ทรงศึกษาหลักสูตรปืนเล็กและทรงปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นนายทหารสังกัดในกรมทหารราบเบาเดอรัมรักษาพระองค์(Durham Light Infantry Regiment) ก่อนที่จะเสด็จนิวัตประเทศไทย จึงทรงมีความรู้ทางด้านการทหารเป็นอย่างดี จนนำมาสู่การจัดตั้งองค์กรเสือป่าขึ้นซึ่งเป็นกองกำลังฝ่ายพลเรือน

โดยตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี แห่งการครองราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอุทิศพระองค์ให้กับกิจการเสือป่ามาโดยตลอด ทรงทุ่มเททั้งกำลังพระวรกายกำลังพระสติปัญญาและพระราชทรัพย์ให้กับเสือป่าอย่างเต็มที่ ปืนพระราม ๖ จัดแยกอยู่ในคลังเก็บอาวุธของกองเสือป่าต่างๆดังนี้

อยู่ในคลังเก็บอาวุธสวนจิตรลดา ๕,๙๔๕ กระบอก อยู่ที่กองเสนากรุงเทพ ฯ ๕๐๐ กระบอก อยู่ที่กองเสนาตะวันตก ๕๐๐ กระบอก อยู่ที่กองเสนาปักษ์ใต้ ๗๐๐ กระบอก อยู่ที่กองเสนาภูเก็ต ๓๐๐ กระบอก อยู่ที่กองเสนาอยุธยา ๑๐๐ กระบอก อยู่ที่กองเสนาตะวันออก ๔๖๐ กระบอก อยู่ที่กองเสนาอาคเนย์ ๕๐๐ กระบอก อยู่ที่กองเสนาอุบล ๓๐๐ กระบอก อยู่ที่กองเสนาอิสลาม ๒๕๐ กระบอก รวมมีทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ กระบอก ปัจจุบันมีผู้ที่มีปืนพระรามหกไว้ครอบครองนั้นเหลืออยู่ไม่มากเนื่องจากชำรุดสูญหายไปตามกาลเวลา

อย่างไรก็ดีกองเสือป่ามิได้ใช้ปืนชนิดนี้ตั้งแต่แรกเพราะได้มีการสั่งซื้อปืนพระราม ๖ ในปี ๒๔๖๓ หรือหลังจากตั้งกองเสือป่าแล้วถึง ๙ ปี ซึ่งไม่เป็นที่แน่ชัดว่าก่อนหน้านี้ใช้ปืนชนิดอะไรในการซ้อมรบ ขณะนั้นบริษัท บีเอสเอ(BSA – Birmingham Small Arms Co.) เป็นเพียงบริษัทเดียวที่ผลิตปืนลีเอนฟิล์ด ทั้งนี้เพราะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ เป็นช่วงแห่งสันติภาพทุกชาติเข็ดต่อการสูญเสียในสงคราม มีการลดอาวุธปิดโรงงานผลิตปืนต่างๆลงเป็นอันมาก และเป็นเช่นนี้จนถึงต้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้อังกฤษไม่ค่อยพร้อมรบนักในเวลาต่อมา

ความในโทรเลขถึงโรงงานบีเอสเอในการสั่งซื้อปืนพระราม ๖ พอจะสรุปได้ดังนี้ [๑๒ ม.ค. ๒๔๖๓] : ได้รับคำสั่งซื้อจากสยาม ปืนลีเอ็นฟิล์ดสั้น (SMLE) พร้อมดาบปลายปืนและสายสะพาย ในราคา ๗๖,๖๒๕ ปอนด์และกระทรวงการต่างประเทศ(อังกฤษ)ไม่ขัดข้อง [๑๒ ก.พ. ๒๔๖๓] : บริษัทได้ใบอนุญาติส่งออกและขอให้ผู้ซื้อทำการส่งชำระเงินงวดแรก๑/๓ของราคา ส่วนที่เหลือชำระเมื่อส่งมอบปืนครบแล้ว [๑๑ มิ.ย. ๒๔๖๓] : พระองค์เจ้าอาภากรได้มาเยี่ยมชมการผลิตและตรวจปืนรุ่นแรกที่จะส่งทางเรือ(ปืนหมายเลข๑ได้ถูกมอบให้พร้อมกันนี้ ) [๑๐ ธ.ค. ๒๔๖๓] : บริษัทส่งมอบครบทั้ง๑๐,๐๐๐กระบอกและขอเจรจาเพื่อเสนอขายเพิ่ม

โดยปืนพระราม ๖ ทั้งหมดเป็นปืนรุ่น SMLE ที่ดัดแปลงให้มีชิ้นส่วนน้อยลงและง่ายประหยัดในการผลิตช่วงสงคราม ซึ่งสัญลักษณ์ของกองทัพอังกฤษจะใช้ดาว (*) ต่อท้าย ทราบโดยทั่วไปว่า SMLE No.1 Mk 3*(Star)

ข้อสังเกตอีกอย่างคือปืนพระราม ๖ ต่างจากปืนที่ผลิตก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑ ตรงที่ไม่มีอุปกรณ์ ๒ ชนิด “ชนิดแรก” คือ ศูนย์พิเศษสำหรับยิงวอลเล่ย์ระยะไกล ลักษณะเป็นจานมีก้านศูนย์หมุนลงได้อยู่บนด้านหน้าซ้ายของศูนย์หน้า ศูนย์วอลเล่ย์นี้เหมาะกับการรบกับทหารม้าหรือชาวพื้นเมืองในสมัยล่าอาณานิคมที่มักจะวิ่งประจันหน้ามาเป็นแถวหน้ากระดานทีละพันๆคน “อุปกรณ์ชนิดที่ ๒”คือ ลิ้นกั้นกระสุนในแม็กกาซีนไม่ให้สปริงดันกระสุนป้อนเข้ารังเพลิง ทำให้ทหารราบยิงแล้วบรรจุด้วยมือทีละนัดสำหรับยิงแบบวอลเล่ย์ดังกล่าว ต่อเมื่อข้าศึกบุกมาถึงแนวรับจึงจะระดมยิงด้วยกระสุนในแม็กกาซีนทั้ง ๑๐ นัด

ทั้งหมดนี้คือความเป็นมาของปืนพระราม ๖ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ปืนลีเอ็นฟิล์ดแบบ SMLE No.๑ Mk.๓ เพียง ๑๐,๐๐๐กระบอกที่มีตราเสือป่าผลิตให้แก่ประเทศในเอเชียที่ไม่เคยเสียเอกราชให้ชาติตะวันตกใดจะกลายเป็นของสะสมที่หายากถ้าจะเปรียบกับปืนชนิดเดียวกันนี้ที่ผลิตขึ้นหลายล้านกระบอก ปืนพระราม๖จึงรู้จักในต่างประเทศว่า ปืนWild Tigerเพราะทางราชการได้ขายทอดตลาดไปเมื่อประมาณ ๓๐ ปีก่อนและไม่ต้องสงสัยว่า ปืนพระราม๖ ที่ยังคงเหลืออยู่เป็นสมบัติของชาติอันน่าหวงแหนเพียงใด

อนึ่งปืนพระราม ๖ เป็นปืนลูกเลื่อนเหมือนปืน ร.ศ. แต่ในยุคนี้มีความพิเศษขึ้นมาเรื่องลูกกระสุนสมัยใหม่จะมีควันน้อย และหัวกระสุนแหลมๆแบบกระสุนปืนในสมัยปัจจุบันแล้ว มีเกร็ดที่ท่านผู้ใหญ่เล่าไว้ว่า เมื่อส่งปืนพระรามหกมาถึงเมืองไทยก็มีการพิธีสวดและเจิมของพระเกจิอาจารย์ในยุคนั้นเป็นการใหญ่โต เพื่อให้ปืนพระราม๖สามารถต่อกรกันบรรดาผู้ร้ายที่เล่นของขลังและหนังเหนียว ยิงไม่เข้า ที่เป็นปัญหาหนักอกของตำรวจไทยสมัยนั้น (เรื่องอย่างนี้ฝรั่งได้ยินคงเป็นงงแน่)แล้วมันก็ได้ผล เพราะปืนพระรามหกกลายเป็นปืนที่มีมีชื่อเสียงในเรื่องของการล้างอาถรรพ์ได้อย่างดี (แต่ถ้าเห็นลูกกระสุนปืนพระรามหกขนาด .๓๐๓ นิ้ว หัวแหลมๆเทียบกับลูกปืนสเปนเซอร์ขนาด ๐.๔๔นิ้ว หัวมนๆแบบลูกปืนพกก็คงเข้าใจเรื่องราวได้ไม่ยาก)

ถึงกระนั้นปืนพระรามหกก็เป็นแบบอย่างให้สยามจัดหาปืนที่ใช้ลูกกระสุนแบบนั้นมาเพิ่มเติมอีกใน พ.ศ.๒๔๖๖ เป็นปืนเมาเซอร์ในลิขสิทธ์ของญี่ปุ่นใช้กระสุน๘ม.ม.หัวแหลม คือปืนอาริซากะในชื่อไทยๆว่าปืนปลย.๖๖ ปืนเล็กยาวแบบ๖๖ ไม่ทราบข้อมูลว่ามีกี่กระบอกและเป็นปืนที่หาข้อมูลได้น้อยมาก ทั้งๆที่มีบทบาทเป็นปืนที่ได้ใช้ในสงครามโลกครั้งที่สองตั้งหลายปี ทหารไทยนับหมื่นนับแสนคนต้องแบกมันเดินไปทั่วอินโดจีนราว พ.ศ.๒๔๘๓-๒๔๘๘

ความลึกลับของปืนนี้นั้นคือปลย.๖๖ ไม่เพียงแต่จะหาข้อมูลยากว่ามันมีจำนวนเท่าใด แต่มันพาให้สับสนกันกับปืนพระรามหกที่ซื้อมาในเวลาใกล้เคียงกันและการไปเก็บเอาปืน ร.ศ. สยามเมาเซอร์ของเก่าสมัย ร.๕ ที่ผลิตเมื่อ๔๐ ปีที่แล้ว เอามาคว้านรังเพลิงให้ใช้ลูกกระสุนสมัยใหม่ได้ ทำโดยกรมสรรพาวุธทบ. กลายมาเป็นปลย.๔๕/๖๖ บลย.๔๗/๖๖ ก็เลยพากันงงไปกันใหญ่ ถ้าไม่เข้าใจความเป็นมา

เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับกลยุทธการเก็บความลับทางทหารและสร้างข้อมูลให้ฝ่ายตรงข้ามสมัยนั้นงุนงงสับสนก็เป็นได้ เพราะมันคาบเกี่ยวมาในยุคที่เป็นการปกครองแบบใหม่และเปลี่ยนชื่อ “ประเทศสยาม”เป็น“ประเทศไทย”กันแล้ว

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

 

Leave a Reply