พระคาถาเสกมีดถอนของ ศัตรูเบิกไพร เสกข้าวคงกระพัน

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ พระคาถาเสกมีดถอนของ ศัตรูเบิกไพร เสกข้าวคงกระพัน  มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

คาถาอาวุธ ๕ ประการ วิธีอาราธนามีดหมอของหลวงพ่อเดิม เวลาจะไปไหนมาไหนหรือเเม้กระทั้งมีดธรรมดาก็ให้ระลึกถึงหลวงพ่อเดิมแล้วว่า “พระพุทธังรักษา พระธรรมมังรักษา พระสังฆังรักษา ศัตรูมาบีฑาวินาศสันติ”
ก่อนใช้มีดหมอของหลวงพ่อเดิมหรือมีดธรรมดาเมื่อเวลาจวนตัว ในการปราบภูติผีปีศาจ คนถูกผีเข้าก็ดี ขับไล่ผีปีศาจก็ดี ควรใช้คาถาอาวุธ ๕ ประการทุกครั้งกำกับด้วยดังนี้

“สักกัสสะวชิราวุธธัง เวสสุวัณนะสะคะธาวุธธัง อาฬาวะกะสะธุสาวุธธัง ยะมะสะนัยนาวุธธัง นารายยะสะจักกะราวุธธัง ปัญจะอาวุทธานัง เอเตสังอานุภาเวนะ ปัญจะอาวุธธานัง ภัคคะภัคขา วิจุณนัง วิจุณาโลมังมาเมนะ พุทธะสันติ คัจฉะอะมุมหิ โอกาเสติฐาหิ”

ซึ่งพระคาถานี้รวมอาวุธห้าประการที่ถือว่ามีอิทธิฤทธิ์ คือ ๑) วชิราวุธอาวุธประจำกายพระอินทร์ที่ปราบมารร้ายและอสูร ๒) ไม้เท้ากระบองที่ยันกายขององค์ท้าวเวสสุวรรณ อันเป็นเจ้าแห่งภูตผีทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นผีอะไรต้องเกรงกลัวท่านท้าวเวสสุวรรณทั้งนั้น ๓) ผ้าแดงของอาฬาวะกะยักษ์ ที่พ่ายแพ้แก่บารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผ้าแดงนี้เป็นอาวุธที่ร้ายแรงตามที่โบราณกล่าวว่าถ้าผ้าผืนนี้ตกลงบนพื้นพิภพแห่งใดจะไหม้เป็นจุณและปลูกอะไรไม่ขึ้นจนตลอดกาล ๔) นัยเนตร ของท่านพญายมราช ที่เพ่งแล้วภูตผีทั้งหลายจะมอดไหม้ไปเป็นจุลมหาจุล ๕) กงจักรของพระนารายณ์ ตามลัทธิพราหมณ์ถือว่ากงจักรของพระนารายณ์นี้ปราบได้ทั้งสวรรค์ อสูรและใต้บาดาล มีอิทธิฤทธิ์มากมายเหลือคณานับ

เมื่อหลวงพ่อได้อัญเชิญความศักดิ์สิทธิ์ของอาวุธทั้ง ๕ ประการ ด้วยอำนาจอาคมและไสยวิธีมาสถิตย์ในมีดหมอของหลวงพ่อก็ย่อมวางใจได้ว่า ต้องทรงอำนาจในทางปราบมารร้ายภูตผีปีศาจอำนาจฝ่ายต่ำ การกระทำย่ำยีและป้องกันอันตรายจากมนุษย์และสัตว์โลกได้อีกด้วย

คาถาเทพอาวุธ “สัพเพเทวาปิสาเจวะ อะฬะวะกาทะโยปิจะ ขันคังตาละปัตตัง ทิสะวา สัพเพยักขาปะลายันติ สักกัสสะวะชิราวุธัง ยะมะราชา นะยะนาวุธัง อาฬะวะกัสสะทุสาวุธัง นารายัสสะ จักราวุธัง เวสสุวัณณัสสะ คะทาวุธัง ปัญจะอาวุธา ติกขะตะราโลเก ปาตุระโหคะตาสัพเพ อิเม ทิสะวา สัพเพ ยักขาปะลายันติ” ใช้คู่กับมีดหมอหรือมหาศาสตราวุธ สำนักไหนก็ได้ แช่ลงขันนำมนต์แก้คนถูกผีเข้า คุณไสย ได้สารพัด ดีนักแล

พระคาถาเบิกไพร (เวลาหลงป่า ของหลวงพ่อโชติ วัดตะโน)ตั้งนะโม ๓ จบ สำรวมจิตให้แน่วแน่ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้วจึงอันเชิญมาเป็นที่พึ่ง รำลึกถึงเจ้าป่าเจ้าเขาเทวดาอารักษ์ผู้รักษาป่าให้เปิดทางให้อกอกจากป่าได้จึงท่องคาถาว่า “นะ แล แล ปะแอยันติ” หลวงพ่อโชติท่านใช้ในการเบิกไพรได้ทุกครั้งที่หลงทางโดยหลับตาภาวนาให้แน่วแน่จึงลืมตาขึ้นเพื่อเห็นทางออก จะมองเห็นได้ในทันทีแม้ไม่เห็นทางออกก็จะมีเสียงนกหรือเสียงสัตว์ร้องให้ตามเสียงไปเถิดจะพบทางออก เหมาะสำหรับพรานหรือผู้ชอบเดินป่าไว้ใช้เวลาคับขันให้ใส่บาตรพระหนึ่งองค์ กรวดน้ำให้หลวงพ่อโชติ วัดตะโน เริ่มเรียนวันพฤหัสบดี

พระคาถาตวัดฟ้าป่าหิมพานต์ “ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ ภะ” เมื่อเข้าตาจนจะตีฝ่าศัตรูออกไปให้ภาวนาในใจจนเกิดพลังอุ่นๆพุ่งจากลิ้นปี่ไปทั่วร่างกาย รู้สึกว่าตัวเองพองขึ้นขนลุกไปทั่วตัวจึงถืออาวุธวิ่งเข้าหาแล้วตวาดด้วยเสียงอันดังสุดเสียง มีกี่หลอดก็ใส่เข้าไปจะเป็นว้าก,เพ้ย,มึงตาย..ย หรืออย่างอื่นแล้วแต่จะถนัด ฟันแทงตีลุยเข้าไปภาวนาไว้อย่าหยุด ศัตรูจะอัปราชัย ส่วนตัวเราหักด่านออกมาได้ในที่สุด

พระคาถาคงกระพันชาตรี (เสกข้าวกิน ๓ คำแรกทุกมื้อ) “นะ มะ พะ ทะ คงเนื้อคงหนังคงกระดูกผูกด้วย พะ ทะ นะ มะ” ทำได้ทุกวันทุกมื้อรับรองได้ว่าเนื้อหนังจะคงกระพันไปจนถึงกระดูก เสกไปกินไป อย่าลืมเสียก็แล้วกันว่าเสกแค่ ๓ คำแรกเท่านั้นเอาไปใช้ ๓ พระคาถาง่ายๆสั้นๆใช้หลากหลายผิดแผกกันไพฑูรย์มักเน้นว่า “พึงจำใส่กะโหลกไว้เลยว่า คาถาที่ใช้ให้มีความยึดมั่นถือมั่นว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นของวิเศษที่ใช้ได้ผล ท่านเรียกว่าปลุกตัวทำจิตให้ได้ทำจิตไม่ได้ก็ตายลูกเดียว จะโทษใครไม่ได้ต้องโทษตัวกูที่ทำตัวกูเอง จะอยู่จะตายไม่มีใครทำ กูทำตัวเอง เตรง เตรง เตร่ง(แล้วหัวเราะงอหงาย)”

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply